Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมื่อการประชุม IMF-World Bank วนกลับมาอีกครั้ง

เมื่อการประชุม IMF-World Bank วนกลับมาอีกครั้ง

เปิดฉากแล้วการประชุม สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2026 หรือ IMF–World Bank Annual Meetings 2026  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในที่สุดของการประชุมทางเศรษฐกิจระดับโลก   จนถูกยกขึ้นเป็นโอลิมปิกทางการเงินการคลัง และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม  ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปี 2534 หรือ 35 ปีล่วงมาแล้ว การประชุมครั้งนั้นกับที่กำลังมีขึ้นในวันนี้ เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจต่างกันเกือบสิ้นเชิง

ความต่างอย่างแรกสุด คือบรรยากาศการเมือง ในการประชุมครั้งนั้นมีขึ้นหลังการรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ์ 2543) หรือเพียง 7 เดือนก่อนการประชุมจะมีขึ้น ส่วนภาคเศรษฐกิจ ตอนนั้นไทยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่ง และห้วงเวลานั้นโลกกาภิวัตน์ คือกระแสหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ส่วนการเมืองโลกหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ฯลฯ สหรัฐฯผงาดขึ้นเป็นเจ้าโลกแต่เพียงผู้เดียว  

หลังการกระชุมครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวเหมือนติดเทอร์โบ เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 8% ร่ำ ๆ ว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย ก่อนลื่นไถลหลุดวงโคจรไปช่วงหนึ่ง จากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540

สำหรับการประชุมฯรอบนี้ การเมืองโลกแตกเป็นหลายขั้ว จีน กับ รัสเซีย ผงาดขึ้นมาประกบสหรัฐฯ โลกาภิวัตน์ ถูกลัทธิกำแพงภาษีเบียดจนตกขอบ โลกกำลังเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล มนุษย์ใช้เวลาถกเถียงกันเรื่องภัยคุกคามจาก AI มากกว่า GDP ว่าจะโตกี่เปอร์เซ็นต์

ด้านบรรยากาศการเมืองของไทยอบอวลด้วยประชาธิปไตย รัฐบาลอนุทินมาจากการเลือกตั้ง ส่วนเศรษฐกิจรอบนี้ แม้เศรษฐกิจถูกคุกคามจากหนี้สาธารณะของรัฐ ที่พอกพูนขึ้นเฉียดเพดานเส้นแดงทางการคลัง หนี้ครัวเรือนของพลเมืองเป็นปัญหาที่ยังหาทางออกไม่เจอ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ รายได้ต่อหัวชองคนไทยยังต่ำกว่าที่สภาพัฒน์ฯคาดหวัง ฯลฯ เอาไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 13  

แต่อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความวุ่นวายของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ไฟสงครามถูกก่อขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ไทยถูกมองจากนักลงทุนว่าไทยมีข้อเด่น จากความเป็นกลางทางการเมืองที่สามารถคุยได้ทุกขั้ว ขณะที่ภูมิศาสตร์ ไทยแลนด์ อยู่ในจุดเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค ทั้ง 2 ปัจจัยทำให้ไทยถูกมองว่าจากนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ว่าไทยเหมาะสมกับการลงทุน ถึงขนาดบริษัทวิเคราะห์จากอังกฤษจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่มีโอการเป็นดาวรุ่งเลยทีเดียว

ถือว่าการประชุมฯ IMF รอบนี้ถือมาถูกเวลาสำหรับประเทศไทย ที่มีเป้าหมายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เพราะนอกจากปัจจัยภายในแล้ว ปัจจัยภายนอกก็เป็นใจ เหมือนที่คริสกาลินา กอร์เกียว กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวที่เวที Forbes Global conference ในสิงคโปร์ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุม IMF และ World Bank ที่กรุงเทพฯ 

เธอบอกว่า นับแต่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อน 35 ปีก่อน บทบาของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  โดยอ้างถึงสัดส่วน GDP ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 43 ของ GDPโลก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของโลก และบทบาทของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในการขับเคลื่นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

มุมมองข้างต้นถือว่ามีประโยชน์กับประเทศไทย ที่จะชู 3  จุดขายบนเวทีประชุม IMF และ World Bank ครั้งนี้  คือ 1) เอกลักษณ์ไทย 2) การวางบทบาทว่าไทยคือตัวแทนกลุ่มประเทศมหาอำนาจนขนาดกลาง เป็นผู้เชื่อมโยงที่ไว้ใจได้ และ 3) การสร้างความยั่งยืน และดึงดูดการลงทุน สร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ และเปิดพื้นที่สร้างพันธมิตรดึงดูดการลงทุนสู่ภาคเศรษฐกิจไทย

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 16,000 คน จาก 191 ประเทศ มีทั้งผู้นำรัฐ ผู้บริหารระดับสูงของ องต์การการเงินโลก ผู้ว่าแบงก์ชาติ รัฐมนตรีคลัง นายแบงก์ ผู้บริหารกองทุน จากนานาประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชน จากทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ  

แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ได้แค่มาพูดคุยเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก หรือถกกันเรื่องปัญหาหนี้ พลังานงาน และภัยคุกตามจาก AI เท่านั้น หากยังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ร่วมไปด้วย การที่พวกเขามารวมตัวที่กรุงเทพฯ และได้รับฟังเรื่องราวของประเทศไทย ย่อมมีผลทั้งต่อความเชื่อมั่น และเพิ่มโอกาสการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย

วาระนี้โอกาสมาถึงประตูบ้านแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า ‘เรา’ จะเก็บเกี่ยวได้มากน้อยแค่ไหน

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ไทยคือประเทศแห่งโอกาส

นอมินี ทุนเทา และยิว

‘นิวอีโคโนมี’ กับมลภาวะใหม่

×

Share

ผู้เขียน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช Avatar