Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ศิลปะแห่งการลงทุนระยะยาว และความลับของ DCA เอาชนะใจตัวเองเพื่อการเกษียณที่มั่งคั่ง

ศิลปะแห่งการลงทุนระยะยาว และความลับของ DCA เอาชนะใจตัวเองเพื่อการเกษียณที่มั่งคั่ง

เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงช่วงกลางปีกันแล้วนะครับ หลายคนอาจจะรู้สึกเหมือนผมว่าช่วงครึ่งปีแรกเวลามักจะผ่านไปช้า ๆ แต่พอเข้าสู่ครึ่งปีหลังปุ๊บ เวลาจะผ่านไปไวมากเหมือนติดปีกบินเลยทีเดียว นั่งมองตลาดมาครึ่งปีแล้ว ความผันผวนไม่ได้ให้โอกาสนักลงทุนได้หยุดพักกันเลยจริงไหมครับ

วันนี้ผมเลยอยากจะมาชวนคุย ถึงภาพรวมการลงทุน วิธีการเอาชนะความผันผวน และที่สำคัญที่สุดคือ “กลยุทธ์” ที่จะทำให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแท้จริงครับ

ตัดเสียงรบกวนระยะสั้น (Noise) แล้วโฟกัสที่ภาพยาว

ช่วงที่ผ่านมา ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมีอาการ “ปวดหัว” กับข่าวสารรายวันที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นข่าวความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่เดี๋ยวก็ปิดเดี๋ยวก็เปิด ข่าวการเมืองสหรัฐฯ หรือแม้แต่ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะไม่ลดดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์ไว้ แต่กลับอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแทน ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI มีการปรับตัวลดลงมา

นอกจากเรื่องหุ้นแล้ว เรื่องของ “ค่าเงิน” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนใจแกว่งครับ บางช่วงบาทแข็ง บางช่วงบาทอ่อนยวบทะลุ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเกิดจากทิศทางดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำเตือนทุกคนในฐานะคนทำกองทุนคือ “ถ้าหลักการลงทุนของเราถูกต้อง” ผลตอบแทนของเราแทบจะไม่ขึ้นอยู่กับข่าวระยะสั้นพวกนี้เลยครับ

ค่าเงินและตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่มีวัฏจักร (Cyclical) ขึ้นและลงสลับกันไป คนที่จะเสียประโยชน์คือคนที่พยายามวิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อเล่นสั้น ๆ แต่สำหรับคนที่วางแผนลงทุนระยะยาวระดับ 10-20 ปีขึ้นไป หรือคนที่ใช้กลยุทธ์ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) ความผันผวนของค่าเงินและราคาหุ้นเหล่านี้จะถูกถัวเฉลี่ยจนหักล้างกันไปเองในที่สุด ดังนั้น ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจกับข่าวรายวันให้มากนักครับ”

ศัตรูตัวร้ายคือเงินเฟ้อ และจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ของการลงทุน

เราทุกคนต่างรู้ดีว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” คอยกัดกินมูลค่าเงินของเราอยู่ทุกวัน โดยเฉลี่ยอาจจะอยู่ที่ 3-4% แต่ถ้าไปดูเงินเฟ้อในหมวดปัจจัย 4 หรือค่ารักษาพยาบาล มันอาจจะพุ่งสูงถึง 8% เลยทีเดียว

ดังนั้น กฎข้อแรกของการลงทุนคือ ห้ามถือเงินสดทิ้งไว้เฉย ๆ เด็ดขาดครับ เพราะการถือเงินสดก็เหมือนการยอมรับให้มูลค่าเงินตัวเองลดทอนลงไปทุกปี ขนาดนักลงทุนระดับตำนานอย่าง ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์เอง หากไม่มีหุ้นที่น่าสนใจให้ซื้อ ปู่ก็ยังเลือกที่จะนำเงินไปพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเพื่อรับผลตอบแทน 3-4% ดีกว่าการถือเงินสดเปล่าๆ ครับ

