Share on
×

Share

WaveScan ใช้ไมโครเวฟและ AI สแกนอาคาร 3 มิติตรวจความเสียหายในโครงสร้าง

WaveScan ใช้ไมโครเวฟและ AI สแกนอาคาร 3 มิติตรวจความเสียหายในโครงสร้าง

ความเสียหายของอาคารไม่ได้ปรากฏให้เห็นจากภายนอกเสมอไป ทั้งช่องว่างในคอนกรีต รอยร้าวภายใน และความเสื่อมสภาพของเหล็กเสริมอาจซ่อนอยู่ใต้พื้นผิว WaveScan บริษัทเทคโนโลยีจากสิงคโปร์ที่แยกตัวจาก A*STAR จึงพัฒนาระบบสแกนภาพ 3 มิติด้วยคลื่นไมโครเวฟและใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบโครงสร้างโดยไม่ต้องทำลาย ช่วยให้วิศวกรตรวจสอบคุณภาพการก่อสร้าง ประเมินความปลอดภัย และวางแผนซ่อมแซม บริษัทระบุว่าระบบมีความละเอียดเชิงพื้นที่ 3 มิลลิเมตร และมีความแม่นยำประมาณ 90% สำหรับการตรวจสภาพเหล็กเสริมและช่องว่างภายใน โดยความแม่นยำแตกต่างกันตามประเภทความเสียหายและลักษณะงานตรวจสอบ

Dr.Kush Agarwal ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Founder & CEO) ของ WaveScan อธิบายว่า การตรวจอาคารในปัจจุบันยังพึ่งพาการสำรวจด้วยสายตาหรือการถ่ายภาพความร้อนเป็นหลัก การตรวจสอบและซ่อมแซมจึงมักเริ่มจากความผิดปกติที่ปรากฏให้เห็นแล้ว ขณะที่อาคารซึ่งมีอายุการใช้งานมากขึ้นอาจเกิดรอยร้าว เหล็กเสริมเป็นสนิม และคอนกรีตกะเทาะ หากไม่ได้ตรวจสอบและแก้ไขอย่างทันท่วงที ความเสียหายเหล่านี้อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ เทคโนโลยีของบริษัทจึงมุ่งให้วิศวกรเห็นข้อมูลภายในโครงสร้าง เพื่อประเมินปัญหาและตัดสินใจซ่อมแซมได้ตั้งแต่ก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง

มองใต้ผิวคอนกรีต ตรวจทั้งคุณภาพก่อสร้างและความเสื่อมของอาคาร

ระบบของ WaveScan ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย โดยนำเครื่องสแกนไปวางบนผนังหรือพื้นผิวที่ต้องการตรวจ แล้วประมวลผลข้อมูลเป็นภาพ 3 มิติที่ดูแยกได้ทีละชั้น ภาพดังกล่าวช่วยให้เห็นเหล็กเสริม ช่องว่างระหว่างชั้นวัสดุ และรอยร้าวภายใน วิศวกรจึงนำข้อมูลไปประกอบการประเมินได้ทั้งสภาพความเสียหาย แนวทางซ่อมแซม และความสอดคล้องกับข้อกำหนดความปลอดภัยของอาคาร บทบาทของระบบจึงครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคุณภาพงานก่อสร้างก่อนส่งมอบ ไปจนถึงการติดตามความเสื่อมระหว่างใช้งาน

Agarwal เปรียบเทียบแนวทางนี้กับการใช้ภาพเอกซเรย์หรือซีทีสแกนตรวจร่างกาย ซึ่งความละเอียดของภาพมีผลต่อการมองเห็นวัตถุและความผิดปกติขนาดเล็ก บริษัทระบุว่าพัฒนาระบบสแกนมองทะลุที่มีความละเอียดระดับมิลลิเมตรเป็นรายแรกของโลก และมีความละเอียดเชิงพื้นที่ 3 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าระบบจะตรวจพบความเสียหายขนาด 3 มิลลิเมตรได้ทุกประเภท ส่วนความแม่นยำประมาณ 90% ที่บริษัทเปิดเผยเป็นผลสำหรับการตรวจสภาพเหล็กเสริมและช่องว่าง โดยการตรวจความเสียหายชนิดอื่นมีระดับความแม่นยำแตกต่างกันตามการใช้งานและความสม่ำเสมอของผลตรวจ

