ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็ว การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในองค์กรไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ผู้นำองค์กรต้องจับตามอง เมื่อ AI จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือ (Tool) สำหรับสร้างประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) อีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็น “หัวใจ” ในการขับเคลื่อนการเติบโต (Growth) และสร้างโมเดลธุรกิจ (Business Model) ใหม่ ๆ ที่จะชี้วัดความเป็นความตายของธุรกิจ
อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกล แต่ปัจจัยความสำเร็จที่แท้จริงกลับอยู่ที่ “คน” และ “การปรับใช้” (Adoption) โดยมีซีอีโอ (CEO) ทั่วโลกเพียง 4% เท่านั้นที่มองว่าตัวเทคโนโลยีคือเรื่องสำคัญที่สุด ในขณะที่ซีอีโอระดับท็อป (Top Performance) กว่า 72% เชื่อมั่นว่าการปรับทัศนคติของคนในองค์กรและการยอมรับเทคโนโลยี คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ หากบุคลากรมีแรงต้านหรือกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน การขับเคลื่อนองค์กรก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
จาก Plus AI สู่ AI Plus: ก้าวข้ามกับดักความคาดหวัง
คุณอโณทัย เผยผลสำรวจว่า ซีอีโอทั่วโลกกว่า 85% เชื่อว่าพลวัตของ AI จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมเครื่องมือในการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ แต่ในความเป็นจริง ช่องว่าง (Gap) ระหว่างความคาดหวังกับผลลัพธ์ยังคงสูงอยู่ หลายองค์กรลงทุน (Invest) จำนวนมากแต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน สาเหตุหลักคือการขาดการขับเคลื่อนตั้งแต่วัฒนธรรมองค์กรไปจนถึงการลงมือทำ (Execution)
ปัจจุบันมีองค์กรเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “เอไอ พลัส” (AI Plus Mentality) หรือการใช้ AI เป็นศูนย์กลาง (Center) ในการปฏิรูปธุรกิจ ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ “พลัส เอไอ” (Plus AI) คือมีกระบวนการเดิมอยู่แล้วและนำ AI มาแปะไว้ด้านบน (On-top) เช่น การนำแชทบอท (Chatbot) มาใช้ ซึ่งเป็นการปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อยจึงยากที่จะสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 มีความเห็นสอดคล้องกันถึง 95% ว่ารูปแบบการใช้งาน AI จะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงเครื่องมือสร้างผลผลิต ไปสู่การเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างเต็มตัว
–IBM ชี้ ‘ควอนตัม+AI’ กุญแจแก้ปัญหายากที่สุดของโลก
เส้นทางการปรับใช้ AI
การนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาปรับใช้นั้นเปรียบเสมือนการเดินทางระยะยาว (Journey) ไม่ใช่ภารกิจที่สามารถทำให้จบสิ้นได้ภายในวันเดียว โดยกระบวนการนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะสำคัญที่จะค่อย ๆ ยกระดับองค์กรไปทีละขั้น
ในระยะแรกคือ การสร้างประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ซึ่งเป็นการเริ่มต้นนำ AI มาใช้เพื่อเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ IBM ที่สามารถลดต้นทุนได้สูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา จากการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วนขององค์กร
ถัดมาคือระยะ การเสริมศักยภาพมนุษย์ (Augmented Human) เป็นขั้นตอนการใช้ AI เข้ามาเป็นตัวช่วยให้บุคลากรทำงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้กลุ่มคนเก่งหรือ Talent ในองค์กร สามารถจัดสรรเวลาไปโฟกัสกับงานเชิงยุทธศาสตร์และการสร้างสรรค์โซลูชันดิจิทัล (Digital Solution) ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
สุดท้ายคือระยะ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ซึ่งเป็นการนำข้อมูลเชิงลึก (Insight) มาใช้ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization) ที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคการเงินและภาคการค้าปลีก เพื่อสร้างความแตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
5 เทรนด์ AI เปลี่ยนโลก ปี 2026

ไอบีเอ็ม (IBM) ได้เปิดเผยถึงทิศทางเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยแบ่งออกเป็น 5 เทรนด์หลัก เริ่มต้นจาก ยุคแห่งอินเทอร์เน็ตของเอไอ (Internet of AI) ซึ่งเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI จะเชื่อมโยงกันคล้ายกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่เป็นลักษณะการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร (Machine to Machine) หรือ เอไอโอที (AIoT) โดย IoT จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งรอบตัว ในขณะที่ AI จะทำหน้าที่เป็นมันสมองในการตัดสินใจและตอบสนองอัตโนมัติ (Autonomous Response) ช่วยยกระดับการซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) และการบริหารจัดการความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เทรนด์ต่อมาคือการเป็นตัวขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจใหม่ (New Business Model Driver) ที่ AI จะขยับบทบาทจากการมุ่งเน้นเพียงการลดต้นทุน (Cost Saving) ไปสู่การเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสและแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่ยั่งยืน (ROI of AI) ซึ่งองค์กรที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม (Ethics) ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และการธรรมาภิบาล (Governance) จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะหากละเลยประเด็นเหล่านี้ อาจส่งผลให้ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) ในภายหลัง
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง อธิปไตยทางเอไอ (Sovereign AI) ก็นับเป็นเรื่องความมั่นคงที่สำคัญ เพราะ AI ไม่ใช่เพียงแค่ซอฟต์แวร์ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่เปรียบเสมือนน้ำประปาหรือไฟฟ้า หากประเทศใดไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีนี้ได้ ก็เท่ากับสูญเสียอธิปไตยทางดิจิทัล ดังนั้น การสร้างอธิปไตยทาง AI (Sovereign AI) จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) ไปจนถึงโมเดลภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง
สุดท้ายคือเทรนด์ ควอนตัมและเอไอ (Quantum & AI) โดยปีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุค “ความได้เปรียบทางควอนตัม” (Quantum Advantage) ซึ่งเทคโนโลยีควอนตัมจะไม่ได้เข้ามาแทนที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แต่จะมาทำงานร่วมกัน (Complement) กับระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High Performance Clustering) และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เพื่อช่วยประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูง (Complexity) ให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และคุ้มค่าการลงทุน (Cost Effective) มากยิ่งขึ้น
พลวัตของ AI และผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม

พลวัตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มจาก ภาคการเงินและการธนาคาร (Banking) ซึ่งถือเป็นผู้นำในการปรับใช้เทคโนโลยี โดยมีอัตราการปรับใช้ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 7% เพิ่มขึ้นเป็น 78% ทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งบริการรูปแบบใหม่ เช่น “ความน่าเชื่อถือในรูปแบบบริการ” (Trusted as a Service) การใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) รวมถึงการยกระดับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC/AML) ให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วในระดับเสี้ยววินาที
ในขณะเดียวกัน ภาคการผลิต (Manufacturing) และพลังงาน (Energy) กำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตแบบ Mass Personalization ที่แม้จะผลิตสินค้าจำนวนมาก แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Augmented Automation) เข้ามาช่วยขับเคลื่อน ควบคู่ไปกับการจัดการสินทรัพย์ (Enterprise Asset Management) เพื่อลดการหยุดชะงักของงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน (Sustainability)
–จากไร่อ้อยถึงอวกาศ: เมื่อ AI คือ ‘ทางรอด’ ไม่ใช่ทางเลือกของอุตสาหกรรมไทย
สำหรับ ภาคโทรคมนาคม (Telco) และภาครัฐ (Public Service) นั้น มีการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบปฏิบัติการเครือข่าย (OSS) และระบบสนับสนุนธุรกิจ (BSS) โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดระยะเวลาขัดข้อง (Downtime) ของระบบ และพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (Cross Industry) ได้อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงการมุ่งเน้นสร้างเครือข่ายเอไอเนทีฟ 5G (AI Native 5G) เพื่อรองรับการให้บริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
คุณอโณทัย ทิ้งท้ายว่า การปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ผู้นำองค์กรต้องกล้าลงทุนและมอง AI เป็นตัวเร่ง (Accelerator) ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ต้องก้าวข้ามการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Upskill/Reskill) และวางกรอบธรรมาภิบาลที่เข้มข้น
“หากเราไม่ลงทุนหรือไม่เริ่มขยับตัวนำ AI มาสร้างความแตกต่าง คู่แข่งก็จะทำแทนเรา เราอาจจะอยู่รอดได้แต่จะเติบโตช้ากว่า และไม่ใช่ผู้คุมเกม ดังนั้น สำหรับธุรกิจในยุคนี้ AI คือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก“
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Google Cloud เปิด Cloud Region ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล 1.4 ล้านล้าน
ดร.วินน์ Botnoi ชู AI Agent ผนึก ‘นักศึกษา-SME’ ยกระดับเศรษฐกิจไทย



