Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เปิด 4 หุ้นในดวงใจ Warren Buffett สู้ตลาดผันผวนด้วยแนวคิดสุดคลาสสิก

เปิด 4 หุ้นในดวงใจ Warren Buffett สู้ตลาดผันผวนด้วยแนวคิดสุดคลาสสิก

ในช่วงนี้ที่สภาวการณ์ของตลาดการลงทุนทั่วโลกเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ข่าวสารต่างๆ ถาโถมเข้ามาในแต่ละวัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแม้แต่ความผันผวนที่เกิดขึ้นแบบรายวัน ทำให้หลายคนอาจจะรู้สึกเหนื่อยกับการตามติดหน้าจอ หรือเริ่มกังวลว่าพอร์ตการลงทุนของเราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้หรือไม่

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับการบริหารพอร์ตการลงทุน ผมมักจะบอกเสมอว่า ในยามที่โลกหมุนเร็ว สิ่งที่จะช่วยให้เรายืนหยัดได้อย่างมั่นคงที่สุดคือ “หลักการที่เรียบง่ายและผ่านการพิสูจน์มาแล้ว”

วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนกลับไปทบทวนแนวคิดของนักลงทุนระดับตำนานอย่างคุณปู่ Warren Buffett แม้โลกจะก้าวล้ำไปแค่ไหน แต่พอร์ตของ Berkshire Hathaway ก็ยังคงยืนหยัดและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง อะไรคือความลับเบื้องหลังพอร์ตระดับแสนล้านดอลลาร์นี้? และเราจะนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของเราได้อย่างไร? มาหาคำตอบกันครับ

กฎข้อสำคัญ: Buy a Wonderful Company at a Fair Price

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) คือการหาหุ้นที่ราคาถูกที่สุด แต่สำหรับ Buffett สิ่งที่สำคัญกว่าความถูกคือ “คุณภาพของธุรกิจ” ปู่เลือกลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยมองไปข้างหน้าว่าอีก 10-20 ปี ธุรกิจนี้จะยังเติบโตอยู่ไหม และผู้คนจะยังคงใช้สินค้าหรือบริการเหล่านี้อยู่หรือเปล่า

หัวใจสำคัญที่ Buffett ใช้คัดกรองธุรกิจคือสิ่งที่เรียกว่า MOAT หรือ คูเมือง ลองจินตนาการว่าธุรกิจคือปราสาท หากปราสาทมีคูเมืองที่ทั้งกว้างและลึก ศัตรูก็ยากที่จะบุกเข้ามาโจมตี ในโลกธุรกิจ MOAT ก็คือ “ข้อได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบหรือเข้ามาแย่งส่วนแบ่งได้ยาก” ซึ่งคูเมืองนี้เองที่ทำให้ธุรกิจสามารถทำกำไรและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เจาะลึก 4 หุ้นจตุรเทพในพอร์ตของ Berkshire Hathaway

ถ้าเราไปเปิดพอร์ตของ Buffett เราจะพบว่ามีหุ้น 4 ตัวที่ปู่รักและถือครองมาอย่างยาวนาน หุ้นเหล่านี้คือภาพสะท้อนชั้นดีของธุรกิจที่มี MOAT แข็งแกร่งครับ

  • Apple (AAPL): มากกว่าหุ้นเทคฯ แต่คือปัจจัยที่ 5 แม้จะมีการปรับลดสัดส่วนลงบ้าง แต่ Apple ยังคงครองอันดับ 1 ในพอร์ต Buffett ไม่ได้มอง Apple เป็นแค่บริษัทเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่มองเห็น “พฤติกรรมผู้บริโภค” ทุกวันนี้เราใช้ iPhone, AirPods, Mac และ Apple Watch ที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งนี้สร้างคูเมืองที่เรียกว่า Switching Cost หรือต้นทุนในการเปลี่ยนใจที่สูงมาก ยิ่งเราใช้งานนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งย้ายค่ายยากขึ้นเท่านั้น แถมผู้คนยังยินดีจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อแลกกับประสบการณ์และภาพลักษณ์ที่แบรนด์มอบให้
  • American Express (AXP): บัตรเครดิตที่ขายประสบการณ์พรีเมียม Amex แตกต่างจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ลงไปแข่งขันในสงครามตัดราคา แต่เลือกที่จะสร้าง Intangible Assets หรือสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่าง “มูลค่าของแบรนด์” ผู้ถือบัตร Amex ยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีที่สูงลิ่ว เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เช่น เลานจ์สนามบินหรู หรือบริการระดับ VIP นี่คือธุรกิจที่ขายความภาคภูมิใจและสถานะทางสังคมที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
  • Bank of America (BAC): ปราการทางการเงินที่มั่นคง ธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่มี High Barriers to Entry หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดที่สูงมาก ไม่ใช่ใครก็สามารถเปิดธนาคารแข่งได้ง่ายๆ Bank of America มีฐานลูกค้าที่ใหญ่โตมหาศาล ทำให้มีแหล่งเงินฝากต้นทุนต่ำเพื่อนำไปสร้างกำไรต่อ นอกจากนี้ เมื่อลูกค้าเปิดบัญชีเงินเดือน ทำบัตรเครดิต และขอสินเชื่อบ้านไว้กับธนาคารเดียว โอกาสที่จะย้ายธนาคารก็แทบจะเป็นศูนย์
  • Coca-Cola (KO): แบรนด์ระดับโลกที่เอาชนะเงินเฟ้อ นี่คือหุ้นลูกรักที่ Buffett ถือมานานจนได้รับเงินปันผลคืนมากกว่าเงินต้นที่ลงทุนไปแล้ว ความลับของโค้กไม่ได้อยู่ที่สูตรน้ำอัดลม แต่อยู่ที่ “แบรนด์” ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลก คูเมืองนี้ทำให้โค้กมี Pricing Power หรืออำนาจในการกำหนดราคา แม้ในยุคที่เงินเฟ้อสูง โค้กก็สามารถปรับราคาขึ้นได้โดยที่ยอดขายไม่กระทบกระเทือน

เมื่อเราไม่ใช่ Buffett เราควรจัดพอร์ตอย่างไร?

การวิเคราะห์ธุรกิจจนเจอหุ้นที่มี MOAT แบบปู่ Buffett เป็นเรื่องที่น่าหลงใหล แต่ในความเป็นจริง การเลือกลงทุนหุ้นรายตัว (Stock Picking) เป็นงานที่ท้าทายมากสำหรับนักลงทุนทั่วไป เพราะต้องใช้ทั้งเวลาในการอ่านงบการเงิน ติดตามข่าวสารระดับโลก และที่สำคัญคือต้องมีจิตใจที่นิ่งพอจะทนต่อความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้น

ในสภาวการณ์ตลาดปัจจุบันที่เทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หุ้นที่เคยเป็นผู้นำในวันนี้อาจถูก Disrupt ได้ในวันพรุ่งนี้ การพยายามจับจังหวะตลาดหรือทุ่มเทเงินไปกับหุ้นเพียงไม่กี่ตัวอาจสร้างความเสี่ยงมากเกินไปสำหรับคนทั่วไป

ทางออกที่สมาร์ทและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ 

แทนที่เราจะต้องเหนื่อยคาดเดาว่าบริษัทไหนจะเป็นผู้ชนะ สิ่งที่เราทำได้และปลอดภัยแน่นอนคือการเลือกบริษัทคุณภาพดีจากทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ให้มากที่สุด เหมือนพอร์ต Global ETF ที่น้นการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งหุ้นในสหรัฐฯ ตลาดเกิดใหม่ ประเทศพัฒนาแล้ว และยังช่วยสร้างสมดุลด้วยตราสารหนี้คุณภาพสูง ด้วยทฤษฎีการจัดพอร์ตสมัยใหม่ (Modern Portfolio Theory – MPT) ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน เรามีระบบอัตโนมัติที่คอยดูแลและปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดอยู่เสมอ

การลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นอัจฉริยะในการเลือกหุ้นเหมือนปู่ Buffett นะครับ แต่นั่นก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ เพราะความเป็นจริงแล้ว คุณไม่ต้องสนใจเลยว่าในพอร์ตจะมีหุ้นที่ตรงกับหุ้นในดวงใจของปู่ Buffett สักกี่ตัว หรืออาจจะไม่มีเลยก็ตาม แต่พอร์ตของคุณก็ยังเติบโต เพราะหัวใจสำคัญที่เหนือไปกว่านั้นคือการมีวินัย เพียงแค่เลือกเครื่องมือที่ถูกต้อง และปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเท่านั้นเองครับ

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ถอดรหัส Mindset การลงทุน และเหตุผลที่ควร DCA ในตลาดหุ้นแดงเดือด

เลิกพึ่งโชคชะตา! ด้วย 9 นิสัยการเงินที่ทำให้คนรวย รวยขึ้นทุกปี

เปิดแผนที่โลกการลงทุนปี 2569 สแกน 4 ตลาดหุ้นหลัก ที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

×

Share

ผู้เขียน