เหตุผลที่บริษัทเลือกใช้คลื่นไมโครเวฟ มาจากคุณสมบัติของคอนกรีต และข้อจำกัดของการตรวจอาคารที่มีคนใช้งาน Agarwal อธิบายว่า คลื่นแต่ละชนิดไม่ได้ผ่านคอนกรีตได้เหมือนกัน และการเลือกเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยควบคู่กับความแม่นยำ WaveScan จึงพัฒนาเซนเซอร์และเลือกย่านความถี่ให้เหมาะกับงานดังกล่าว โดยระบุว่าระบบผ่านการรับรอง CE รวมถึงการตรวจด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้าและรังสีแล้ว แต่การนำไปใช้ในแต่ละประเทศยังต้องพิจารณาข้อกำหนดท้องถิ่นด้วย เนื่องจากข้อกำหนดของไทยอาจไม่ตรงกับการรับรอง CE ทั้งหมด

ใช้หุ่นยนต์เก็บข้อมูลเชื่อมผลตรวจกับแบบจำลองอาคาร

เครื่องสแกนถูกออกแบบให้ใช้งานได้ทั้งแบบถือด้วยมือและติดตั้งบนหุ่นยนต์ เพื่อรองรับพื้นที่ตรวจสอบที่แตกต่างกัน เช่น หุ่นยนต์ไต่ผนังสำหรับตรวจภายนอกอาคาร หรือหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่บนหลังคา สำหรับการตรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบใช้ LiDAR และเซนเซอร์ระบุตำแหน่งเพื่อติดตามจุดที่เครื่องสแกนกำลังเก็บข้อมูล ก่อนนำผลสแกนมาเชื่อมต่อกันและเทียบกับแบบอาคารหรือผังชั้น ข้อมูลความผิดปกติที่พบจึงเชื่อมโยงกลับไปยังตำแหน่งจริงของอาคารได้ ช่วยให้วิศวกรระบุบริเวณที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมหรือซ่อมแซมได้ชัดเจนขึ้น

กระบวนการทำงานยังครอบคลุมการวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงาน และนำผลตรวจไปเชื่อมกับแบบจำลองสารสนเทศอาคาร หรือ BIM รวมถึงแบบจำลองดิจิทัลของอาคาร เพื่อเก็บข้อมูลสภาพโครงสร้างไว้ใช้ดูแลรักษาต่อเนื่อง บริษัทนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพด้วย โดยมุ่งลดต้นทุนการตรวจสอบ ลดภาระการใช้ผู้เชี่ยวชาญตีความข้อมูล และรองรับโครงการขนาดใหญ่ จุดสำคัญจึงอยู่ที่การนำข้อมูลจากการสแกนไปใช้ประกอบการตัดสินใจดูแลอาคารต่อ หลังจากเก็บภาพและวิเคราะห์ผลแล้ว

อย่างไรก็ตาม Agarwal มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะกล่าวถึงการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะอาคารจำนวนมากยังไม่มีข้อมูลโครงสร้างเพียงพอ ประโยชน์ที่ทำได้ในระยะนี้คือการตรวจพบปัญหาแต่เนิ่น ๆ และวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เมื่อมีการตรวจสอบและสะสมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จึงจะมีข้อมูลมากขึ้นสำหรับพัฒนาการดูแลอาคารในระยะยาว แนวทางดังกล่าวคล้ายกับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ เพื่อให้รู้ถึงความผิดปกติและตัดสินใจแก้ไขได้ทันเวลา

เริ่มตรวจตั้งแต่ส่งมอบ ติดตามต่อเมื่ออาคารมีอายุ

Agarwal เสนอว่า การตรวจสอบควรเริ่มตั้งแต่อาคารสร้างเสร็จ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบและมีผู้อยู่อาศัยเข้าใช้งาน จากนั้นจึงตรวจเป็นระยะเมื่ออาคารมีอายุมากขึ้น โดยยกตัวอย่างช่วงทุก 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี รวมถึงการตรวจเมื่อพบสัญญาณผิดปกติ เช่น รอยร้าวหลังแผ่นดินไหว เพื่อประเมินว่าสภาพโครงสร้างยังเหมาะกับการใช้งานหรือจำเป็นต้องซ่อมแก้ไข ขณะที่อาคารเก่าซึ่งกำลังจะปรับปรุงครั้งใหญ่ก็เป็นอีกช่วงที่ควรตรวจสภาพ เพื่อใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนซ่อมแซมและดูแลความปลอดภัย

