ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 16.91 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิผล
สินเชื่อในครึ่งปีแรกขยายตัวจากพอร์ตในประเทศและอาเซียน ตามยุทธศาสตร์ปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานซึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 6.0% ขณะที่พอร์ตลูกค้าในอาเซียนขยายตัว 5.1% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568
สรุปตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ ครึ่งแรกปี 2569
- กำไรสุทธิ จำนวน 16,912 ล้านบาท สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.8% หรือจำนวน 1,083 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล
- เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.4% หรือจำนวน 8,041 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ภายใต้ยุทธศาสตร์การขยายตัวของสินเชื่อปี 2569 ของธนาคาร การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศโดยเฉพาะธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และในภูมิภาคอาเซียน โดยพอร์ตสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าในอาเซียนเติบโต 6.0% และ 5.1% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 ตามลำดับ
- เงินรับฝาก ลดลง 2.8% หรือจำนวน 49,269 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของเงินฝากประจำที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะเงินฝากอายุไม่เกินหนึ่งปี ซึ่งถูกชดเชยผลบางส่วนจากการเติบโตของเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของธนาคารในการบริหารงบดุลและสภาพคล่องเชิงรุก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและลดต้นทุนทางการเงิน
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.60% จาก 4.14% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อ ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการรวมพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงของ TIDLOR และการเติบโตธุรกิจในอาเซียนที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงสะท้อนการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สอดคล้องกับภาวะตลาด
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 15.4% หรือจำนวน 3,667 ล้านบาท จากช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หนี้สูญรับคืน ซึ่งรวมถึงโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น
- อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 45.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยกรุงศรียังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
- อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นที่ 3.08% จาก 3.26%
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 236 เบสิสพอยท์ และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 137.9% - อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.20%
ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โตจำกัด คาดอยู่ที่ 1.9%
เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกเป็นไปตามยุทธศาสตร์ปี 2569 ที่เน้นการเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ การบริหารงบดุล การควบคุมค่าใช้จ่าย และการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
การเติบโตในประเทศนำโดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ขณะที่สินเชื่อในอาเซียนยังรักษาโมเมนตัมได้ดี ช่วยสนับสนุนผลประกอบการรวม สำหรับแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี มองว่าเศรษฐกิจไทยยังโตจำกัด แม้มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐระยะสั้น โดยเผชิญปัจจัยความเสี่ยง ได้แก่ ความผันผวนของราคาพลังงานในตะวันออกกลาง นโยบายการค้าสหรัฐฯ การชะลอตัวของการบริโภคหลังจบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ผลกระทบจากเอลนีโญ และปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงปรับประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.9% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรุงศรีมีสินทรัพย์รวม 2.59 ล้านล้านบาท เงินกองทุนรวม 332.60 พันล้านบาท (คิดเป็น 20.20% ของสินทรัพย์เสี่ยง) โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ 15.95%
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปิดตัว ‘Blu Green Token’ กรีนโทเคนแรกของไทย ระดมทุน 480 ล้านบาท ฟื้นฟูป่าชายเลน 1.7 หมื่นไร่
‘Cloud 11’ เมกะโปรเจกต์ 2 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยรับมือยุค AI



