ภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโตไม่เต็มศักยภาพ ส่วนภาพย่อยลงมา เราเจอปัญหา “นอมินี” ทุนเทา และเรื่องของยิว ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ
นอมินีที่ถูกกล่าวถึงในขณะนี้ หมายถึงตัวแทนอำพรางที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อเลี่ยงกฎหมาย ที่ห้ามต่างชาติที่เป็นบุคคลธรรมดาถือครองกิจการและอสังหาริมทรัพย์ เทคนิคนี้ถูกใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่ต่างชาติเรียกว่าทำจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ สำนักงานกฎหมายหลายแห่งเปิดบริการรับเป็น “นอมินี” ให้ลูกค้าต่างชาติเลยด้วยซ้ำ
ตัวเลขที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้านข้ามชาติและเข้าเมืองผิดกฎหมายเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า การกระทำความผิดไม่ได้เกิดจากต่างชาติอย่างเดียว แต่ร่วมกับบริษัทกฎหมายบางแห่ง ใช้พนักงานจดทะเบียนบริษัทกว่า 100 แห่ง
หรือที่ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมาแฉหลังตรวจสอบกิจการในเมืองท่องเที่ยว 8 จังหวัด (ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา) พบว่า มีสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 2,040 บริษัท มีมูลค่าหุ้นรวมกันราว 2,528 ล้านบาท
ชุดข้อมูลข้างต้นยืนยันว่า สำนักงานกฎหมายและบัญชีจำนวนหนึ่งมีบริการ “รับเป็นนอมินี” สำหรับต่างชาติแบบเป็นปกติ
นอมินีกลายเป็นวาระร้อน ที่รนจนรัฐบาลนั่งไม่ติดหลังเกิด 2 กรณีสำคัญ
- กรณีมีเงินเทาข้ามชาติ ที่เชื่อว่าโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ฟอกเงิน เข้ามาลงทุนบริษัทในตลาดหุ้นเมื่อปลายปี 2568 จนนำไปสู่การยึดทรัพย์ เฉิน จื้อ อดีตประธานปรินซ์กรุ๊ป ก๊ก อาน หรือ เจ้าพ่อปอยเปต ยิม เลียก และเครือข่ายเบน สมิท ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมกันมากกว่า 10,000 ล้านบาทเมื่อปลายปีที่แล้ว
- เรื่องของยิวที่กว้านซื้อที่ดินในเมืองท่องเที่ยว อย่าง เกาะสมุย เกาะพงัน สุราษฎร์ธานี ปาย ฯลฯ อย่างเป็นเรื่องราว ก่อนจัดตั้งชุมชนยิวและห้ามคนไทยเข้า ราวกับมีสิทธิภาพนอกอาณาเขต จนเกิดการเสียดสีกับคนไทยในหลายะพื้น จนเกิดแรงต้านยิวในเวลาต่อมา หลาย ๆ ฝ่ายเชื่อว่า หากรัฐบาบยังปล่อยให้ ยิว เลี่ยงกฎหมายกว้านซื้อที่ดินตั้งชุมชนผ่านนอมินีนานไปจะเกิด อาณานิคมยิวกระจายทั่วประเทศไทย ยิ่งมีข่าวยิวกำลังก่อสร้างซาบัด หรือวิหารยิวกลางสุขุมวิทกระแสไม่เอายิวยิ่งแรง
การรวมตัวของคนภูเก็ตค้านการจัดการปีใหม่ยิวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือตัวอย่างหนึ่งของกระแสไม่เอายิว
เรื่องการแก้ปัญหาโนมินีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน 1 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนปีที่แล้ว ครม. มีมติมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งานหลัก ในการจัดการร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจ โดยกรมพัฒนาธุรกิจนำระบบวิเคราห์ข้อมูลธุรกิจ IBAS (Intelligence Business Analytics System ) หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่กับ AI มาคัดกรองนิติบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงว่าอาจเป็นนอมินี
ส่วนกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินของต่างด้าว เน้นชุมชนเมือง แหล่งทองเที่ยว และพื้นที่เกษตร และกรมที่ดิน ตรวจสอบการโอนกรรมสิทธ์และการถือครองที่ดิน สำนักงานตำรวมแห่งชาติ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เร่งบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดี โดยธุรกิจที่คาดว่ามีความเสี่ยงจะมีใช้นอมีนิแฝงตัวเข้ามา 6 ประเภทคือ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ส เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ พูนพงษ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจ ออกมาแถลงถึงผลการตรวจสอบการถือครองที่ดินและคอนโดมีเนียมของต่างชาติพบว่า ในส่วนที่ดินมีต่างชาติรวมลงทุน 36,277 ราย รวมถือครองโฉนด 305,838 แปลง รวม 1.06 ล้านไร่ ส่วนคอนโดมีเนียม มีต่างชาติร่วมลงทุน 76,840 ห้องรวมพื้นที่ 4.1 ล้านตารางเมตร
ดูตัวเลขแล้วน่าตกใจ สื่อถึงรีบพาดหัวว่า “ผงะ” แต่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจแจงไว้ในข่าวแล้วว่า ข้อมูลการถือครองที่ดินของต่างชาติส่วนใหญ่ถือครองตามกฎหมาย ส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และกฎหมายของการนิคมอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย (กนอ.) แต่มีกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ระบุจำนวน ที่ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ดีเอสไอ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจิตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปปง. บีโอไอ รวมถึงการนิคมอุตสาหกรรมดำเนินการต่อไป
คำถามคือ หลังกระทรวงพาณิชย์ส่งต่อข้อมูลข้างต้น รวมทั้งการตรวจสอบก่อนหน้านี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิสูจน์ทราบต่อไปว่า การลงทุนรายใด “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” นอมินี หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการใช้นอมินีกว้านซื้อที่ดินกระจายไปทั่วประเทศจำนวนมาก
ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าบรรดานอมินีต่างชาติ จะปรับตัวให้สอดตล้องกับสถานการณ์ใหม่ ด้วยการทำให้ถูกต้องกฎหมาย หรือยกระดับการอำพรางตัวให้สูงขึ้นไปอีก และเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า กรมที่ดินจะบังคับให้นอมินี เหล่านั้น ขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่กฎหมายให้อำนาจทุกอย่างเป็นไปได้
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทย-จีน จากวาระอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ถึง ‘เถียนมีมี่’



