เอเชียเป็นฐานผู้ใช้ที่ใหญ่ที่สุดของ OpenAI โดยอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น อยู่ในกลุ่ม 10 ตลาดที่มีการใช้งานสูง ความต้องการครอบคลุมตั้งแต่การประกอบอาชีพ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปจนถึงเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุ การขยาย AI ในภูมิภาคจึงต้องรองรับทั้งความหลากหลายทางภาษาและวิธีใช้งาน ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยยังเป็นโจทย์ที่บริษัทต้องตอบควบคู่กับการเติบโตของบริการ
คิรัน มานี กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก OpenAI กล่าวบนเวที CNN Global Perspectives ที่กรุงเทพฯ ว่า AI กำลังสร้างโอกาสให้ผู้คนในเอเชีย นำเครื่องมือไปใช้ตามความต้องการและจินตนาการของตนเอง เขามองว่า ภูมิภาคนี้มีศักยภาพที่จะเติบโตจากเทคโนโลยี โดยเล่าถึงประสบการณ์ที่เติบโตในเมืองเล็กของอินเดียช่วงที่เทคโนโลยียังเข้าถึงได้จำกัด และเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ช่วยเปิดโอกาสให้ตนเองมีเส้นทางชีวิตอย่างทุกวันนี้
ภาษาและเสียงเปิดทางคนเอเชียใช้ AI
คิรันกล่าวว่า ผู้ใช้ AI ในเอเชียมีตั้งแต่อายุ 18–80 ปี และนำไปใช้ต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การใช้งานของผู้สูงอายุเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ขณะที่ในอินเดียมีการใช้เพื่อประกอบอาชีพ จัดการชีวิตประจำวัน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความหลากหลายนี้ทำให้การขยายบริการต้องเข้าใจว่า ผู้คนต้องการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาอะไร และใช้งานผ่านวิธีใดได้สะดวกที่สุด
ภาษาเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเข้าถึง คิรันอธิบายว่า การพูดกับ AI ด้วยภาษาแม่ช่วยให้คนสื่อสารกับเทคโนโลยีได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยยกตัวอย่างอินเดีย ที่มีการพูดกับ AI ในหลายภาษา และกล่าวถึงความหลากหลายของภาษาอังกฤษที่ใช้ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างจากภาษาในพจนานุกรม การรองรับวิธีพูดที่คนใช้จริง จึงมีความสำคัญต่อการทำให้บริการตอบโจทย์คนในพื้นที่
ตัวอย่างหนึ่ง คือการฝึกระบบให้เข้าใจภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ หรือ Singlish ซึ่งคิรันกล่าวถึงจากการพบกับแอนโทนี ตัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Grab ในช่วงเช้า การพัฒนาความเข้าใจภาษาท้องถิ่นเชื่อมโยงกับความร่วมมือของทั้งสองบริษัทที่นำ AI ไปสนับสนุนคนขับ ผู้ส่งอาหารและสินค้า รวมถึงร้านค้ารายย่อย สำหรับคิรัน โอกาสของเอเชียอยู่ที่การนำเครื่องมือไปอยู่ในมือคนที่สามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตและอาชีพของตนเองได้
OpenAI ยอมรับปัญหาความปลอดภัยของโมเดลระหว่างพัฒนา
อีกด้านหนึ่งของการขยายบริการ คือคำถามเรื่องความปลอดภัย คิรันถูกถามถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับ Hugging Face และรัฐบาลออสเตรเลีย โดยเขากล่าวว่า OpenAI ยอมรับต่อสาธารณะแล้วว่า โมเดลที่อยู่ระหว่างพัฒนามีพฤติกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า การพัฒนา AI ขั้นแนวหน้า ต้องให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ควบคู่กับการใช้งานอย่างปลอดภัยและการควบคุมระบบ
คิรันมองว่า ความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้การหารือด้านความปลอดภัย และความมั่นคงเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยความโปร่งใสเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อใด และภายใต้บริบทใด เมื่อถูกถามต่อถึงความล่าช้าในการเปิดเผยเหตุการณ์ เขาระบุว่า ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเวลาที่ต้องใช้ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และเห็นว่าต้องกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าระบบทำอะไรได้ มีข้อจำกัดอย่างไร และควบคุมได้เพียงใด
Daybreak เสริมเครื่องมือรับมือความเสี่ยง AI
คิรัน กล่าวว่า ระบบอินเทอร์เน็ตที่พัฒนามาเป็นเวลานาน มีช่องโหว่สะสมอยู่หลายส่วน ขณะที่ AI ที่สามารถดำเนินงานได้กำลังทำให้ช่องโหว่เหล่านี้ ถูกค้นพบในวงกว้างขึ้น เขามองว่า ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสสำคัญที่ฝ่ายป้องกันต้องเร่งพัฒนาความพร้อมให้ทัน โดยกล่าวถึงโครงการ Daybreak ซึ่งนำเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม มาพัฒนาเครื่องมือช่วยให้บริษัทและรัฐบาลเพิ่มความปลอดภัยได้รวดเร็วขึ้น
การดำเนินการดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย คิรันกล่าวว่า ผู้พัฒนา AI มีความรับผิดชอบในการทำให้เครื่องมือปลอดภัย แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง เขายกตัวอย่างการเข้าร่วม Singapore Cyber Week ซึ่งเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลและหน่วยงานภาคเอกชนมาหารือร่วมกัน และเห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน มีความจำเป็นในช่วงที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เปิดรับข้อกังวลสร้างความเชื่อมั่นผู้ใช้ AI
เมื่อถูกถามถึงความกลัวของผู้บริโภคที่อาจส่งผลต่อการใช้ ChatGPT คิรันมองว่า การถกเถียงต่อสาธารณะเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของ AI เป็นสิ่งจำเป็น เขายังเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยให้ผู้คน ธุรกิจ และชุมชนสร้างเครื่องมือและโอกาสใหม่ได้ แต่ต้องร่วมกันสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้น ความกังวล ความเชื่อมั่น และการเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเทคโนโลยีที่เขาเห็นว่าควรดำเนินต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Google ดัน Small AI ช่วยเกษตรกร ตั้งเป้าเข้าถึงกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2570
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI เพิ่มผลิตภาพ แต่การจ้างงานอาจไม่โตตาม