การใช้งานที่ WaveScan พัฒนาครอบคลุมการตรวจปัญหาคอนกรีตกะเทาะ น้ำรั่ว สภาพเหล็กเสริม และส่วนภายนอกอาคาร โดยมีการนำระบบไปใช้กับอาคารที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงานผลิตในหลายประเทศแล้ว ส่วนในไทย บริษัทมีงานในนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และสถานประกอบการลักษณะใกล้เคียง แต่ยังไม่ได้ใช้ตรวจอาคารที่พักอาศัย ประสบการณ์ในแต่ละพื้นที่จึงเป็นการให้บริการตามประเภทอาคารและโจทย์ของลูกค้าที่แตกต่างกัน

เตรียมขยายสู่โครงการระดับประเทศและระดมทุน Series A

WaveScan ก่อตั้งในปี 2018 และเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2022 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจบริการครบกระบวนการ ตั้งแต่จัดหาเทคโนโลยี ลงพื้นที่ตรวจสอบ จัดทำรายงาน ไปจนถึงทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อวางแผนซ่อมแซม สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น ไทยและอินโดนีเซีย บริษัททำงานผ่านพันธมิตรท้องถิ่นที่อยู่ในธุรกิจตรวจสอบ ก่อสร้าง หรือซ่อมแซม โดยใช้รูปแบบบริการเดียวกัน ส่วนโครงการต่างประเทศที่ผ่านมาเป็นงานเฉพาะราย เช่น การตรวจอาคาร โรงงานผลิต หรือโรงงานน้ำมันและก๊าซ ตามความต้องการของลูกค้า

Agarwal ระบุว่าบริษัทมีรายได้ประมาณปีละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังเริ่มทำตลาด WaveScan ใช้เวลาเกือบ 4 ปีในการผ่านกระบวนการประเมินเทคโนโลยีของลูกค้าบางราย เนื่องจากผลตรวจและรายงานต้องสอดคล้องกับมาตรฐานระดับประเทศและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันบริษัทกำลังเตรียมขยายไปสู่โครงการระดับประเทศ และเริ่มกระบวนการระดมทุนรอบ Series A โดยวางเป้าหมายไว้ช่วงต้นปี 2027 หลังเคยระดมทุนรอบ Seed จำนวน 2 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 ทั้งนี้ เขามองว่าเซนเซอร์ที่พัฒนาขึ้นเอง ตลอดจนวิธีเก็บและประมวลผลข้อมูล เป็นความสามารถหลักที่ทำให้บริษัทตรวจวัดได้ละเอียดตามต้องการ

เป้าหมายระยะยาวของเทคโนโลยีนี้คือการช่วยยืดอายุใช้งานอาคารอย่างปลอดภัย Agarwal มองว่า หากเจ้าของอาคารรู้ว่าความเสียหายอยู่ตรงไหนและซ่อมได้ตรงจุด ก็มีโอกาสดูแลอาคารให้ใช้งานต่อได้ ลดความจำเป็นในการรื้อและสร้างใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคาร์บอนจากวัสดุและกระบวนการก่อสร้าง ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาคอนกรีตกะเทาะและน้ำรั่วยังช่วยดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยด้วย ข้อมูลจากการสแกนจึงต้องนำไปสู่การซ่อมแซมและบำรุงรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้การยืดอายุอาคารเกิดขึ้นควบคู่กับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

CRecTech เปลี่ยนก๊าซจากน้ำเสียโรงงานปาล์มเป็นไบโอเมทานอล รุกตลาดอินโดนีเซีย

The Robot Company ชูบริการหุ่นยนต์คิดเงินตามงานเตรียมขยายสู่สหรัฐฯ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar