เวลา 1 ชั่วโมงสำหรับการสแกนและตรวจวิเคราะห์สมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองฉุกเฉิน (Stroke Scan) ลดเหลือ 15 นาที งานวางแผนรังสีรักษาที่เคยใช้เวลาตั้งแต่ 2 ชั่วโมงไปจนถึง 2 วัน ลดลงเหลือระดับวินาที ขณะที่ Mobile Stroke Unit ซึ่งติดตั้งเครื่อง CT Scanner เคลื่อนที่ ระบบดิจิทัลและ AI ช่วยนำกระบวนการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองออกจากโรงพยาบาลไปอยู่ใกล้ผู้ป่วยมากขึ้น
ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้ AI ในระบบสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาเปลี่ยนเวลาที่แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยต้องใช้ในกระบวนการรักษาจริง ตั้งแต่การตรวจ การอ่านผล ไปจนถึงการวางแผนรักษา โดยเฉพาะในช่วงที่โรงพยาบาลต้องรับมือกับภาระงานของบุคลากร ความแออัด และความต้องการบริการสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้น
แต่ยิ่งเทคโนโลยีเดินหน้าเร็ว คำถามก็ยิ่งไม่ได้อยู่แค่ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง หากอยู่ที่โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดผลจริงได้อย่างไร เพราะเบื้องหลังความเร็วของ AI ยังมีเรื่องระบบข้อมูล การบริหารคิวและการส่งต่อ กฎเกณฑ์ ต้นทุน ตลอดจนประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ต้องจัดการไปพร้อมกัน
ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาพูดคุยใน Hospital Management Asia 2026 หรือ HMA 2026 ซึ่งกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ ในโอกาสครบรอบ 25 ปี หลังจากกรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้นของเวทีนี้เมื่อ 25 ปีก่อน โดย HMA เป็นพื้นที่ที่รวบรวมผู้นำและบุคลากรด้านสาธารณสุขจากภูมิภาคเอเชียมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิทยาการ เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพร่วมกัน
25 ปี HMA เชื่อมเครือข่ายสาธารณสุขเอเชีย
ริชาร์ด ไอร์แลนด์ (Richard Ireland) ซีอีโอ Clarion Events Asia และ Hospital Management Asia กล่าวว่า แม้แต่ละประเทศในเอเชียจะมีระบบสุขภาพและความท้าทายเฉพาะตัว แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ปัญหาที่แต่ละประเทศเผชิญกลับมีส่วนคล้ายกันมากขึ้น ทั้งความมุ่งหวังในการยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ความท้าทายด้านโครงสร้างประชากร และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์
ความคล้ายคลึงของปัญหาเหล่านี้ทำให้การแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกันมีความสำคัญ HMA จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้ผู้บริหารโรงพยาบาลและบุคลากรในระบบสุขภาพแลกเปลี่ยนแนวคิด เรียนรู้จากปัญหาร่วมกัน และนำสิ่งที่ได้กลับไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเอง ทั้งจากการประชุมอย่างเป็นทางการและการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน
เอเชียมีโรงพยาบาลเกือบ 100,000 แห่ง ขณะที่ HMA ยังเข้าถึงได้เพียงบางส่วน คุณริชาร์ดจึงมองว่าก้าวต่อไปคือการขยายเครือข่ายออกไปให้กว้างขึ้น เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถแบ่งปันปัญหาและประสบการณ์ในการพัฒนาผลลัพธ์ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี แต่ละองค์กรก็มีประสบการณ์ใหม่จากการนำ AI มาใช้ที่สามารถนำมาเรียนรู้ร่วมกันได้
สำหรับประเทศไทย การกลับมาเป็นเจ้าภาพในวาระครบรอบ 25 ปี ยังเป็นโอกาสนำศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยมาแลกเปลี่ยนกับภูมิภาค
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขไทยครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพภายใต้มาตรฐานการดูแลระดับสากล พร้อมนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาใช้ ทั้งการแพทย์แม่นยำที่อาศัยข้อมูลพันธุศาสตร์ หุ่นยนต์ผ่าตัด และ AI
AI ลดเวลาตรวจและรักษาจากวันเหลือวินาที
สำหรับ ฟาบริซ เลอเกต์ (Fabrice Leguet) กรรมการผู้จัดการ Siemens Healthineers ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Head of Enterprise Services Asia Pacific Japan สิ่งที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งในระบบสาธารณสุขคือ “เวลา” โดยเฉพาะเวลาของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังรับภาระงานจำนวนมาก รวมถึงเวลาของผู้ป่วย ซึ่งในบางโรคทุกนาทีมีความหมายต่อกระบวนการรักษา
