ธุรกิจค้าปลีกอาจไม่ได้เป็นภาคธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ทำให้ค้าปลีกมีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของตัวเอง เพราะทุกวันที่สินค้าจากผู้ผลิตเดินทางผ่านร้านค้าก่อนถึงมือผู้บริโภค ยังมีทั้งอาหาร บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ และวัสดุอีกหลายประเภทที่สามารถกลายเป็นของเสีย หรือถูกนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้
ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) และรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวในปาฐกถาหัวข้อ “From Waste to Wealth: Rethinking the Entire Supply Chain จากของเสีย สู่การสร้างคุณค่าตลอดห่วงโซ่” ในงาน GCNT EXPO 2026 ว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 386 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามข้อมูลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในจำนวนนี้ ภาคค้าปลีกและพาณิชยกรรมมีสัดส่วนประมาณ 2-6% แต่ความสำคัญของค้าปลีกอยู่ที่การเชื่อมผู้ผลิตจำนวนมากเข้ากับผู้บริโภค โดยเฉพาะแม็คโครและโลตัสที่มีผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้ารวมประมาณ 40 ล้านราย
โครงสร้างดังกล่าวทำให้การลดก๊าซเรือนกระจกของค้าปลีกไม่สามารถมองเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสาขาได้ เพราะประมาณ 96% ของก๊าซเรือนกระจกในระบบของธุรกิจค้าปลีกอยู่ใน Scope 3 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสินค้าที่ซื้อเข้ามาจำหน่าย ทั้งการใช้พลังงานและกระบวนการผลิตของผู้ผลิตต้นทาง ขณะที่การดำเนินงานของค้าปลีกเองยังเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้า สารทำความเย็น และการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า
ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ก่อนกลายเป็นของเสีย
โจทย์สำคัญของค้าปลีกจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะจัดการขยะอย่างไรเมื่อเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขยะได้อย่างไร ซีพี แอ็กซ์ตร้า นำแนวคิด Zero Waste to Landfill มาใช้กับการจัดการขยะอาหาร พลาสติก และวัสดุอื่น โดยวางหลักการทำงานไว้ 3 เรื่อง คือ Measure ต้องรู้ว่าขยะทุกกิโลกรัมมาจากไหน เป็นขยะประเภทใดและไปที่ไหน Prevent ป้องกันไม่ให้เกิดขยะตั้งแต่ต้น และ Divert เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องหาทางไม่ให้ขยะเดินทางไปสู่หลุมฝังกลบ
หลักคิดดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งกับขยะอาหาร เพราะขยะอาหาร 1 ตันสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 700 กิโลกรัม การป้องกันอาหารไม่ให้กลายเป็นขยะจึงอยู่บนสุดของพีระมิดหัวกลับในการจัดการขยะ ก่อนจะพิจารณาการส่งต่ออาหารส่วนเกินไปให้คน การนำไปเป็นอาหารสัตว์ หรือใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น โดยมีเป้าหมายให้ส่วนที่ต้องนำไปฝังกลบเหลือน้อยที่สุด
การป้องกันเริ่มตั้งแต่การรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ได้นานขึ้น ซีพี แอ็กซ์ตร้า ใช้ถุงหายใจได้กับผักสดเพื่อช่วยเรื่องการคายน้ำและลดการเน่าเสีย ใช้ Skin Pack ซึ่งเป็นการห่อแบบสุญญากาศเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจนและช่วยยืดอายุสินค้า รวมถึงพัฒนากล่องสำหรับผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อลดความเสียหายจากการกระแทก การช้ำ และการแกะชิมที่ทำให้สินค้าไม่สามารถจำหน่ายต่อได้
