ผิดไปวันหนึ่งองศา
6 เดือนเป็น 180 องศา
ทิศเหนือกลายเป็นทิศใต้เรียบร้อยแล้ว !!
ที่มันค่อยเป็นค่อยไป นี่แหละอันตราย
ปล่อยทีละเล็กทีละน้อย เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
เรื่องที่แก้ไขง่าย กลายเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก
(พระอาจารย์ชยสาโร)
ในวันที่โลกไม่ได้อยู่ไปวัน ๆ แบบสบาย ๆ อีกต่อไป เมื่อผลของความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียได้กลายเป็นวิกฤติของโลกไปแล้ว เรายังมีผลจากการพัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่า AI ที่เข้ามามีบทบาทและถึงขั้นว่ามีความสามารถเหนือชั้นจนความต้องการคนทำงานลดลง (แบบทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง) องค์กรใหญ่ ๆ ระดับโลกลดบทบาทของคนทำงานแล้วหันไปใช้ AI ซึ่งมาเร็วและรุนแรงกว่าระบบหุ่นยนต์ออโตเมติกในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว
ศึกนอกว่าหนักแล้ว เมื่อต้องมาพบกับศึกในแล้ว ยิ่งหนักหน่วงให้หนักลงไปอีกเมื่อตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกรายงานระบุว่า หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ณ ช่วงปลายปี 2568 เมื่อรวมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบเข้าด้วยกัน ได้ทะลุสัดส่วน 100% ของ GDP ไปแล้ว
ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP
หนี้ครัวเรือนไทยวันนี้สูงกว่าเพดานที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศแนะนำที่ 80% และภาระการจ่ายหนี้ต่อรายได้ของไทยอยู่ที่ 22.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 9.8% มากกว่า 2 เท่า
ยิ่งได้เรียนรู้จากกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ อย่าง ดร.สันติธาร เสถียรไทย ได้พูดในรายการ WoodyWorld (Woody อเวนเจอร์) ว่าวันนี้โลกใบเดิมจบไปแล้ว วิกฤติของโลกวันนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางของไทย พูดง่าย ๆ ฐานที่ไม่แข็งแรง ลมพัดแรง ๆ ก็เซ ดีไม่ดีจะพังครืนได้ง่าย ๆ
ดร.สันติธาร ซึ่งกำลังจะเข้าไปมาช่วยงานรมว.คลังเอกนิติ พูดเรื่องความกังวลของเศรษฐกิจวันนี้ โดยเปรียบเหมือนคลื่นใหญ่สึกนามิ ซึ่งมาทั้งหมด 3 ระลอก ลอกแรก เป็นเหตุการณ์ ณ ขณะนี้จากการตื่นและช็อคกับการปิดอ่าวในตะวันออกกลาง ส่งผลเส้นทางน้ำมัน/ก๊าซและวัตถุดิบหลายประเภทถูกตัดขาด ผลที่เกิดคือการขาดแคลน ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์ยืดเยื้อ ไม่จบง่าย ๆ จะเข้าสู่สึกนามิลูกที่สอง เมื่อเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น สัญญาณstagflation เริ่มอ่อน และเมื่อเข้าสู่คลื่นที่สามเมื่อเป็นstagflation สมบูรณ์แบบเกิดภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อพร้อมกัน ในขณะที่เงินหมด ตกงาน ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ มองว่าหากเข้าคลื่นที่สามการแก้ปัญหาจะทำได้ยากและใช้เวลานานมาก
แม้วันนี้จะยังไม่ถึงคลื่นที่สาม แต่ก็ยืนยันแล้ว่า วันนี้ไม่มีโลกใบเดิม ความเป็นบ้านดีเมืองดีของเรา จะถูกปรับเปลี่ยนไป ใครที่วางแผนการเงินมาน่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี เพราะการมีภูมิคุ้มกัน ที่ใช้ชีวิตแบบมีสำรอง มีการสร้าง passive income มาอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยที่นำไปสู่ความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน
ในตอนท้าย ดร.สันติธาร ได้พูดถึงความรู้ในโลกยุคที่ไม่เหมือนเดิม ว่าความรู้เปรียบได้เหมือนกับของเหลว 3 สิ่ง ได้แก่
- ความรู้ที่เปรียบได้กับ “นม” ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีประโยชน์ แต่… มีวันมีหมดอายุ ขึ้นอยู่กับเวลา ยิ่งนานความสดความมีประโยชน์ค่อย ๆ ลดลง(ตามเวลาที่ผ่านไป) จะถูกทดแทนด้วยวิธีการที่รวดเร็ว อย่างเช่น AI ในปัจจุบันที่ลดขั้นตอนเวลาในการแสวงหา
- ความรู้ที่เกิดจากทักษะ จนเป็นความเชี่ยวชาญ เป็นความรู้ที่ผ่านการฝึกฝน สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็น Hard skill หรือ Soft skill เปรียบเหมือนกับสุรา ยิ่งบ่มนานยิ่งรสดี
- ความรู้ที่เปรียบเหมือนน้ำ ที่อยู่ในทุกสภาพ สามารถแปรเปลี่ยนรับการเปลี่ยนแปลงได้ เป็นความรู้ที่ค้นพบตัวเอง
การนำสิ่งที่ได้มามาพัฒนา สร้างการเรียนรู้ที่เรียกว่า “ต่อยอด” น่าจะเป็นความรู้ที่ใช้ได้กับยุคใหม่นี้ ทำให้นึกถึง “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งคือการนำข้อมูลที่ได้มานำมาพิจารณาอย่างละเอียด ถือว่าเป็น “กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง” ได้ สามารถสร้างปัญญาภายใน เป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
แม้แต่ความรู้ก็ไม่เหมือนเดิม เราไม่ใช้ AI ช่วยเราคิด แต่ช่วยให้เราหาความรู้ได้สะดวกขึ้น แต่การพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องกระบวนการที่ต้องทำได้ด้วยตนเอง ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี



