ประเทศไทยสร้างขยะราว 27 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณคนละ 1 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่สถานที่จัดการขยะกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ราว 95% ยังจัดการไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งการเทกองและการเผากลางแจ้ง ตัวเลขเหล่านี้ทำให้โจทย์ขยะของไทยไม่ได้อยู่แค่ว่าประชาชนจะแยกขยะมากขึ้นได้อย่างไร แต่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่การออกแบบสินค้า การเลือกใช้วัสดุ การบริโภค ไปจนถึงระบบเก็บกลับและการจัดการหลังใช้งาน
ชณัฐ วุฒิวิกัยการ หรือ ก้องกรีนกรีน Content Creator ช่อง KongGreenGreen กล่าวบนเวที “From Waste to Circular Economy พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ทางออกขยะล้นเมือง” ในงาน GCNT EXPO 2026 ว่า ปัญหาขยะของไทยมีทั้งเรื่องปริมาณและความหลากหลายของประเภทขยะ ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยพยายามลดและแยกขยะ แต่ระบบที่มีอยู่ยังไม่เอื้อให้ทำได้ง่าย ภาระจึงตกอยู่กับคนที่ต้องการจัดการขยะอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การคัดแยก เก็บไว้ในบ้าน ไปจนถึงนำไปส่งยังจุดรับด้วยตัวเอง
คนพร้อมแยกขยะแต่ระบบยังไม่พร้อม
คุณชณัฐ กล่าวว่า ความตั้งใจของประชาชนเห็นได้จากกลุ่มเฟซบุ๊ก แยกขยะกันเถอะ ซึ่งมีสมาชิกราว 75,000 คน และมีการพูดคุยเรื่องการแยกขยะกันทุกวัน แต่ปัญหาที่พบคือ คนที่ต้องการจัดการขยะให้ถูกต้องกลับต้องใช้ความพยายามสูง บางคนต้องเก็บขยะไว้ในบ้าน แบกไปส่งตามจุดรับ หรือเสียค่าขนส่งเอง โดยเฉพาะขยะกำพร้า ซึ่งเป็นขยะที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าและไม่มีผู้รับซื้อ แต่บางคนยังยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อส่งไปใช้เป็นพลังงานแทนการนำไปฝังกลบ
ปัญหาไม่ได้มีเฉพาะปริมาณขยะปีละ 27 ล้านตัน แต่ยังอยู่ที่ประเภทของขยะที่มีจำนวนมาก คุณชณัฐยกตัวอย่างแก้วพลาสติกสำหรับเครื่องดื่ม ซึ่งแต่ละร้านอาจเลือกใช้วัสดุต่างกันจนมีประมาณ 4-5 ประเภท บางชนิดรีไซเคิลได้และมีผู้รับซื้อ ขณะที่บางชนิดไม่มีผู้รับซื้อ ความแตกต่างของวัสดุทำให้กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลยุ่งยากขึ้น ทั้งที่บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกัน หากมีกติกากำหนดให้เลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ การจัดการหลังใช้งานก็จะง่ายขึ้น
เปลี่ยนจากใช้แล้วทิ้งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
แนวคิดของร่าง พ.ร.บ. การจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงไม่ได้เริ่มจากการหาวิธีกำจัดขยะที่ปลายทาง แต่ย้อนกลับไปจัดการตั้งแต่ต้นทาง คุณชณัฐอธิบายว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเดิมหรือ Linear Economy มีลักษณะตั้งแต่การขุดทรัพยากร นำมาผลิต ใช้งาน และทิ้ง การใช้ทรัพยากรจึงสร้างผลกระทบตั้งแต่ต้นทาง การผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน สินค้าก็กลายเป็นขยะที่ต้องจัดการต่อ
Circular Economy เปลี่ยนจากเส้นตรงมาเป็นการนำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนในระบบ เมื่อทรัพยากรถูกนำมาผลิตและผ่านกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาแล้ว การนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งช่วยลดความต้องการใช้ทรัพยากรใหม่และลดขยะที่ปลายทาง การขายขยะที่แยกแล้วเพื่อนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการนำทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบ
ด้วยเหตุนี้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่กฎหมายที่มุ่งแก้ขยะเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองเฉพาะขยะที่ปลายทาง ทางเลือกอาจเหลือเพียงการสร้างโรงไฟฟ้าขยะหรือการเผา แต่หัวใจของเศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ที่การทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด และลดปัญหาก่อนที่ทรัพยากรเหล่านั้นจะกลายเป็นขยะ
Eco Design ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง
