โลกธุรกิจปี 2569 กำลังเผชิญ “จุดหักศอก” ครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ยกระดับจากเครื่องมืออำนวยความสะดวกสู่เดิมพันทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระดับชาติ ท่ามกลางภาวะล้มละลายทางทรัพยากรที่บีบคั้นให้ภาคธุรกิจต้องเร่งสร้างผลกำไรที่จับต้องได้จริง
เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) สะท้อนทิศทางอนาคตบนเวที Future Trends Ahead Summit 2026 ภายหลังเข้าร่วมประชุม World Economic Forum โดยระบุว่า สถานการณ์นี้นับเป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกต้องเร่งสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (AI Sovereignty) เพื่อหลุดพ้นจากการเป็นผู้ตาม ก่อนที่ระบบเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ในปี 2030 ซึ่งจะเป็นจุดตัดสินชะตากรรมระหว่างผู้กำหนดเกมและผู้ตามในระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่นี้
–เมื่อการศึกษาเปลี่ยนชีวิต ….. “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล จะใช้ชีวิตนี้เพื่อเปลี่ยนการศึกษาของประเทศ
จากเทคโนโลยี สู่วาระภูมิรัฐศาสตร์ และอธิปไตยทางดิจิทัล
มุมมองต่อปัญญาประดิษฐ์ในปี 2569 ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค หรือซอฟต์แวร์อำนวยความสะดวกไปอย่างสิ้นเชิง สถานะของ AI ในปัจจุบันได้ยกระดับขึ้นเป็นเดิมพันทางเศรษฐกิจและหมากตัวสำคัญบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนชัดเจนผ่านวงสนทนาระดับสูงในงาน World Economic Forum โดยเฉพาะในวงดินเนอร์ปิดลับของกลุ่มประธานบริษัทชั้นนำระดับโลกที่เผยภาพความจริงอันน่าตระหนักว่า ยุโรปและนานาประเทศกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเลือกข้างหรือพึ่งพาระหว่างสองขั้วอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน
สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้เกิดแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยทาง AI” (AI Sovereignty) หรือเอกราชทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นวาระเร่งด่วน ผู้นำองค์กรระดับโลกต่างเห็นพ้องว่าภูมิภาคยุโรปจำเป็นต้องผนึกกำลังกันสร้างระบอบประชาธิปไตยทาง AI ของตนเองขึ้นมา โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโมเดลภาษาเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การผลิตชิปประมวลผล ไปจนถึงความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อปลดแอกตนเองจากการเป็นเพียงผู้ตาม และสร้างเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำในชาติมหาอำนาจ
ความน่ากังวลที่สุดสำหรับประเทศที่ไม่สามารถยืนหยัดด้วยขาของตนเองในสมรภูมินี้ คือการตกอยู่ในสถานะ “ผู้บริโภค” หรือเลวร้ายกว่านั้นคือการเป็น “ทาสทางดิจิทัล” ที่ต้องคอยจ่ายเงินซื้อบริการปัญญาประดิษฐ์จากต่างชาติเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปวันต่อวันโดยไร้อำนาจต่อรอง แม้จะมีการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้เข้ามาสร้างฐานข้อมูล (Data Center) ขนาดมหึมาที่กินพื้นที่เทียบเท่าสนามฟุตบอล 13 สนาม แต่ในความเป็นจริงกลับสร้างการจ้างงานได้เพียง 20 ตำแหน่ง ซึ่งแทบไม่ได้ส่งผลกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ หรือสร้างทักษะขั้นสูงให้กับแรงงานในประเทศอย่างที่คาดหวัง
ดังนั้น AI จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางธุรกิจแต่คือ สินทรัพย์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Asset & Security) การหารือในระดับนโยบายจึงต้องขยายขอบเขตจากการพูดคุยเรื่องประสิทธิภาพทางเทคนิค ไปสู่การวางยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรักษาเอกราชทางดิจิทัล เพราะหากปราศจากการวางรากฐานเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่หลั่งไหลเข้ามาอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาคอขวดชั่วคราว แต่ปลายทางคือการสูญเสียความสามารถในการกำหนดชะตากรรมของตนเองในระยะยาว
วิกฤติทรัพยากรและคอขวดของการพัฒนา: เมื่อโลกเผชิญภาวะล้มละลายทางทรัพยากร

ภายใต้ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ภาวะล้มละลายทางทรัพยากร” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทรัพยากรพื้นฐานสำคัญเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ข้อมูล (Data) ที่ดิน (Land) พลังงาน (Energy) และน้ำ (Water) รวมถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดชะตากรรมของการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต
คอขวดของการพัฒนา AI ในปัจจุบันได้เคลื่อนย้ายจากขั้นตอนการฝึกฝนโมเดล (Training) ไปสู่ข้อจำกัดด้าน “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) อย่างเต็มรูปแบบ แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 4.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หลั่งไหลเข้าสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แต่โลกกลับต้องเผชิญกับ “ช่องว่างทางพลังงาน” (Power Gap) ขนาดใหญ่ถึง 117 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้ามหาศาลเทียบเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ใช้หล่อเลี้ยงครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาได้ถึง 30 ล้านครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการพลังงานของ AI นั้นสูงเกินกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างน่าตกใจ
วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงทรัพยากร “น้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในระบบระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูล การแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกับภาคประชาชนเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางทรัพยากรที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม ด้วยเหตุนี้ การหารือเรื่อง AI จึงไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงมิติทางเทคโนโลยี การเพิ่มทักษะแรงงาน หรือการแย่งงานมนุษย์ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” (National Agenda) ที่ภาครัฐต้องเข้ามากำหนดนโยบายจัดสรรทรัพยากรระดับมหภาค เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงทางทรัพยากรของประเทศในระยะยาว
ปีแห่งการวัดผลสัมฤทธิ์และความจริงจังทางธุรกิจ: หมดเวลาฮันนีมูนเข้าสู่ยุคแห่งวินัยทางมูลค่า
ปี 2026 ถูกประกาศให้เป็นจุดสิ้นสุดของยุคแห่งการทดลองหรือช่วงเวลา “ฮันนีมูน” ของปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นทางการ และก้าวเข้าสู่ปีแห่งการวัดประสิทธิภาพ (Efficiency) และวินัยทางมูลค่า (Value Discipline) อย่างเต็มตัว
ในช่วงปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากตื่นตัวกับการนำ AI เข้ามาทดลองใช้ แต่สถิติจากผู้นำด้านไอทีทั่วโลกกว่า 74% กลับสะท้อนความจริงอันน่ากังวลว่า ต้นทุนที่ใช้ไปกับ AI นั้นสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับกลับมา สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายเทคโนโลยี (CIO) และฝ่ายการเงิน (CFO) ที่ต้องหันมาจับเข่าคุยกันด้วยตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่จับต้องได้จริง หากโครงการใดไม่สามารถพิสูจน์ความคุ้มค่าได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ตำแหน่งเก้าอี้ของผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีอาจเริ่มสั่นคลอน
ความท้าทายที่ซ่อนอยู่ใต้พรมคือ “ต้นทุนแฝง” (Cost Overrun) ที่มักถูกมองข้ามการลงทุนเริ่มแรกในการติดตั้งระบบอาจดูเหมือนมีมูลค่าชัดเจน แต่สิ่งที่ตามมาคือภาระค่าใช้จ่ายจากระบบมรดกเดิม (Legacy Systems) และหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่พัวพันจนยากจะสาง นอกจากนี้ ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของโมเดล AI ยังทำให้กลยุทธ์การเลือกใช้เทคโนโลยีต้องปรับเปลี่ยนไป
องค์กรไม่ควร “แต่งงาน” ผูกขาดกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่ควรบริหารความสัมพันธ์แบบ “One Night Stand” หรือการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานั้น ๆ เนื่องจากโมเดลใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและราคาถูกกว่าพร้อมจะเปิดตัวออกมาทดแทนของเดิมได้ตลอดเวลา
มาตรวัดความสำเร็จของธุรกิจยุคใหม่จึงต้องถูกเขียนขึ้นใหม่ แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการอัดฉีดทรัพยากรคนจำนวนมากหรือ Blitzscaling ได้กลายเป็นอดีต บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างแท้จริง (AI Native Company) สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยใช้พนักงานเพียง 100 คน ในการสร้างรายได้ประจำถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 3 ปีครึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงผลิตภาพต่อหัวที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน องค์กรที่ยังยึดติดกับโครงสร้างการทำงานแบบเดิมอาจพบว่าตนเองกำลังวิ่งตามหลังคู่แข่งที่ตัวเบากว่าแต่ทรงพลังกว่าในสนามแข่งขันที่ตัดสินกันด้วย “การบริหารจัดการคุณค่าจาก AI” (AI Value Management)
ก้าวต่อไปสู่ World Model และความเสี่ยงที่ต้องควบคุม: เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มเข้าใจโลกและกายวิภาคของมนุษย์
ยุคสมัยแห่งการแข่งขันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่เคยเป็นสมรภูมิหลักของโลกเทคโนโลยีได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว โลกกำลังก้าวเข้าสู่พรมแดนใหม่ที่เรียกว่า “World Model” ซึ่งเป็นหัวข้อสนทนาหลักในเวที World Economic Forum ครั้งล่าสุด ความเปลี่ยนแปลงนี้เปรียบเสมือนวิวัฒนาการของเด็กเล็กที่เติบโตขึ้น จากเดิมที่รับรู้เพียงแค่การมีอยู่ของแม่ เริ่มพัฒนาไปสู่การคลานออกไปสัมผัสสภาพแวดล้อมและเรียนรู้ที่จะปฏิสัมพันธ์กับโลกความจริง ปัญญาประดิษฐ์ในยุค World Model จะไม่ได้มีความเข้าใจเพียงแค่ตัวอักษรหรือไวยากรณ์ แต่จะเข้าใจกฎเกณฑ์ทางกายภาพและบริบทของโลกเสมือนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ในโรงงานที่เข้าใจสภาพแวดล้อมการผลิต หรือรถยนต์ไร้คนขับที่ประเมินสภาพถนนและการจราจรได้อย่างแม่นยำ
