บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ผู้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ประกาศกลยุทธ์รักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 9–12% ในปี 2569 ท่ามกลางสภาวะธุรกิจที่มีความซับซ้อน โดยมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์, การยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีออโตเมชัน, การขยายตลาดด้วยกลยุทธ์เฉพาะภูมิภาค และการต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ
รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจส่งออกในปัจจุบันเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งในด้านราคาที่แข่งขันได้ มาตรฐานการบริการ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระดับสองหลักในปี 2569 การดำเนินงานจะมุ่งตอบสนองแนวโน้มกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์แบบ Pet Parents และกระแส Pet Humanization รวมถึงความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียม
สำหรับรายละเอียดของ 4 เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ มีดังนี้:
1) การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้อยู่ที่ระดับ 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้า (co-creation) และระบบนิเวศนวัตกรรมของกลุ่มบริษัท ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ITC ได้เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวม 213 SKU ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนคิดเป็น 21% ของยอดขายรวม ซึ่งเติบโตขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าพรีเมียมยังคงอยู่ที่ประมาณ 52–53% นอกเหนือจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ขนมแมวเลียที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการ
2) การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ITC เดินหน้าลงทุนในระบบออโตเมชันและเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบันมีการนำระบบออโตเมชันเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตแล้วประมาณ 25% โดยระบบดังกล่าวช่วยรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงาน ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3% นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือด้านการจัดซื้อกับกลุ่มไทยยูเนี่ยนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบหลักจากคู่ค้าที่หลากหลาย
3) การดำเนินกลยุทธ์เฉพาะภูมิภาค เนื่องจากรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากการส่งออก จึงได้จำแนกการดำเนินงานตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนี้:
- ตลาดอเมริกา (สัดส่วนรายได้ 60% ของรายได้รวม): มุ่งขยายพอร์ตสินค้ากลุ่ม Private Label พัฒนานวัตกรรม และรุกเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Chunk & Pate ผ่านการดำเนินงานของ US Pet Nutrition (USPN) ที่มีระบบจัดการนำเข้า คลังสินค้า และเครือข่ายกระจายสินค้าในท้องถิ่น
- ภูมิภาคยุโรป (สัดส่วนรายได้ 15% ของรายได้รวม): นำโมเดลจากอเมริกามาปรับใช้เพื่อรับมือกับการแข่งขันด้านต้นทุน โดยเน้นทีมงานขายในภูมิภาค กลยุทธ์ราคา และผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตแบบผ่านการแปรรูปน้อย (minimal processing)
- ภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย (สัดส่วนรายได้ 25% ของรายได้รวม): มุ่งเน้นการวางกลยุทธ์ราคา การรักษามาตรฐานบริการ และการจำแนกผลิตภัณฑ์ให้เฉพาะเจาะจงตามความต้องการของแต่ละตลาด
4) การต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ บริษัทฯ ใช้แนวทาง “From Source to Bowl” ร่วมกับกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® ของกลุ่มไทยยูเนี่ยนเพื่อความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันปลาทูน่าอย่างน้อย 99% ในห่วงโซ่อุปทานสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมง โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่ 100% และ 99% ของปลาทูน่ามาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรืออยู่ในโครงการพัฒนาการประมง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้นำแนวคิด “head to tail” มาใช้แปรรูปผลพลอยได้จากปลาทูน่าเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูง ส่งผลให้โรงงานทั้งสองแห่งบรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (zero food loss) ได้ตั้งแต่ปี 2568 พร้อมตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
IHG เร่งขยายพอร์ตโรงแรมไทย รับดีมานด์พรีเมียมโตแซงซัพพลาย
‘บอส-นฤเบศ’ เมื่อแพสชันของผู้กำกับ ต้องเติบโตเป็นธุรกิจ