หนึ่งในแนวทางที่คุณชณัฐกล่าวถึงคือ Eco Design ซึ่งนำเรื่องการจัดการหลังใช้งานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบผลิตภัณฑ์ หากรู้ว่าวัสดุบางประเภทไม่มีระบบเก็บกลับหรือรีไซเคิลได้ยาก กติกาสามารถเข้ามากำหนดตั้งแต่การผลิต เช่น ขวดพลาสติกควรใช้วัสดุแบบใด ไม่ใส่สีหรือสกรีนสิ่งที่ทำให้กระบวนการรีไซเคิลยากขึ้น
คุณชณัฐยกตัวอย่างเกาหลีที่มีการนำฉลากออกจากบรรจุภัณฑ์บางประเภท เนื่องจากฉลากเป็นส่วนประกอบที่ทำให้การรีไซเคิลมีปัญหา รวมถึงบางประเทศที่มีกฎหมายควบคุมการใช้วัสดุห่อหุ้มสินค้ามากเกินความจำเป็น แนวทางเหล่านี้ทำให้การลดขยะไม่ได้เริ่มเมื่อผู้บริโภคทิ้งสินค้า แต่เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิตตัดสินใจว่าจะออกแบบและเลือกใช้วัสดุอย่างไร
Right to Repair ยืดอายุสินค้าลดการซื้อใหม่
การหมุนเวียนทรัพยากรไม่ได้หมายถึงการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยืดอายุการใช้งานของสินค้า คุณชณัฐยกตัวอย่างโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ที่เสียแล้ว เมื่อนำกลับไปซ่อม ผู้บริโภคอาจได้รับคำแนะนำว่าซื้อใหม่คุ้มกว่าซ่อม ทั้งที่ตัวสินค้ายังอาจใช้งานต่อได้หากสามารถซ่อมแซมได้ในต้นทุนที่เหมาะสม
ในหลายประเทศที่มีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงมีแนวคิด Right to Repair หรือสิทธิในการซ่อม โดยผู้ผลิตต้องมีมาตรการรับประกันและจัดเตรียมอะไหล่ในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกในการซ่อมและใช้งานสินค้าต่อ แทนที่จะต้องซื้อใหม่เมื่อสินค้าเกิดปัญหา ซึ่งนอกจากช่วยลดการใช้ทรัพยากรแล้วยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย
สร้างระบบให้การรักษ์โลกง่ายขึ้น
คุณชณัฐกล่าวว่า หากมีระบบรองรับ การรักษ์โลกไม่ควรเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องเสียสละหรือใช้ความพยายามมากกว่าปกติ เขายกตัวอย่างระบบคืนบรรจุภัณฑ์ในฟินแลนด์ เมื่อซื้อเครื่องดื่ม ผู้บริโภคจะจ่ายเงินส่วนหนึ่งเป็นมูลค่าของบรรจุภัณฑ์ หลังดื่มหมดสามารถนำขวดหรือกระป๋องกลับไปคืนผ่านตู้อัตโนมัติ และได้รับมูลค่าของบรรจุภัณฑ์กลับมาเป็นตั๋วสำหรับใช้ซื้อสินค้าต่อได้
ระบบดังกล่าวทำให้ขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม และขวดพลาสติกสำหรับเครื่องดื่มถูกเก็บกลับได้ประมาณ 90% ตามข้อมูลที่คุณชณัฐนำมาเล่า ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การมีระบบรองรับให้ผู้บริโภคสามารถนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบได้สะดวก ไม่ต้องพึ่งความตั้งใจของแต่ละคนเพียงอย่างเดียว
กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียนหนุนธุรกิจปรับตัว
ภาคธุรกิจเป็นอีกส่วนที่ต้องปรับตัวหากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่คุณชณัฐอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศในทันที ร่างกฎหมายกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะ SME ที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากกว่า พร้อมมีกลไกกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาสนับสนุน
กองทุนดังกล่าวจะช่วยภาคธุรกิจสร้างระบบเก็บกลับ รวมถึงลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ คุณชณัฐยกตัวอย่างเศษผ้าจากโรงงานที่สามารถนำกลับมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ แต่กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนทั้งเทคโนโลยีและความรู้ กองทุนจึงถูกออกแบบมาเป็นกลไกช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ทรัพยากรหมุนเวียนได้
ธุรกิจที่ยังใช้ทรัพยากรใหม่ในรูปแบบเดิมอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบจะสนับสนุนให้วัสดุหมุนเวียนหาได้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง และมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เป็นเพียงภาระด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ
ค่าพลาสติกใช้ครั้งเดียวเข้ากองทุนหมุนเวียน
คุณชณัฐยกตัวอย่างพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งในหลายประเทศผู้บริโภคยอมรับการจ่ายค่าถุงพลาสติกเพราะเป็นกติกาที่ใช้กับทุกคน แต่เมื่อร้านค้าในไทยเรียกเก็บค่าถุง ผู้บริโภคอาจตั้งคำถามว่าเงินดังกล่าวกลายเป็นรายได้ของร้านค้าหรือไม่