อีกเครื่องมือคือ Demand Forecast System ซึ่งนำข้อมูลยอดขายในอดีต โปรโมชัน เทศกาล และสภาพอากาศมาช่วยคำนวณว่าควรสั่งสินค้าเข้าสาขามากน้อยเพียงใด หากมีโปรโมชันหรือเทศกาล ปริมาณสินค้าที่ต้องเตรียมย่อมแตกต่างจากวันปกติ เช่นเดียวกับช่วงฝนตกหรือน้ำท่วมที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อ การสั่งสินค้าให้ใกล้เคียงกับความต้องการจริงจึงลดโอกาสเกิดอาหารส่วนเกิน และในเวลาเดียวกันยังช่วยเรื่องประสิทธิภาพและต้นทุนของธุรกิจ
ส่งต่ออาหารส่วนเกินก่อนกลายเป็นขยะ

แม้บริหารการสั่งสินค้าและยืดอายุสินค้าแล้ว ยังคงมีอาหารบางส่วนเหลือจากการจำหน่าย คุณศิริพรเน้นว่าอาหารที่ยังมีคุณภาพดีและยังไม่หมดอายุยังไม่ใช่ขยะ แต่สามารถส่งต่อให้คนบริโภคได้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า จึงดำเนินโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” เชื่อมสาขาเข้ากับชุมชน เพื่อให้อาหารส่วนเกินถูกนำไปใช้ประโยชน์แทนการปล่อยให้กลายเป็นขยะ
โครงการเปิดช่องทางผ่าน LINE ให้ชุมชนตรวจสอบอาหารส่วนเกินจากสาขาแม็คโครใกล้บ้าน และประสานหัวหน้าชุมชนมารับอาหารไปปรุงเป็นมื้ออาหาร ก่อนแจกจ่ายให้คนในพื้นที่ ส่วนอาหารที่ไม่สามารถนำมาบริโภคได้แล้ว ยังสามารถส่งต่อไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น เป็นอาหารสัตว์ในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ หรือส่งให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงปลาและแมลงโปรตีน BSF ช่วยลดปริมาณขยะพร้อมกับลดต้นทุนบางส่วนให้เกษตรกร
แนวคิดเดียวกันถูกนำมาใช้กับวัสดุอื่นภายในสาขา กระดาษลังถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นกล่องพัสดุ ฟิล์มแรปที่ใช้พันลังสินค้าถูกนำไปผลิตเป็นถุงขยะและกลับมาจำหน่ายในแม็คโครและโลตัสอีกครั้ง ส่วนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ถูกนำไปใช้เป็นวัสดุผลิตพลังงานไฟฟ้า ทำให้การจัดการขยะไม่ได้จบลงที่การนำของเสียออกจากสาขา แต่พยายามหาทางให้วัสดุแต่ละประเภทกลับเข้าสู่การใช้ประโยชน์อีกครั้ง
ดึงพลาสติกกลับมาใช้ สร้างวงจรใหม่จากขวดใช้แล้ว
สำหรับขวดพลาสติก ซีพี แอ็กซ์ตร้า ขยายการรับคืนออกจากพื้นที่สาขาไปยังโรงเรียนและชุมชน ผ่านจุดรับคืนและโครงการ “พลาสติกคืนค่า” รวมถึงติดตั้ง Reverse Vending Machine ในหลายสาขา ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำขวดพลาสติกมาคืนและรับคะแนนโลตัสกลับไปได้
ปีนี้ทีมงานขยายโครงการไปยังคอนโดมิเนียม 40 แห่ง และมีแอปพลิเคชันพลาสติกคืนค่าใช้ติดตามการเก็บรวบรวม ปัจจุบันรวบรวมขวดพลาสติกได้แล้ว 6.9 ล้านขวด เพื่อนำกลับไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนหนึ่งถูกนำไปผลิตเป็นเสื้อนักเรียนและเสื้อสะท้อนแสงสำหรับพนักงานกวาดขยะของกรุงเทพมหานคร ขณะที่การทำงานร่วมกับโรงเรียนในต่างจังหวัดใช้กิจกรรมเก็บขวด 60 ขวดแลกถุงเท้า 1 คู่ต่อเดือน เพื่อชวนเด็กและครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บขวดกลับเข้าสู่ระบบ