แล้วเราควรเอาเงินไปไว้ที่ไหนเพื่อสร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ที่ดีที่สุด? คำตอบคือ ทรัพย์สินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ด้วยตัวมันเอง เช่น อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือ “หุ้น” ซึ่งก็คือการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีกำไรและจ่ายปันผลครับ ทรัพย์สินบางอย่างเช่น ทองคำ หรือ ของสะสมหายาก แม้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ แต่ตัวมันเองไม่ได้ผลิตกระแสเงินสดออกมา คุณจะได้เงินก็ต่อเมื่อขายมันทิ้งเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงหากจะพึ่งพาเป็นรายได้หลังเกษียณ

แต่การเลือกหุ้นตัวเดียว หรือซื้ออสังหาฯ แค่แห่งเดียว ก็มีความเสี่ยงมหาศาลเช่นกัน หากธุรกิจนั้นเจ๊ง หรือไม่มีผู้เช่า

ความลับที่แท้จริงของผู้บริหารกองทุนระดับโลก (ตามที่ Ray Dalio เคยกล่าวไว้) คือการทำ Asset Allocation หรือการกระจายความเสี่ยงไปในทรัพย์สินที่หลากหลายครับ

ตัวอย่างเช่น การจัดพอร์ตแบบคลาสสิก หุ้น 60% และพันธบัตร 40% (หรือ 80/20 สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น) ผลตอบแทนของพอร์ตลักษณะนี้อาจจะไม่ได้เป็นที่หนึ่งในตารางทุกๆ ปี แต่รับรองได้ว่ามันจะไม่มีทางตกไปอยู่รั้งท้ายแน่นอน มันจะเกาะกลุ่มอยู่กลางตารางอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดโอกาสขาดทุนหนักๆ (Drawdown) และทำให้พอร์ตเติบโตระยะยาวได้อย่างอุ่นใจครับ หัวใจของมันมี 3 อย่างครับ คือ Risk (จัดการความเสี่ยง), Rebalance (ปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ), และ Return (ผลตอบแทน) คนส่วนใหญ่มักมองแต่ Return จนลืมคุม Risk ครับ

จับจังหวะตลาด VS ทยอยลงทุน (DCA) บทพิสูจน์ 30 ปี

มาถึงคำถามยอดฮิตที่ผมมักจะโดนนักลงทุนถามอยู่เสมอครับ ว่า “เราควรกะจังหวะซื้อก้อนเดียวตอนหุ้นตกหนักๆ หรือจะทยอยลง (DCA) ไปเรื่อย ๆ ดี?”

ผมมีงานวิจัยที่น่าสนใจมากจาก Charles Schwab ที่ทำการจำลองผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปี โดยสมมติให้นักลงทุน 5 คน มีเงินคนละ 2,000 ดอลลาร์ทุกต้นปี และมีพฤติกรรมต่างกันดังนี้ครับ

  1. เทพเจ้าแห่งการจับจังหวะ (Perfect Timing): ซื้อหุ้นได้ที่จุดต่ำสุดของปีเสมอ (ในความเป็นจริงไม่มีใครทำได้หรอกครับ แต่เราสมมติขึ้นมา)
  2. สายลุยต้นปี (Invest Immediately): ได้เงินมาปุ๊บ ซื้อหุ้นทันทีตั้งแต่วันทำการแรกของปี ไม่ต้องคิดเยอะ
  3. สายมีวินัย (DCA): แบ่งเงินลงทุนรายเดือน ทุกวันทำการแรกของเดือน
  4. คนดวงซวย (Bad Timing): พยายามจับจังหวะเหมือนกัน แต่ดันซื้อทีไร ได้จุดที่แพงที่สุดของปีตลอด
  5. สายลังเล (Hold Cash): ไม่กล้าลงทุนสักที ถือเป็นเงินสดไว้เฉย ๆ

ผลลัพธ์ผ่านไป 20 ปี (เงินต้นรวม 40,000 ดอลลาร์) ทายสิครับว่าพอร์ตของใครเป็นอย่างไรบ้าง?

  • อันดับ 1 คือ เทพเจ้าแห่งการจับจังหวะ พอร์ตโตเป็น 186,000 ดอลลาร์
  • อันดับ 2 คือ สายลุยต้นปี พอร์ตโตเป็น 170,000 ดอลลาร์
  • อันดับ 3 คือ สายมีวินัย (DCA) ได้ไป 166,000 ดอลลาร์
  • อันดับ 4 คือ คนดวงซวย พอร์ตก็ยังโตเป็น 151,000 ดอลลาร์!
  • อันดับ 5 ถือเงินสด ได้ไปแค่ 47,000 ดอลลาร์

คุณเห็นอะไรไหมครับ? แม้ว่าตามทฤษฎีการจับจังหวะต่ำสุดจะดีที่สุด แต่ชีวิตจริงไม่มีใครทำได้ตลอด 20 ปีครับ และที่น่าทึ่งคือ การที่คุณแค่ซื้อต้นปีตู้มเดียว หรือการทยอยลงทุนรายเดือน (DCA) ผลตอบแทนรวมออกมาแทบไม่ต่างกับเทพเจ้าการลงทุนเลย! แถมแม้แต่คนที่ดวงซวยที่สุด ซื้อแพงที่สุดทุกปี ขอแค่ยังคงอยู่ในตลาดเป็นเวลา 20 ปี พอร์ตก็ยังเติบโตอย่างมหาศาลชนะคนถือเงินสดอย่างขาดลอยครับ

นอกจากนี้ เรายังมีการทำ Backtest ย้อนหลัง 30 ปีกับพอร์ตการลงทุนแบบ Global ETF เพื่อตอบคำถามว่า “DCA รายสัปดาห์ กับ รายเดือน แบบไหนดีกว่ากัน?” คำตอบคือ: แทบไม่ต่างกันเลยครับ! จากการจำลอง 30 ปี ลงทุนเดือนละหมื่นแบบรายเดือน พอร์ตโตเป็น 14.89 ล้านบาท ส่วนลงแบบรายสัปดาห์ พอร์ตโตเป็น 14.88 ล้านบาท (ต่างกันแค่หลักหมื่นบาทจากเงินสิบกว่าล้าน)

ดังนั้น คำแนะนำของผมในฐานะคนทำกองทุนคือ “จงเลือกวิธีที่สอดคล้องกับสภาพจิตใจและรอบรายได้ของคุณมากที่สุดครับ” คนส่วนใหญ่รับเงินเดือนเป็นรายเดือน การหักเงินมาลงทุนเป็นรายเดือนจึงเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและยั่งยืนกว่า การพยายามเก็บเงินก้อนไปรอลงต้นปี (Yearly DCA) อาจจะให้ผลตอบแทนดีกว่านิดหน่อยในเชิงตัวเลข แต่มันต้องแลกมาด้วยความอดทนทางจิตใจที่สูงมากระหว่างปีที่คุณนั่งมองตลาดขึ้นๆ ลงๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยครับ

อันตรายสูงสุดของการพยายาม “จับจังหวะตลาด”

หลายคนอาจจะยังคันไม้คันมือ รู้สึกว่าฉันน่าจะหลบหลีกวิกฤติได้ ผมขออนุญาตหยิบสถิติที่โหดร้ายมาเล่าให้ฟังครับ

หากคุณลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาททุกเดือนต่อเนื่อง 30 ปีเต็ม พอร์ตคุณจะโตเป็นประมาณ 12 ล้านบาท (สมมติผลตอบแทนเฉลี่ยราวๆ 8%) แต่ถ้าคุณพยายามจับจังหวะ ซื้อๆ ขาย ๆ แล้วดันโชคร้าย “พลาดวันที่ตลาดหุ้นบวกแรงที่สุด เพียงแค่ 10 วัน ตลอดช่วงเวลา 30 ปี” คุณรู้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น? ผลตอบแทนคุณจะหายวับไปครึ่งหนึ่ง! พอร์ตคุณจะเหลือเพียง 63,000 (ในสัดส่วนการจำลอง) และถ้าคุณพลาดวันที่ดีที่สุด 20 วัน พอร์ตจะเหลือแค่ 40,000 และถ้าพลาด 30 วัน จะเหลือแค่ 29,000 เท่านั้นครับ

