จากผู้กำกับซีรีส์วัยรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์ สู่บทบาท CEO ค่ายบันเทิง สิ่งที่ทำให้เส้นทางของ บอส-นฤเบศ กูโน น่าสนใจ ไม่ได้อยู่เพียงความสามารถในการเล่าเรื่อง แต่คือวิธีคิดของคนทำคอนเทนต์ที่มองงานสร้างสรรค์ผ่านเลนส์ของธุรกิจ การตลาด กลุ่มเป้าหมาย และผลประกอบการตั้งแต่ต้นทาง
บนเวที Wisdom To The Future (WTF Festival) คุณบอสถ่ายทอดมุมมองตั้งแต่จุดเริ่มต้นในโลกโปรดักชัน บทเรียนจาก Hormones วัยว้าวุ่น ไปจนถึงวิธีคิดเบื้องหลัง แปลรักฉันด้วยใจเธอ และ GELBOYS สถานะกั๊กใจ ซึ่งเผยให้เห็นเส้นทางจากคนเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนงานด้วยแพสชัน สู่การเป็นนักวางแผนกลยุทธ์ที่ใช้ความจริง การตลาด และการรีเสิร์ช เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างธุรกิจ โดยยังมีดีเอ็นเอของนักเล่าเรื่องเป็นแกนกลาง
จุดเริ่มต้นของนักเล่าเรื่อง: เมื่อภาพยนตร์หล่อหลอมตัวตน
จุดเริ่มต้นความสนใจในงานโปรดักชันของคุณบอสไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่เติบโตมากับร้านเช่าวิดีโอ ซึ่งเปรียบเสมือนโรงหนังส่วนตัวในบ้าน เปิดโอกาสให้เขาได้ซึมซับภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง หลากหลายรสชาติ
ขณะเดียวกัน เขายังเป็นเด็กที่อาจไม่ได้โดดเด่นด้านการเรียนเท่ากับความสามารถด้านศิลปะและการวาดรูป เมื่อประสบการณ์จากภาพยนตร์จำนวนมากมารวมกับทักษะด้านภาพ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาสนใจการเล่าเรื่องผ่านภาพ หรือ Visual Storytelling และกลายเป็นดีเอ็นเอสำคัญในการก้าวเข้าสู่โลกโปรดักชันในเวลาต่อมา
Hormones วัยว้าวุ่น: จุดเริ่มต้นของวิธีคิดเรื่องความจริง
ก่อนก้าวมาเป็นผู้บริหาร คุณบอสสะสมประสบการณ์และสร้างชื่อจากผลงานที่มีส่วนเปลี่ยนภูมิทัศน์ซีรีส์วัยรุ่นไทย โดยหนึ่งในบทเรียนสำคัญเริ่มต้นจาก Hormones วัยว้าวุ่น
การได้ร่วมเขียนบทซีรีส์วัยรุ่นระดับปรากฏการณ์ ทำให้เขาเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าถึงใจคนดูคือความจริง ไม่ใช่การปรุงแต่งวัยรุ่นให้ดูสวยงามเกินจริง แต่คือการเข้าใจตัวละครอย่างละเอียด เข้าใจพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิด และโลกของวัยรุ่นในยุคนั้นอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับคุณบอสการเขียนบทจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเหตุการณ์ให้ดำเนินไปข้างหน้า แต่คือการทำความรู้จักตัวละครให้ลึกพอ จนสามารถพูดแทนเขาได้อย่างจริงใจ ยิ่งเข้าใจตัวละครมากเท่าไร โอกาสที่จะเจอซีนที่ดี เหตุการณ์ที่ดี และความรู้สึกที่จริงก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
บทเรียนจาก Hormones ยังทำให้เขาเห็นว่า ความจริงของวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพียงเวลาผ่านไปไม่นาน เทรนด์และวิธีคิดก็อาจเปลี่ยนแล้ว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตัดสินวัยรุ่นจากมุมมองของผู้ใหญ่ แต่คือการมองให้เห็นว่า ในแต่ละยุคสมัย ความจริงของพวกเขามีเสน่ห์อย่างไร และควรถูกหยิบมาเล่าอย่างไร
แปลรักฉันด้วยใจเธอ: เมื่อผู้กำกับเริ่มคิดแบบนักการตลาด
หาก Hormones สอนเรื่องความจริงของตัวละครและวัยรุ่น แปลรักฉันด้วยใจเธอ คืออีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณบอสเริ่มมองงานคอนเทนต์ผ่านมิติของ Business และ Marketing ชัดเจนขึ้น
ในโปรเจกต์นี้ เขาไม่ได้มองชิ้นงานผ่านแว่นของผู้กำกับเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง คนดูคือใคร และหากต้องการให้คอนเทนต์ไปได้ไกลกว่าตลาดไทย เรื่องนี้ควรถูกวางทิศทางอย่างไร
การคิดเช่นนี้ทำให้การตลาดไม่ได้เป็นขั้นตอนที่ตามมาหลังงานสร้างสรรค์เสร็จแล้ว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโปรเจกต์ตั้งแต่ต้นทาง เขามองเห็นกลุ่มเป้าหมาย มองเห็นศักยภาพของนักแสดง และคิดต่อไปถึงการผลักดัน บิวกิ้น-พีพี สู่ตลาดสากล หรือ Global/Asian Market ด้วยความเชื่อมั่นในเสน่ห์และความแตกต่างเฉพาะตัวของทั้งคู่
คุณบอสไม่ได้พยายามปรับความแตกต่างให้กลายเป็นความแมส แต่เลือกเชื่อในเสน่ห์เฉพาะตัวของนักแสดง และหาวิธีทำให้คนดูเห็นเสน่ห์นั้นอย่างที่เขาเห็น
การวางตำแหน่งและการมองตลาดตั้งแต่ต้นทาง จึงไม่ได้เป็นเรื่องแยกขาดจากงานกำกับ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ที่ช่วยขยายพลังของคอนเทนต์ออกไปได้ไกลกว่าเดิม
จากผู้กำกับสู่ผู้ประกอบการ: เมื่อหนึ่งโปรเจกต์ต่อยอดได้มากกว่าคอนเทนต์
หลังจากประสบการณ์ใน แปลรักฉันด้วยใจเธอ บอส-นฤเบศ เริ่มเห็นว่า คอนเทนต์หนึ่งชิ้นสามารถต่อยอดได้ไกลกว่าการเป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง
สำหรับเขา โปรเจกต์หนึ่งไม่ได้มีเพียงบทที่ดีหรือภาพที่ดีเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจ การขายต่างประเทศ สปอนเซอร์ แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เพลง และการพัฒนาศิลปินได้ด้วย
วิธีคิดนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดบริษัท และต่อยอดสู่บทบาทใหม่ที่ไม่ใช่เพียงคนเล่าเรื่อง แต่เป็นคนออกแบบระบบธุรกิจรอบคอนเทนต์ โดยยังใช้หัวใจแบบผู้กำกับเป็นฐานสำคัญ
กลยุทธ์เจาะ Gen Z ของ Rookie: รีเสิร์ชความจริงแล้วหาความต่างที่ทำได้จริง
เมื่อเดินหน้าสู่เส้นทางธุรกิจของตัวเอง คุณบอสเลือกใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนโปรเจกต์ใหม่ ๆ อย่างซีรีส์ GELBOYS สถานะกั๊กใจ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ผ่านแนวคิดสำคัญหลายประการ
แนวคิดแรกคือ เจาะกลุ่มเป้าหมายเดียวให้สุดทาง แทนที่จะทำคอนเทนต์แบบหว่านกว้างเพื่อให้ถูกใจทุกคน เขาเลือกพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะ เพราะเชื่อว่าหากคอนเทนต์โดนใจกลุ่มเป้าหมายจริง กลุ่มนี้จะกลายเป็นเสียงบอกต่อ หรือ Word of Mouth ที่ช่วยผลักดันคอนเทนต์ให้เป็นที่รู้จักได้