ตามแนวคิดของร่างกฎหมาย เงินจาก Single Use Plastic จะเข้าสู่กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ได้เข้าสู่กระเป๋าของร้านค้าแต่ละราย และเงินกองทุนจะถูกนำกลับมาใช้สร้างระบบเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจหมุนเวียนทรัพยากรได้มากขึ้น เมื่อร้านค้าทั้งหมดอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ก็ลดปัญหาที่ร้านหนึ่งแจกถุงเพื่อดึงลูกค้า ขณะที่อีกร้านต้องรับภาระจากการพยายามลดพลาสติก ทุกฝ่ายจึงแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน
Circular Economy เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจไทย
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย คุณชณัฐกล่าวถึงกฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์ PPWR ของยุโรป ซึ่งจะมีผลต่อสินค้าที่ส่งเข้าไปจำหน่าย หากสินค้าจากไทยยังใช้วัสดุที่ไม่ยั่งยืน หมุนเวียนได้ยาก หรือใช้บรรจุภัณฑ์มากเกินความจำเป็น ผู้ส่งออกอาจเผชิญอุปสรรคทางการค้ามากขึ้น
เมื่อมีกฎหมายภายในประเทศ ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แบรนด์ และผู้ส่งออกก็จะมีทิศทางในการปรับตัวร่วมกัน วัสดุที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกลดการใช้ลง และบรรจุภัณฑ์จะต้องคำนึงถึงการหมุนเวียนทรัพยากรมากขึ้น การจัดการทรัพยากรยังเชื่อมโยงกับเรื่องคาร์บอนและเป้าหมาย Net Zero ซึ่งคุณชณัฐตั้งคำถามว่า หากไทยยังไม่สามารถหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ได้ จะเดินไปถึงเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างไร
คุณชณัฐสรุปแนวคิดของร่างกฎหมายไว้สามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจไทยทันโลก คุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ในด้านผู้บริโภค นอกจากสิทธิในการซ่อมแล้ว ยังรวมถึงการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น ทำจากวัสดุอะไร มีวัสดุรีไซเคิลกี่เปอร์เซ็นต์ สามารถจัดการหลังใช้งานได้หรือไม่ และมีสารเคมีอะไรเกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น
กว่า 20,000 รายชื่อดันกฎหมายเข้าสภา

สถานะของร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนในช่วงที่คุณชณัฐให้ข้อมูล มีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนมากกว่า 20,000 รายชื่อ เกินเกณฑ์ 10,000 รายชื่อที่ใช้ในการเสนอกฎหมาย โดยเครือข่ายได้รวบรวมรายชื่อและส่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณารายละเอียดและผลกระทบของกฎหมาย
คุณชณัฐกล่าวว่า ภาคประชาชนยังต้องติดตามกระบวนการต่อจากนี้ ทั้งในแง่ระยะเวลาการพิจารณาและเนื้อหาของร่างกฎหมายว่าจะยังคงเครื่องมือและกลไกสำคัญไว้หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะผ่านกระบวนการพิจารณา พร้อมยกกรณี พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้งเป็นตัวอย่าง
หาก พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นจริง คุณชณัฐมองว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครรักษ์โลกมากกว่า หรือใครยอมเสียสละมากกว่า เพราะทุกคนจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ตั้งแต่การซื้อ การใช้ การซ่อม ไปจนถึงการทิ้งอย่างถูกวิธี ส่วนภาคธุรกิจก็มีกรอบเดียวกันในการแข่งขันและมีช่วงเวลาในการปรับตัว
โจทย์ของเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ได้อยู่ที่การหาวิธีกำจัดขยะ 27 ล้านตันหลังจากขยะเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ต้องลดปัญหาตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ ทำให้สินค้าถูกใช้งานได้นานขึ้น และสร้างระบบนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เมื่อผู้ผลิต ธุรกิจ ผู้บริโภค และระบบจัดการขยะอยู่ภายใต้กติกาที่เชื่อมโยงกัน การแยกขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าก็มีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดไปให้ประชาชนเป็นผู้จัดการด้วยตัวเอง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Transition Finance ปลดล็อกเงินทุน พาอุตสาหกรรมไทยสู่การเปลี่ยนผ่าน
Nature Positive ทางรอดไทย ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจและปากท้อง



