ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เราเปิดดูพอร์ตการลงทุนแล้วเห็นตัวเลขสีแดงเถือก หันไปเปิดข่าวก็เจอแต่เรื่องชวนปวดหัว ทั้งเรื่องสงคราม ความขัดแย้ง และสารพัดวิกฤติที่ถาโถมเข้ามา ผมเชื่อว่าความรู้สึกแรกของคนส่วนใหญ่ในเวลานั้น ก็คือความ “กลัว” และอยากจะเทขายทุกอย่างทิ้งเพื่อหนีไปให้ไกลที่สุด
ผ่านมาถึงตอนนี้ผมว่าหลายคนน่าจะได้บทเรียนแล้วว่า ในโลกของการลงทุน วันที่ตลาดหุ้นดูน่ากลัวที่สุดนี่แหละ คือวันที่เราควรจะลงทุนเพิ่มที่สุด วันนี้ผมเลยอยากจะมาชวนคุยเรื่อง Mindset ในการลงทุนแบบสบายๆ พร้อมกับพาไปเจาะลึกว่า ทำไมการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย หรือที่เรียกกันว่า DCA (Dollar-Cost Averaging) ในช่วงที่หุ้นตก ถึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความมั่งคั่ง โดยเราจะไปยืมแว่นตาของนักลงทุนระดับตำนานอย่าง “คุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)” มาส่องดูตลาดในมุมมองของเขากันครับ
ศัตรูตัวฉกาจ ไม่ใช่ “ตลาด” แต่คือ “ตัวเราเอง”
เวลาที่ตลาดหุ้นร่วงหนัก ๆ สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ตลาดนั้นขับเคลื่อนด้วย “ความกลัว” และ “ความคาดหวัง” ของผู้คนครับ ช่วงไหนที่คนกลัวจัด ๆ ราคาก็จะพุ่งดิ่งลงไปลึกกว่าความเป็นจริงเสมอ สิ่งที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของเราพังทลายเสียหายหนักในท้ายที่สุด มักจะไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ผิดหรอกนะครับ แต่มันเกิดจากการ “หลุดแผน” และการตัดสินใจด้วยอารมณ์ของเราเองต่างหาก
เวลาตลาดตกแรง สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่นักลงทุนมักจะทำคือการเกิดอาการตกใจขาย หรือ “Panic Sell” เพราะเมื่อเราขายตอนที่ทุกคนกำลังกลัว นั่นแปลว่าเรากำลังขายในราคาที่ “ต่ำติดดิน” และผลที่ตามมาคือเราจะพลาดโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดฟื้นตัวกลับมา กลายเป็นว่าเราไปตัดสินใจผิดเวลา คือไปขายในวันที่ตลาดกลัวที่สุด แล้วมักจะเผลอกลับไปซื้อเอาในวันที่ราคามันพุ่งสูงขึ้นไปแล้ว
ความจริงก็คือ ตลาดไม่เคยมีทิศทางที่พุ่งขึ้นหรือดิ่งลงไปตลอดกาลครับ มันมีการสลับปรับเปลี่ยนเป็นวัฏจักรในระยะสั้น ๆ แต่หากเรามองในระยะยาวแล้ว ตลาดมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเสมอ สถิติย้อนหลังก็บอกเราชัดเจนว่า แม้ตลาดจะเคยเจอกับวิกฤติหนักหนาสาหัสแค่ไหน แต่ในระยะยาวก็ยังสามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว ๆ 8-10% ต่อปี โดยปีที่ตลาดเป็นบวกนั้นมีมากกว่าปีที่ติดลบ และปีที่ได้กำไรสูง ๆ ก็มักจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าปีที่ขาดทุนหนักๆ ด้วยครับ ดังนั้น ความผันผวนจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือ “โอกาส” ในการสร้างผลตอบแทนต่างหาก
DCA พระเอกขี่ม้าขาวในยามวิกฤติ
ทีนี้ ถ้าเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญการเงิน ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ และไม่อยากมานั่งปวดหัวเดาว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง เราควรทำอย่างไรดี?
คำตอบที่ง่ายและทรงพลังที่สุดคือการทำ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนด้วยยอดเงินเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอครับ
ทำไมต้อง DCA ตอนหุ้นตก? อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมติว่าปกติคุณซื้อกาแฟแก้วละ 100 บาท วันหนึ่งเกิดข่าวร้าย ร้านกาแฟประกาศลดราคากระหน่ำเหลือแก้วละ 50 บาท ถ้าคุณเป็นคนที่กินกาแฟอยู่แล้ว คุณจะรู้สึกกลัวจนเลิกกิน หรือคุณจะดีใจที่ซื้อกาแฟได้ถูกลงและได้จำนวนแก้วมากขึ้นด้วยเงินเท่าเดิมครับ?
ตลาดหุ้นก็เหมือนกันครับ ช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก ๆ คือช่วงที่ “หุ้นดี ๆ กำลังลดราคา” สิ่งที่เราควรทำในสภาวะตลาดแบบนี้ ไม่ใช่การพยายามเดาว่าจุดต่ำสุดมันอยู่ตรงไหน (เพราะไม่มีใครเดาได้แม่นยำตลอด) แต่คือการลงทุนอย่างมีวินัยและ “DCA ต่อไป”
เมื่อตลาดปรับตัวลงแรง การที่เรายังคงใส่เงินลงทุนเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ หรือแม้แต่การเพิ่มเงินลงทุนในจังหวะนั้น จะช่วยให้เราได้ “ต้นทุนที่ต่ำลง” ไปเรื่อย ๆ พอเราสะสมหุ้นดี ๆ ในต้นทุนที่ถูกลงเรื่อย ๆ ได้มากพอ เมื่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนคลี่คลายลงและตลาดเริ่มฟื้นตัว โอกาสในการสร้างผลตอบแทนของเราก็จะยิ่งสูงปรี๊ดขึ้นไปอีกครับ
เปิดตำราสู้รบ สไตล์คุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์
ถ้าความผันผวนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือความตึงเครียดต่าง ๆ ทำให้คุณนอนไม่หลับ ลองมาดูมุมมองของคุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) กันครับ เมื่อมีข่าวสงครามหรือวิกฤติ คุณปู่ถึงกับบอกเลยว่าวิกฤติรอบนี้น่ะ “เรื่องแค่นี้จิ๊บ ๆ”
ที่ปู่พูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะตลาดมันไม่ผันผวนนะครับ แต่เป็นเพราะปู่เคยผ่านอะไรที่ “หนักกว่านี้” มานักต่อนักแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ วิกฤติซับไพรม์ (Subprime Crisis) หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 วิกฤติรอบนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องหุ้นตก แต่มันหนักถึงขั้นที่ “ธนาคารยักษ์ใหญ่ล้มละลาย” “ตลาดการเงินแทบจะหยุดทำงาน” และบริษัทจำนวนมากไม่สามารถกู้ยืมเงินได้เลย
คุณรู้ไหมครับว่าตอนนั้นพอร์ตการลงทุนของคุณปู่บัฟเฟตต์เป็นอย่างไร? พอร์ตของปู่ร่วงยับเยินไปมากกว่า 50% เลยทีเดียว!
แต่สิ่งที่คุณปู่บัฟเฟตต์ทำนั้นแตกต่างจากคนทั่วไปครับ ปู่ไม่ได้พยายามมานั่งเดาว่าตลาดจะไปทางไหนในระยะสั้น แต่ปู่เลือกที่จะ “โฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้” นั่นคือมุมมองการลงทุนในระยะยาว ปู่รู้ดีว่า ตลาดไม่ได้ลงเพราะสงครามครั้งเดียว และก็ไม่ได้ขึ้นเพราะข่าวดีเพียงข่าวเดียว
แม้แต่ยอดมนุษย์นักลงทุนอย่างคุณปู่บัฟเฟตต์เอง ก็ยังออกมายอมรับตรงๆ เลยว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าตลาดจะไปทางไหน” แต่สิ่งที่เป็นความเชื่อหลักของคุณปู่ก็คือ สมการง่ายๆ ที่ว่า: “ธุรกิจที่ดี + ราคาที่เหมาะสม + เวลา = ผลตอบแทนในระยะยาว”
บางครั้งที่เราเห็นกองทุนของคุณปู่ถือเงินสดสดเอาไว้เยอะมากๆ นั่นไม่ใช่เป็นเพราะปู่ “กลัวตลาด” นะครับ แต่เป็นเพราะปู่ยังไม่เห็นโอกาสที่มัน “คุ้มค่าพอ” ให้ลงทุนต่างหาก
แต่เมื่อไหร่ที่ตลาดเกิดความกลัวสุดขีดจนเทขายธุรกิจชั้นดีลงมาในราคาถูก เมื่อนั้นแหละครับคือจังหวะที่คุณปู่จะเข้าไปเก็บเกี่ยว ดังนั้น บทเรียนจากปู่บัฟเฟตต์ในวิกฤติปี 2008 ที่พอร์ตลบไปเกินครึ่งก็คือ สุดท้ายแล้วตลาดก็จะฟื้นตัวกลับมาได้ สิ่งที่นักลงทุนทุกคนสามารถทำได้ดีที่สุดก็คือการ DCA อย่างต่อเนื่อง เพิ่มเงินในวันที่ตลาดปรับตัวลง และอดทนอยู่ในเกมนี้ให้ได้จนถึงวันที่ตลาดฟื้นตัวครับ
วินัย คือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด
อ่านมาถึงตรงนี้ ผมหวังว่าทุกท่านจะเริ่มเห็นภาพแล้วนะครับว่า การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ต้องการความอัจฉริยะในการคาดเดาอนาคต หรือต้องนั่งเฝ้าหน้าจอทุกวินาที
หัวใจสำคัญมีเพียงแค่ การมี Mindset ที่ถูกต้อง เข้าใจว่าความผันผวนเป็นเรื่องปกติของตลาด เลิกสนใจเสียงรบกวนระยะสั้น เลิกเดาตลาด และเปลี่ยนความกลัวเป็นวินัยในการ DCA ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันที่ตลาดปรับลดลง
นอกจากนี้ การจัดพอร์ตให้มีการกระจายความเสี่ยง มีสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำติดพอร์ตเอาไว้บ้าง ก็จะยิ่งช่วยเป็นเบาะรองรับอารมณ์ ให้เราไม่ตื่นตระหนก และสามารถประคองตัวอยู่ในเส้นทางการลงทุนได้จนถึงวันแห่งชัยชนะครับ
จำไว้นะครับว่า… วิกฤติและสงคราม ทำอะไรนักลงทุนที่มีวินัยไม่ได้ ขอแค่คุณไม่ถอดใจเทขายไปก่อน สุดท้ายแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป “ธุรกิจที่ดี” จะทำหน้าที่ของมันในการสร้างความมั่งคั่งให้คุณอย่างแน่นอนครับ เริ่มต้นสร้างวินัยตั้งแต่วันนี้ แล้วปล่อยให้เวลาและ DCA ทำงานแทนคุณนะครับ!
เลิกพึ่งโชคชะตา! ด้วย 9 นิสัยการเงินที่ทำให้คนรวย รวยขึ้นทุกปี
เปิดแผนที่โลกการลงทุนปี 2569 สแกน 4 ตลาดหุ้นหลัก ที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม
อ่านเกมดอกเบี้ยโลก บริหารพอร์ตท่ามกลางความผันผวน



