Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ไทยจะขึ้นชั้นประเทศรายได้สูง

ไทยจะขึ้นชั้นประเทศรายได้สูง

ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์นักเรียนม.2 ก่อเหตุสะเทือนขวัญกับปู่ ย่า ตามด้วยกราดยิงครู เพื่อน นักเรียนในโรงเรียน และหวังว่าบทเรียนที่แลกด้วยหลายชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การค้นหาบาดแผลที่ซ่ดซึ้งกับผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์นักเรียนม.2 ก่อเหตุสะเทือนขวัญกับปู่ ย่า ตามด้วยกราดยิงครู เพื่อน นักเรียนในโรงเรียน และหวังว่าบทเรียนที่แลกด้วยหลายชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การค้นหาบาดแผลที่ซ่อนอยู่ข้างในของทุก ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าครอบครัว โรงเรียน สื่อ สังคม ฯลฯ อย่างจริงจังว่า อะไรคือมูลเหตุที่นำไปสู่โศกนาฎกรรมที่เลวร้ายในครั้งนี้?

กลับมาเรื่องเศรษฐกิจ ระยะนี้ได้ยินคนที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจออกมาพูดเรื่องแผนดันไทยขึ้นชั้นประเทศรายได้สูงกันถี่ขั้น   

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังไปพูดในงานสัมมนาแห่งหนึ่งบอกว่า ได้ร่วมมือกับธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) วางแผนพาไทยขึ้นสู่ประเทศรายได้สูง เป้าหมายรายได้ต่อตัวที่ตั้งเป้าไว้คือ 16,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ราว 529,000-660,000 บาท โดยประมาณ ) ภายใน 12-15 ปี ซึ่งมากกว่ารายได้คนไทยในปัจจุบันราวเท่าตัว 

และก่อนหน้านี้ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯ สภาพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ออกมากล่าวถึงเรี่องนี้เช่นกัน โดยขยายความว่า การที่ประเทศไทยจะไปสู่จุดหมายประเทศรายได้สูงได้นั้น ต้องดันให้จีดีพีเติบโตไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี (จาก 2% บวกในตอนนี้) และการจะดันให้จีดีพีโตไปถึงจุดนั้นได้ (3%) รัฐบาลวางยุทธศาสตร์ไว้ 3 ด้าน

  1. ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ อย่าง เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีชั้นสง สุขภาพและการแพทย์ รวมทั้งการท่องเทียว และการค้า
  2. ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยไปอยู่ในท็อป 20 ของโลก (อันดับล่าสุดของไทย 26 )
  3. ดันสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้ขึ้นมาอยู่ที่ 30% ของจีดีพี เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

ข้อสุดท้ายนี้สำคัญ และถือเป็นโจทย์หินของประเทศไทย เดิมการลงทุนจากภาคเอกชน เคยเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย ก่อนแผ่วลงนับจากปี 2548 สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีเหลือ 20% เศษ (ก่อนหน้ามากกว่า 35% ) และถอยลึกลงไปอีกเหลือเพียง 10% เศษ นับจากปี 2558-2566 จนกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 2%

รัฐบาลที่ผ่านมา มีความพยายามพลิกให้การลงทุนกลับมาเป็นจุดแข็งเช่นในอดีตมาอย่างต่อเนื่อง นับจากรัฐบาลประยุทธ์ ที่เปิดโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ในปี 2561 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ แม้มีผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์หลายกลุ่มเข้ามาลงทุนในอีอีซี แต่สัดส่วนการลงทุนยังห่างจากยุครุ่งเรืองในอดีต

กระทั่งปี 2568 สัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนเริ่มมา สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.24 แสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 5 ปี และไตรมาสแรกของปีนี้ การลงทุนเอกชนขยายตัว 10.1% โต 2 หลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี ซึ่งรองนายกฯเอกนิติระบุว่า เป็นผลจากโครงการ BOI FAST PASS หรือระบบทางด่วนเร่งรัดการลงทุน  แต่ตัวเลชยังไม่มากพอที่จะพลิกให้การลงทุนกลับมาเป็น “จุดแข็ง” นำเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม 

ดนุชา เลขาสภาพัฒน์ฯ บอกว่า จากสัดส่วนการลงทุนของประเทศล่าสุดอยู่ที่ 22.5% ของจีดีพี โดย 16.8% เป็นของเอกชน อีก 6.1% เป็นของรัฐ หากต้องการดันให้สัดส่วนการลงทุนเพิ่มเป็น 30% ต้องเติมให้การลงทุนเอกชนเพิ่มเป็น 24% แต่ที่ไม่ขยับการลงทุนภาครัฐ เพราะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

โดยแผนขยายการลงทุนภาคเอกชนจะโฟกัสไปที่ 8 อุตสาหกรรมหลักเป็นสำคัญ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยต์แห่งอนาคต อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมไฮเทค อุตสาหกรรมสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การค้าและบริการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมเกษตร

ส่วนแผนสู่เป้าหมายจีดีพี 3% จะบรรลุผลหรือไม่นั้น คุณดนุชาบอกว่าขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไข 1) รัฐบาลต้องแสดงให้ นักลงทุน มองเห็นถึงโอกาสหากมาลงทุนในประเทศไทย ด้วยการแสดงให้เห็นความชัดเจนว่าประเทศจะไปในทิศทางใด และ 2) 8 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโต ต้องโตรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 42% ของจีดีพี

ทั้งภาพในฝันและยุทธศาสตร์สู่ประเทศรายได้สูงชัดเจนแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ “ลงมือทำ”  

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ไทย-จีน จากวาระอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ถึง ‘เถียนมีมี่’

ไทย: จากคนป่วย เป็น ‘ดาวรุ่ง’ ได้อย่างไร

กรอ. อนุทิน หวังพลิกโฉมเศรษฐกิจ

×

Share

ผู้เขียน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช Avatar