นอกเหนือจากความเข้าใจในโลกกายภาพ อีกหนึ่งพรมแดนที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ “Large Human Model” หรือโมเดลจำลองร่างกายมนุษย์ซึ่งจะเป็นกุญแจดอกสำคัญในการปฏิวัติวงการแพทย์และสุขภาพหากปราศจากความเข้าใจในกลไกทางชีวภาพที่ซับซ้อนของมนุษย์ผ่านโมเดลนี้ การนำ AI มาใช้ในการรักษาพยาบาล (Healthcare) จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ความฉลาดล้ำที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงต่อโครงสร้างธุรกิจเดิม ปรากฏการณ์การล่มสลายของธุรกิจซอฟต์แวร์สำเร็จรูปกำลังก่อตัวขึ้นเมื่อขีดความสามารถในการเขียนโค้ดของ AI พัฒนาไปจนถึงจุดที่ทีมไอทีในองค์กรสามารถสร้างซอฟต์แวร์ใช้งานเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการสมัครสมาชิกรายเดือน (Subscription) จากผู้ให้บริการ SaaS อีกต่อไป สตาร์ตอัปยุคใหม่ที่เป็น AI Native จะเข้ามาแทนที่ระบบเดิมด้วยการสร้าง Tech Stack ของตนเองขึ้นมา ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ของผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม
ความเสี่ยงสูงสุดที่โลกต้องตระหนักไม่ใช่เพียงเรื่องธุรกิจ แต่คือ “การควบคุม” (Containment) เทคโนโลยีที่มีพลังอำนาจมหาศาล ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เปรียบเทียบได้กับระดับความอันตรายของ AI แต่โลกสามารถรอดพ้นจากสงครามนิวเคลียร์มาได้ด้วยความร่วมมือระดับนานาชาติในการจำกัดวงความเสียหาย ทว่าสำหรับ AI สถานการณ์กลับน่ากังวลยิ่งกว่า เพราะในขณะที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปสู่จุดที่อาจเหนือการควบคุมของมนุษย์ โลกกลับยังขาดความเป็นเอกภาพในการวางกรอบกำกับดูแล (Governance Framework) ร่วมกัน ความแตกแยกนี้คือรอยร้าวที่อันตรายที่สุด
ดังนั้น ภายในปี 2571การสร้างระบบธรรมาภิบาลและการนำแนวคิด Zero Trust มาใช้ จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขความอยู่รอดที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางดิจิทัลที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
–ข้อสรุปเรื่อง AI โดย ‘กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล’ จากเวที World Economic Forum 2024
ความหวังและการเตรียมพร้อมของมนุษย์
ในเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum บรรดาผู้นำประเทศและผู้บริหารองค์กรชั้นนำต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า “ความหวัง” (Hope) ของปี 2569 ถูกแทนที่ด้วยคำว่าปัญญาประดิษฐ์ แม้แต่ในวงสนทนาเฉพาะกิจที่มีบุคคลระดับโลกอย่าง สัตยานา เดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์ร่วมอยู่ด้วย ต่างก็ยอมรับตรงกันว่าเทคโนโลยีนี้คือความหวังในการแก้ไขปัญหาซับซ้อนที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ
อย่างไรก็ตาม ความหวังเพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนองค์กรหรือประเทศได้ กลยุทธ์ที่แท้จริงคือการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติเพื่อก้าวข้ามจากการเป็นผู้ถูกกระทำไปสู่การเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง มนุษย์จำเป็นต้องยกระดับตนเองให้เป็นนายเหนือเทคโนโลยี (Master of AI) เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้สามารถเป็นนายเหนือชะตาชีวิต (Master of Destiny) ของตนเองได้
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก คุณสมบัติสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์อยู่รอดได้ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบเลื่อนลอย แต่คือการเป็น “ผู้มองโลกในแง่ดีอย่างมีวิจารณญาณ” (Critical Optimist) ซึ่งหมายถึงการมองเห็นโอกาสในวิกฤตโดยมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงและการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ (Critical Thinking) แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่วิจารณญาณ (Judgment) และความสามารถ (Competence) ของมนุษย์ยังคงเป็นข้อได้เปรียบสูงสุดที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทดแทนได้ในปีนี้
ช่วงเวลานี้คือรอยต่อสำคัญก่อนที่โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคธุรกิจอัตโนมัติเต็มรูปแบบในปี 2570 บทบาทของมนุษย์จึงต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงส่วนหนึ่งในวงจร (Human in the loop) ไปสู่การเป็นผู้อยู่เหนือและกำกับดูแลวงจร (Human in and over the loop) เพื่อให้เท่าทันและเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นแสงสว่างแห่งความหวังของมนุษยชาติ แต่อนาคตของโลกใบนี้จะถูกกำหนดทิศทางโดยมนุษย์ และหวังว่าจะถูกกำหนดโดยผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
AIS เปิดตัว ‘AISpace’ ศูนย์รวม AI Ecosystem ในราคาที่จับต้องได้
TCCtech ชี้ทิศทางปี 69 สู่ ‘มหาสมุทรแห่งโอกาส’ รับคลื่นดิจิทัล-AI