AI จึงมีคุณค่าเมื่อสามารถคืนเวลาเหล่านั้นกลับมาได้
คุณฟาบริซ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน AI ยังเป็นเรื่องที่สร้างความสนใจก่อนกลายเป็นกระแสในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้กำลังเข้าสู่ช่วงของการนำมาใช้งานจริง โดย Siemens Healthineers มีนักวิทยาศาสตร์ด้านAI ในระบบสุขภาพประมาณ 1,000 คนทั่วโลก และมีแอปพลิเคชันมากกว่า 100 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่พร้อมใช้งานในภูมิภาคนี้รวมถึงประเทศไทย
ตัวอย่างที่เห็นผลชัด คือการตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ซึ่ง AI สามารถช่วยลดเวลาสแกนจากประมาณ 1 ชั่วโมงเหลือ 15 นาที ทำให้โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นและผู้ป่วยได้รับผลเร็วขึ้น จากขั้นตอนการสร้างภาพ AI ยังช่วยเร่งกระบวนการอ่านภาพของนักรังสีวิทยา ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลในระดับนาที แทนการรอ 1-2 วัน หรือ 3 วัน
ความเปลี่ยนแปลงยิ่งชัด ในกระบวนการวางแผนรังสีรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีการแพร่กระจาย ซึ่งเป็นงานซับซ้อนที่เดิมอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2 ชั่วโมง ครึ่งวัน ไปจนถึง 2 วัน คุณฟาบริซกล่าวว่า AI สามารถลดกระบวนการดังกล่าวลง เหลือระดับต่ำกว่า 1 วินาที ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาเร็วขึ้นและช่วยประหยัดเวลาของบุคลากรทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ คุณฟาบริซกล่าวว่า โรงพยาบาลต้องนำเทคโนโลยี ความรู้ทางคลินิก บุคลากร ความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร และการจัดการความเปลี่ยนแปลงมาทำงานร่วมกัน โดย Siemens Healthineers ทำงานกับโรงพยาบาลทั้งในระดับระบบ กลุ่มโรงพยาบาล และโรงพยาบาลแต่ละแห่ง รวมถึงการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง
Mobile Stroke Unit นำการตรวจออกไปหาผู้ป่วย
หนึ่งในตัวอย่างการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในประเทศไทย คือความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ในการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยมี Mobile Stroke Unit เป็นส่วนหนึ่งของระบบ
Mobile Stroke Unit ติดตั้งเครื่อง CT Scanner เคลื่อนที่ พร้อมระบบดิจิทัล AI และระบบเชื่อมต่อ ซึ่งถูกนำมาใช้สนับสนุนการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย ฟาบริซกล่าวว่าโครงการดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทย และปัจจุบันมีการใช้งานจริงแล้ว
Siemens Healthineers ยังเปิดตัว ASEAN Stroke Advisory Board โดยนำบุคลากรจากฝ่ายคลินิก ฝ่ายบริหารโรงพยาบาล และภาคเทคโนโลยีมาทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันการดูแลโรคหลอดเลือดสมองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยกความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราชและมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหนึ่งในตัวอย่างการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย
–AIS ต่อยอด 5G จับมือแพทย์ศิริราชฯ – วิศวฯ มหิดล ขยาย Mobile Stroke Unit สู่พื้นที่ห่างไกล
“หมอพร้อม” เชื่อมข้อมูล แก้คิวและระบบส่งต่อ
ความก้าวหน้าของ AI จะสร้างผลลัพธ์ได้ไม่เต็มที่ หากผู้ป่วยยังติดอยู่กับคิว เตียง และระบบส่งต่อที่เชื่อมกันไม่ได้ นายแพทย์อัครฐาน อธิบายว่าระบบโรงพยาบาลของรัฐมีการแบ่งระดับการดูแล ตั้งแต่ Primary Care และ Secondary Care ไปจนถึง Tertiary Care และ Super Tertiary Care โดยปัญหาคอขวดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะ ซึ่งจำนวนเตียงและความสามารถในการรองรับผู้ป่วยมีข้อจำกัด
โรคหลอดเลือดสมองเป็นตัวอย่างหนึ่ง ปัจจุบัน 12 เขตสุขภาพสามารถให้การรักษาด้วย Thrombolysis ได้ แต่เมื่อเป็นผู้ป่วยซับซ้อนที่ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระดับสูง ปัญหาเรื่องเตียงและคิวยังเกิดขึ้นได้
“หมอพร้อม” จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงเป็นประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลที่เชื่อมข้อมูลการรักษาระหว่างโรงพยาบาล ช่วยให้แพทย์และพยาบาลเข้าถึงประวัติการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลดความผิดพลาด และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วยเท่านั้น แต่ข้อมูลยังถูกนำมาใช้บริหาร Slot สำหรับการส่งต่อผู้ป่วยด้วย