ประเด็นคือ วันที่ตลาดหุ้นมักจะบวกแรงที่สุด มักจะเป็นวันที่เกิดขึ้น “ทันที” หลังจากที่ตลาดเพิ่งตกลงมาอย่างหนักหน่วงครับ ซึ่งในวินาทีที่ตลาดเพิ่งพังทลายลงมานั้น ด้วยสัญชาตญาณมนุษย์ แทบจะไม่มีใครกล้ากดปุ่ม “ซื้อ” หรอกครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการ “อยู่ในตลาดตลอดเวลา” (Time in the market) ถึงทรงพลังกว่าการ “พยายามจับจังหวะ” (Timing the market)

จัดการอารมณ์ในยามวิกฤติ และความสวยงามของพอร์ตแบบผสมผสาน

ศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนหุ้นมีอยู่ 2 อย่างครับ คือ อารมณ์ (Emotion) และ ค่าใช้จ่ายในการเทรดบ่อย ๆ (Expenses) ดังที่ปู่บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ เวลาตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น การทำ DCA นั้นสนุกและมีความสุขมากครับ ทุกคนมีกำลังใจ แต่บททดสอบที่แท้จริงคือตอนที่พายุมาเยือน ตลาดเป็นขาลง หุ้นติดลบแดงเถือก คุณจะยังกล้า DCA อยู่ไหม?

คนที่เพิ่งเริ่มลงทุนใหม่ ๆ แล้วเจอปีที่ตลาดแย่ มักจะถอดใจ แต่สำหรับคนที่ผ่านวิกฤติมาหลายรอบ (เช่น วิกฤติซับไพรม์ปี 2008 ที่ตลาดร่วง 40% หรือโควิดปี 2020) จะเข้าใจดีว่า การกลั้นใจ DCA ในช่วงตลาดขาลงนี่แหละ คือการสะสม “เงินต้น” ในราคาถูก และเมื่อวันที่ตลาดพลิกกลับมาเป็นขาขึ้น เพียงแค่ไม่นาน พอร์ตที่สะสมมาทั้งหมดจะพุ่งทะยานสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลครับ (เหมือนกรณีหุ้นจีนที่ร่วงมานาน พอเด้งขึ้น 30% พอร์ตก็กลับมาบวกสบาย ๆ เลย) วิธีแก้ปัญหาอารมณ์ที่ง่ายที่สุดสำหรับผมคือ “ตั้งหักบัญชีลงทุนอัตโนมัติ” แล้วลบแอปทิ้งไปเลยครับ ไม่ต้องไปดูมันทุกวัน ปล่อยให้ระบบมันทำงานไป

และเพื่อตอบโจทย์เรื่องความเสี่ยง ผมมักจะแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ครับ

  • พอร์ตหลัก (Core Portfolio): ให้ลงทุนในอะไรที่มันกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลกและมีความเสถียรสูง เช่น Global ETF (มีหุ้นผสมพันธบัตร) พอร์ตแบบนี้มักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี แม้จะมีช่วงที่ตกหนักๆ (Drawdown) แต่โดยมากมักจะตกไม่ค่อยเกิน 20% ทำให้เรานอนหลับสบาย ถือลงทุนยาว 30 ปีเพื่อการเกษียณได้อย่างมั่นใจ
  • พอร์ตเสริมเพิ่มผลตอบแทน (Satellite): เมื่อพอร์ตหลักมั่นคงแล้ว เราค่อยแบ่งเงินมาลงทุนในกลยุทธ์ที่มุ่งเป้ามากขึ้น เช่น การลงทุนแบบ Value Investing คัดหุ้นดีราคาถูกแบบกระจุกตัว 10-20 ตัว (เช่น พอร์ตแบบ Alpha) พอร์ตแบบนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงมาก (อดีตทำได้ระดับเกือบ 30% ต่อปี) แต่คุณก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงที่สูงขึ้น และโอกาสที่พอร์ตจะติดลบลึกขึ้น (Max Drawdown อาจทะลุ 22-23%) สิ่งสำคัญคือต้องให้เวลากับมันอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไปครับ

ปัจจุบัน เทคโนโลยีและ AI ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารพอร์ตแทนมนุษย์มากขึ้น ข้อดีคือ AI ไม่มีความเหนื่อย ไม่มีความท้อ และที่สำคัญคือ “ไม่มีอารมณ์” มาเกี่ยวข้อง แม้แต่วันที่ผมหรือทีมผู้บริหารอาจจะไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ระบบและอัลกอริทึมที่ถูกวางรากฐานไว้อย่างดีตามมาตรฐานก็จะยังคงทำงานบริหารเงินให้ทุกคนต่อไปได้อย่างเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมงในอีก 30-40 ปีข้างหน้าครับ

มองเส้นชัยที่ชื่อว่า “เกษียณสุข”

เป้าหมายสูงสุดของการที่เรามานั่งอดทน DCA ทุกเดือน คืออะไรครับ? ก็เพื่อให้วันที่เราหมดแรงทำงาน เราจะมี “ห่านทองคำ” ที่ออกไข่เป็นกระแสเงินสดให้เราใช้ไปตลอดชีวิตยังไงล่ะครับ

การจะเกษียณอย่างมีความสุขและไม่ขัดสน ในยุคนี้เราควรมีเงินต้นประมาณ 10-15 ล้านบาทครับ (หรือถ้ากลัวเงินเฟ้อหนัก ๆ อาจจะเผื่อเป้าหมายไว้ที่ 20-25 ล้านบาทเลยก็ได้) ลองจินตนาการดูนะครับ หากคุณมีวินัย DCA เดือนละ 10,000 บาทต่อเนื่อง 30 ปี ในพอร์ตที่มีผลตอบแทน 8% ต่อปี เงินนั้นจะกลายเป็นประมาณเกือบ 15 ล้านบาท เมื่อถึงวันเกษียณ คุณแค่ถอนเงินออกมาใช้ปีละ 5% ของพอร์ต (หรือประมาณ 750,000 บาทต่อปี / ตกเดือนละ 60,000 กว่าบาท) การถอน 5% จากพอร์ตที่เติบโตปีละ 8% หมายความว่าคุณจะมีเงินใช้จ่ายอย่างสุขสบาย ในขณะที่เงินต้นของคุณก็ยังคงเติบโตต่อไปได้อีกเรื่อย ๆ ครับ! (นักวิชาการบางท่านอาจแนะนำตัวเลขถอนที่ 5.7% หรือราว ๆ 6% ก็ยังถือว่าปลอดภัยในระยะยาวครับ)

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า การลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดล้ำลึก หรือการมีข้อมูลวงในอะไรเลยครับ การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับ “วินัย” และ “เวลา” เท่านั้น

ขอแค่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เลิกเอาเวลาไปนั่งรอกะจังหวะค่าเงินหรือราคาหุ้น เลือกแผนการลงทุนที่ดี กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ตั้ง DCA อัตโนมัติ แล้วออกไปใช้ชีวิตให้มีความสุขครับ ปล่อยให้ระบบ ปล่อยให้เวลา และผลตอบแทนทบต้น ทำงานหนักแทนเรา

แล้วพบกันที่เส้นชัยในอีก 10, 20 หรือ 30 ปีข้างหน้านะครับ เราจะเติบโตและมั่งคั่งไปด้วยกันครับ

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ถอดรหัส Mindset การลงทุน และเหตุผลที่ควร DCA ในตลาดหุ้นแดงเดือด

เปิดแผนที่โลกการลงทุนปี 2569 สแกน 4 ตลาดหุ้นหลัก ที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

อ่านเกมดอกเบี้ยโลก บริหารพอร์ตท่ามกลางความผันผวน

×

Share

ผู้เขียน