แนวคิดต่อมาคือ ใช้ Research เพื่อค้นหาความจริงของยุคสมัย เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนเร็ว ทีมงานจึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อเข้าใจภาษา ไลฟ์สไตล์ และความสนใจจริงของ Gen Z ตั้งแต่ภาษาเฉพาะกลุ่ม การทำเล็บเจล ไปจนถึงวิธีใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวัน
แต่สำหรับคุณบอสแค่จริงยังไม่พอ ความจริงนั้นต้องมีความต่างอยู่ข้างในด้วย และความต่างนั้นต้องสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ไม่ใช่แตกต่างเพียงเพราะอยากแปลกใหม่ แต่ต้องเป็นความแตกต่างที่มีรากจากชีวิตจริงของกลุ่มเป้าหมาย
โทรศัพท์มือถือกามิกาเซ่ และ Keyword ของยุคสมัย
การเลือกถ่ายทำ GELBOYS สถานะกั๊กใจ ด้วยโทรศัพท์มือถือทั้งเรื่อง เป็นอีกแนวคิดที่สะท้อนวิธีมองคอนเทนต์ของคุณบอสได้ชัดเจน
เขามองว่า การถ่ายด้วยมือถือไม่ใช่เพียงเทคนิคด้านภาพ แต่เป็นสารสำคัญของเรื่อง เพราะโทรศัพท์มือถือคือเครื่องมือที่คนรุ่นใหม่ใช้สร้างสรรค์คอนเทนต์ในชีวิตประจำวัน การเลือกวิธีถ่ายทำเช่นนี้จึงช่วยทำให้คำว่า Gen Z ในซีรีส์มีน้ำหนักและชัดเจนขึ้น
ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ทางดนตรีก็ถูกออกแบบจากการสังเกต Keyword ของยุคสมัยเช่นกัน เมื่อซีรีส์พูดถึงคำว่า กามิกาเซ่ ในฐานะภาพจำของคนต่างเจเนอเรชัน ทีมงานจึงนำสไตล์เพลงป็อปยุคนั้นมาผสมกับเนื้อหาและคำศัพท์ของวัยรุ่นยุคนี้ เช่น ช็อต เดบิวต์ และ กั๊กไว้ จนกลายเป็นเพลงประกอบที่สร้างกระแสไวรัล
สำหรับเขาการทำคอนเทนต์ไม่ใช่การหยิบเทรนด์มาใส่เพียงผิวเผิน แต่คือการอ่านให้ออกว่า Keyword ใดกำลังสะท้อนความรู้สึกของยุคสมัย และจะนำมาสร้างสรรค์ให้กลายเป็นงานที่ทั้งจริง ต่าง และสื่อสารได้อย่างไร
Rookie: คอนเทนต์พรีเมียมและการพัฒนาศิลปินในระยะยาว
ปัจจุบัน Rookie ไม่ได้ทำเพียงคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังพัฒนาศิลปินควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมุมมองของเขาที่เห็นว่า ศิลปินเองก็เป็นส่วนหนึ่งของงานสร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาได้ในระยะยาว
หากในฐานะผู้กำกับ นักแสดงอาจเข้ามารับบทหนึ่งและจบไปพร้อมโปรเจกต์หนึ่ง แต่ในฐานะคนทำบริษัท เขามองไกลกว่านั้น ศิลปินหนึ่งคนสามารถพัฒนาให้เล่นบทตลกได้ เล่นบทดราม่าได้ เล่นบทอื่น ๆ ได้ และเติบโตไปพร้อมกับทีมอย่างต่อเนื่อง
Rookie จึงไม่ได้เป็นเพียงบริษัทผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมการเล่าเรื่อง การสร้างแบรนด์ศิลปิน และการต่อยอดทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
CEO ในร่างผู้กำกับ: จากกำกับนักแสดงสู่กำกับทีมงาน
เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างการเป็นผู้กำกับกับการเป็น CEO คุณบอสมองว่าสองบทบาทนี้ไม่ได้ต่างกันมากอย่างที่หลายคนคิด
ในฐานะผู้กำกับ เขาต้องออกแบบวิธีทำงาน กำกับทีมงาน และทำให้นักแสดงถ่ายทอดภาพที่อยู่ในหัวออกมาให้ได้ ส่วนในฐานะ CEO เขายังคงใช้ทักษะเดียวกัน เพียงเปลี่ยนจากการกำกับนักแสดง มาเป็นการกำกับทีมงาน และโค้ชทีมครีเอทีฟให้คิดไปในทิศทางเดียวกับจุดประสงค์ของโปรเจกต์
ในองค์กรของเขา พนักงานส่วนใหญ่เป็นคน Gen Z ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายหลักของคอนเทนต์ วิธีนี้ช่วยลดกำแพงการสื่อสาร และทำให้ทีมงานสามารถส่งสารไปถึงคนวัยเดียวกันได้อย่างตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะในงานศิลปิน งานออนไลน์ งานโปรโมต และการออกแบบภาพลักษณ์ต่าง ๆ
เมื่อแพสชันต้องอยู่ร่วมกับตัวเลข
หัวใจสำคัญของวิธีคิดแบบคุณบอส คือการไม่มองแพสชัน งานครีเอทีฟ และตัวเลขธุรกิจเป็นคนละฝั่ง
สำหรับเขา งานครีเอทีฟและแพสชันมีความสำคัญ แต่ตัวเลขก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากธุรกิจไปต่อได้ ทีมงานก็จะมีโอกาสสร้างผลงานใหม่ต่อไปได้อีก
นี่ไม่ใช่วิธีคิดที่บอกว่าศิลปะต้องยอมจำนนต่อผลประกอบการ แต่เป็นการมองว่า ผลประกอบการที่แข็งแรงคือสิ่งที่ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์มีพื้นที่เติบโตต่อในระยะยาว
ในแง่นี้ แพสชันจึงไม่ได้เป็นเพียงแรงผลักทางอารมณ์ แต่ต้องถูกออกแบบให้เดินไปพร้อมกับกลุ่มเป้าหมาย ตลาด และทรัพยากรของธุรกิจ
ผู้กำกับยุคใหม่ที่เข้าใจทั้งคนดูตลาดและธุรกิจ
เส้นทางของคุณบอสสะท้อนภาพคนทำงานบันเทิงยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครเล่าเรื่องได้ดี แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเล่าให้ใครฟัง เล่าไปเพื่ออะไร และจะทำให้เรื่องเล่านั้นเติบโตต่อในเชิงธุรกิจได้อย่างไร
จากร้านเช่าวิดีโอในวัยเด็ก สู่ห้องเขียนบท Hormones จากการมองเห็นเสน่ห์ของนักแสดงใน แปลรักฉันด้วยใจเธอ สู่การสร้าง Rookie และ GELBOYS ทุกช่วงของเส้นทางล้วนเชื่อมโยงอยู่บนวิธีคิดเดียวกัน คือการตามหาความจริงของผู้คนและยุคสมัย แล้วเปลี่ยนความจริงนั้นให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่แตกต่าง จับต้องได้ และต่อยอดทางธุรกิจได้จริง
ในวันที่คอนเทนต์ต้องแข่งขันทั้งในสนามความสนใจของผู้ชมและสนามผลประกอบการ คุณบอสคือหนึ่งในตัวอย่างของผู้กำกับโมเดลใหม่ ที่ยังใช้หัวใจของนักเล่าเรื่องเป็นฐาน แต่เพิ่มเติมด้วยสายตาของนักการตลาดและผู้ประกอบการ เพื่อทำให้แพสชันไม่ใช่แค่สิ่งที่รู้สึกได้ แต่เป็นระบบธุรกิจที่เดินหน้าต่อได้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์’ กับวิธีสร้าง La Glace ให้โตเร็วโดยไม่ทิ้งคน
พังทลายมายาคติ ‘เกษียณ 60’ ในโลกที่อายุคนยาวขึ้นและ AI เปลี่ยนงาน
Health is Wealth: เมื่อ NCDs กำลังคุกคามวัยทำงานไทย