เมื่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต้องส่งต่อ ระบบสามารถตรวจสอบWaitlist และ Slot ของโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อดูว่าหน่วยบริการใดยังรองรับผู้ป่วยได้ นายแพทย์อัครฐานยกตัวอย่างทั้งสถาบันประสาทวิทยาโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี รวมถึงโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในภูมิภาค เช่น โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลจันทบุรี
ระบบข้อมูลจึงเริ่มเข้ามาช่วยเปลี่ยนการบริหารคิวจากการรออยู่ที่โรงพยาบาลแห่งเดียว ไปสู่การมองความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของเครือข่าย
ระบบ Slot ลดคิว ลดความแออัดโรงพยาบาล
ปัญหาความแออัดไม่ได้เกิดจากระบบโรงพยาบาลเพียงด้านเดียวพฤติกรรมของผู้ป่วยที่คุ้นเคยกับระบบเดิมก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง นายแพทย์อัครฐานยกตัวอย่างว่า แม้แพทย์จะนัดผู้ป่วยเวลา 10.00 น. แต่ผู้ป่วยจากต่างอำเภอบางส่วนอาจเดินทางมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ 05.00 น. เพราะยังมีความเข้าใจว่าต้องมาก่อนเพื่อกดบัตรคิวและรอรับบริการ แม้ปัจจุบันระบบจะกำหนดเวลานัดหมายไว้แล้วก็ตาม
โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าเป็นตัวอย่างของการปรับระบบดังกล่าว โดยจัด Slot ตามช่วงเวลา เช่น 08.00 น. 09.00 น. 10.00 น. หรือ 13.00 น. เพื่อให้ผู้ป่วยมาตามเวลาที่กำหนดแทนการมารอพร้อมกันตั้งแต่เช้า นายแพทย์อัครฐานกล่าวว่า หลังปรับระบบ ความแออัดลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เทคโนโลยีในกรณีนี้จึงไม่ได้มีหน้าที่รักษาโรคโดยตรง แต่เข้าไปช่วยจัดการทรัพยากรและเวลาของทั้งโรงพยาบาลและผู้ป่วย ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพ
–ETDA-สธ.-รพ.พระนั่งเกล้า ดัน Caregiver บน ‘หมอพร้อม’ ใช้ Digital ID ดูแลสุขภาพแทนกัน
AI ทางการแพทย์ยังติดโจทย์กฎเกณฑ์และข้อมูล
แม้ AI จะเริ่มเข้าสู่ระบบสาธารณสุขไทย แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้กับผู้ป่วยจริงยังมีขั้นตอนที่ต้องผ่านอีกหลายส่วน ภาครัฐเริ่มนำ AI มาใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่เครื่องมือที่จะนำมาใช้ต้องผ่านกระบวนการอนุญาตในฐานะอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาวิชาชีพ และคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย
นายแพทย์อัครฐาน กล่าวถึงโอกาสในการเชื่อมข้อมูลระหว่างประเทศสำหรับการพัฒนาการรักษาโรคเดียวกัน โดยข้อมูลผู้ป่วยมีทั้งส่วนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการรักษาและส่วนที่ต้องระมัดระวัง ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีบทบาทในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
เมื่อ AI เคลื่อนตัวเร็วขึ้น ความท้าทายของระบบสุขภาพจึงไม่ได้อยู่เพียงการตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่รวมถึงการสร้างกระบวนการกำกับดูแลที่ทำให้เทคโนโลยีสามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
โรงพยาบาลเอกชนขยับสู่ป้องกันและเวลเนส
ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โรงพยาบาลเอกชนต้องปรับตัวทั้งด้าน AI หุ่นยนต์ และรูปแบบบริการ จากเดิมที่มุ่งการรักษาและฟื้นฟู ไปสู่การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และเวลเนส ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีและบริการที่นำมาใช้ต้องอยู่ในระดับราคาที่สมเหตุสมผล เพราะแม้ผู้ป่วยต้องการบริการและเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ค่าบริการก็ไม่ควรสูงจนเกินไป
นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทในฐานะ Medical Hub โดยในภูมิภาคยังมีสิงคโปร์และอินเดียเป็นประเทศสำคัญ โรงพยาบาลเอกชนไทยให้บริการทั้งผู้ป่วยไทยและผู้ป่วยต่างชาติ ขณะที่ผู้ป่วยในประเทศมีทั้งผู้ที่ใช้สิทธิพื้นฐาน ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ผู้ที่ชำระค่าใช้จ่ายเอง และผู้มีประกันสุขภาพ การบริหารโรงพยาบาลจึงต้องรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมรักษาคุณภาพบริการและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
การบริหารโรงพยาบาลเองก็มีความซับซ้อน เพราะต้องจัดการทั้งงานด้านคลินิก การรับผู้ป่วย คุณภาพบริการ และต้นทุนไปพร้อมกัน นายแพทย์ไพบูลย์จึงมองว่า HMA มีบทบาทในฐานะพื้นที่ที่ผู้บริหารโรงพยาบาลสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้จากกันโดยตรง รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในระบบสุขภาพทำงานร่วมกันมากขึ้น
Patient Experience ยังเป็นสิ่งที่ AI แทนไม่ได้
เมื่อ AI ช่วยลดเวลาทำงาน ระบบข้อมูลช่วยจัดการคิว และเทคโนโลยีช่วยให้โรงพยาบาลทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกมิติที่ยังมีความสำคัญคือประสบการณ์ของผู้ป่วย
อลัน ดูบอฟสกี (Alan Dubowski) รองประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสบการณ์ผู้ป่วย Cedars-Sinai สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า Cedars-Sinai เป็นสถาบันการแพทย์เชิงวิชาการที่ดำเนินงานมายาวนาน 124 ปีและให้ความสำคัญกับ Patient Experience มาเป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งมาจากผู้ป่วยชาวอเมริกันที่มีทางเลือกและคาดหวังให้โรงพยาบาลใส่ใจกับประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างการรักษา HMA
ประสบการณ์ผู้ป่วยจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะความสะดวกหรือความรวดเร็วของบริการ ต่อให้โรงพยาบาลมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มีระบบข้อมูลที่เชื่อมต่อกัน หรือสามารถลดขั้นตอนการรักษาลงได้มากเพียงใดวิธีที่บุคลากรดูแลผู้ป่วยก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการรักษา
อนาคตสาธารณสุขไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า AI
25 ปีหลังจาก HMA เริ่มต้นขึ้นที่กรุงเทพฯ เวทีนี้กลับมายังเมืองเดิมในช่วงเวลาที่ระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว AI สามารถลดงานบางอย่างจากหลายชั่วโมงหรือหลายวันเหลือระดับวินาที ระบบข้อมูลช่วยบริหารคิวและการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ขณะที่ Mobile Stroke Unit แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถออกไปอยู่ใกล้ผู้ป่วยมากขึ้น
เมื่อ AI เข้ามาทำงาน โรงพยาบาลยังต้องจัดการกับข้อมูล การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยบริการ การบริหารเตียงและคิว การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่กำกับการนำเทคโนโลยีมาใช้กับผู้ป่วยจริง ส่วนโรงพยาบาลเอกชนต้องหาจุดสมดุลระหว่างเทคโนโลยี คุณภาพบริการต้นทุน และราคาที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้
แม้แต่ปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลก็แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนระบบได้ หากกระบวนการทำงานและพฤติกรรมของผู้ใช้บริการยังไม่เปลี่ยนตาม การมี Slot นัดหมายจึงต้องเดินคู่กับการทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องเดินทางมารอหลายชั่วโมงก่อนเวลานัด เช่นเดียวกับการมี AI ที่ต้องเดินคู่กับบุคลากร ระบบข้อมูลและกระบวนการกำกับดูแล
เมื่อมองจากจุดเริ่มต้นของบทความ “เวลา” จึงอาจเป็นหนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ AI ช่วยลดเวลาตรวจ ลดเวลารอผล และลดเวลาวางแผนการรักษา ระบบข้อมูลช่วยจัดสรรคิวและการส่งต่อ ขณะที่การบริหารโรงพยาบาลที่ดีขึ้นช่วยลดเวลาที่ผู้ป่วยต้องใช้กับกระบวนการที่ไม่จำเป็น
แต่เวลาที่ประหยัดได้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อกลับไปสร้างประโยชน์ให้คนในระบบ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีเวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และผู้ป่วยที่เข้าถึงการตรวจและการรักษาได้เร็วขึ้น
ท้ายที่สุด เทคโนโลยีอาจทำให้ระบบสาธารณสุขเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่อลันมองเห็นจากเอเชียก็เตือนให้เห็นอีกด้านว่า ต่อให้เครื่องมือเปลี่ยนไปมากเพียงใด คนที่อยู่ปลายทางของระบบยังคงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง AI อาจเปลี่ยนวิธีที่โรงพยาบาลทำงาน แต่คุณค่าของการดูแลยังอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้คนดูแลคนได้ดีขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปาโล-พญาไท เปิดตัว Addwise Comorbid ผู้ช่วยแพทย์อัจฉริยะ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคร่วม
‘อายุยืนไม่พอ สมองต้องแข็งแรง’ เคทีซี-รพ.กรุงเทพอินเตอร์ฯ ชูสังคมสูงวัย