เป้าหมายของปีนี้คือเพิ่มจุดรับคืนให้ถึง 1,000 จุด จากปัจจุบันที่มีแล้ว 830 จุด การขยายพื้นที่รับคืนจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มจำนวนถังหรือเครื่องรับขวด เพราะเป็นการพยายามดึงวัสดุที่ยังมีมูลค่ากลับเข้าสู่ระบบ ก่อนจะถูกทิ้งและสูญเสียโอกาสในการนำกลับมาใช้ใหม่
เปลี่ยนน้ำมันใช้แล้วจากค้าปลีกสู่เชื้อเพลิง SAF
การสร้างคุณค่าจากของเสียไม่ได้จำกัดอยู่ภายในอุตสาหกรรมค้าปลีก ซีพี แอ็กซ์ตร้า เริ่มทำงานข้ามอุตสาหกรรมร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท โกลบอล กรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นำน้ำมันพืชใช้แล้วจากบริการทอดปลาและเฟรนช์ฟรายส์ของโลตัสไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF)
จากเดิมที่น้ำมันใช้แล้วต้องถูกขายต่อหรือกลายเป็นภาระในการจัดการ ของเสียจากกิจกรรมหนึ่งจึงกลายเป็นวัตถุดิบของอีกอุตสาหกรรม ช่วยให้ค้าปลีกลดภาระการกำจัด ขณะที่ภาคปิโตรเคมีสามารถนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงสำหรับอุตสาหกรรมการบิน นอกจากนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังอยู่ระหว่างทดลองนำวัตถุดิบจากน้ำมันพืชใช้แล้วไปพัฒนาเป็นพลาสติกชีวภาพ แต่ยังไม่ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์
ผลจากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ทำให้ซีพี แอ็กซ์ตร้า ลดขยะที่ต้องส่งไปหลุมฝังกลบได้มากกว่า 75,000 ตัน ทั้งขยะอาหาร ขยะรีไซเคิลจากการดำเนินงานภายในสาขา และวัสดุที่เก็บกลับมาจากชุมชน
ขยายโมเดลจาก 2,600 สู่เครือข่ายค้าปลีกกว่า 20,000 สาขา
ก้าวต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่แม็คโครและโลตัสประมาณ 2,600 สาขาเท่านั้น เมื่อคุณศิริพรเปลี่ยนบทบาทจากตัวแทนซีพี แอ็กซ์ตร้า มาอยู่ในฐานะรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย โจทย์คือการขยายการทำงานไปยังเครือข่ายค้าปลีกกว่า 20,000 สาขาทั่วประเทศ เพราะหากแต่ละห้างดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมขยายออกไปได้ในทุกจังหวัด
กรอบการทำงานร่วมกันของภาคค้าปลีกครอบคลุม 5 ด้าน ตั้งแต่การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านโซลาร์รูฟ การเปลี่ยนสารทำความเย็นไปสู่ประเภทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง การพัฒนาการจัดส่งสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะอาหารตามหลักพีระมิดหัวกลับ และการรับคืนบรรจุภัณฑ์เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียน
หัวใจของ From Waste to Wealth จึงไม่ได้อยู่ที่การหาวิธีกำจัดของเสียให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การไม่ปล่อยให้สิ่งที่ยังมีคุณค่ากลายเป็นขยะตั้งแต่แรก ตั้งแต่สั่งสินค้าให้พอดี ยืดอายุอาหาร ส่งต่ออาหารส่วนเกิน นำวัสดุกลับมารีไซเคิล ไปจนถึงการเชื่อมของเสียจากค้าปลีกเข้ากับอุตสาหกรรมอื่น เมื่อค้าปลีกอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตจำนวนมากกับผู้บริโภคจำนวนมหาศาล การขยับจาก Waste ไปสู่ Wealth จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เฉพาะหลังร้านหรือหน้าร้านของธุรกิจค้าปลีก
Meta Description
PPWR เปลี่ยนเกมบรรจุภัณฑ์เปิดโอกาส SME ไทยในตลาด EU
Unilever ปิดวงจรทรัพยากร สร้างคุณค่าใหม่ด้วย Circular Economy
SC Grand พลิกขยะสิ่งทอ ปักหมุด Circular Textile อาเซียน



