เมื่อชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพียงเพื่อให้โปรแกรมทำงานได้ตามตรรกะทางวิศวกรรมอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ทลายกำแพงอุปสรรคในการใช้ชีวิตของผู้คน พร้อมทั้งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวก (Impact) ให้ขยายวงกว้างไปสู่สังคม นิยามใหม่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในปี 2025 จึงไม่ใช่เรื่องของความซับซ้อนทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่คือศิลปะในการทำความเข้าใจมนุษย์
บทสรุปนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากเวที LINE HACK 2025 การแข่งขัน Hackathon ครั้งที่ 6 ของ LINE ประเทศไทย ซึ่งเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นทิศทางใหม่ของวงการเทคโนโลยีไทย ที่ในปีนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการประชันความล้ำสมัยของนวัตกรรม แต่กลับให้คุณค่าสูงสุดกับการตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนภายใต้โจทย์ท้าทายแห่งยุคสมัย นั่นคือการหลอมรวมความสะดวกสบายในการเข้าถึงของ LINE MINI App เข้ากับความฉลาดล้ำของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI
กุญแจสู่ความสำเร็จในวันนี้ไม่ใช่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เข้าใจยากจนกลายเป็นกำแพงกั้นผู้ใช้งาน แต่คือความสามารถในการนำปัญญาประดิษฐ์มาผสานเข้ากับพฤติกรรมและวัฒนธรรมของคนไทยได้อย่างกลมกลืน ไร้รอยต่อ และแนบเนียนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์ใหม่ จากการเฟ้นหาบุคลากร สู่การสร้างผลกระทบที่จับต้องได้

วีระ เกษตรสิน รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี LINE ประเทศไทย ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการนี้มาอย่างยาวนาน ได้อธิบายถึงวิวัฒนาการของ LINE HACK ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวัตถุประสงค์การจัดงานที่สอดคล้องกับการเติบโตขององค์กรและบริบทของสังคมไทย หากย้อนกลับไปในปี 2016 ซึ่งเป็นปีแรกของการจัดงาน โจทย์หลักในขณะนั้นคือความต้องการเร่งด่วนในการค้นหาบุคลากรที่มีความสามารถหรือวิศวกรคอมพิวเตอร์ฝีมือดีในประเทศไทย เพื่อเข้ามาช่วยทีมงานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดไทย จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการเพียงกำลังคนเพื่อขยายทีมที่มีอยู่จำนวนจำกัด งานได้พัฒนาเข้าสู่ยุคต่อมาที่เน้นการค้นหาแนวทางแก้ปัญหาทางธุรกิจหรือไอเดียใหม่จากภายนอก เพื่อมาเติมเต็มบริการที่ทีมงานภายในอาจยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง
สำหรับปี 2025 นี้ วีระระบุว่าโจทย์ของการแข่งขันได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นสู่คำว่า Impact หรือการสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยทีมงานได้หารือและตกผลึกแนวคิดร่วมกันว่า การเปิดกว้างให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมที่ตนเองให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย แล้วนำเทคโนโลยีของ LINE เข้าไปประยุกต์ใช้ จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าการกำหนดโจทย์ทางธุรกิจแบบตายตัว
ความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญที่สุดในปีนี้คือการกำหนดกติกาให้ผู้เข้าแข่งขันต้องผสมผสานเทคโนโลยี LINE MINI App เข้ากับ AI ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่วางแผนมาเพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมของผู้ใช้งานชาวไทยโดยเฉพาะ
ประการแรกคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยปัจจุบันผู้คนเริ่มให้ความสนใจและเชื่อถือในคำตอบที่ได้รับจาก AI มากกว่ามนุษย์ การนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริการจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้งานยุคใหม่
ประการที่สองคือกำแพงของการติดตั้งแอปพลิเคชัน เนื่องจากคนไทยจำนวนมากไม่ต้องการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ให้สิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในอุปกรณ์ การใช้ LINE MINI App จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยทลายข้อจำกัดนี้ เพราะผู้ใช้งานเพียงแค่เปิดแอปพลิเคชัน LINE ก็สามารถเข้าถึงบริการได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งซ้ำซ้อน เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 56 ล้านคนได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด
“LINE HACK ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่เปรียบเสมือนพื้นที่ฉายแสง (Stage to Shine) ให้นักพัฒนาไทยได้แสดงศักยภาพ แม้ทีมที่ไม่ชนะรางวัลก็ยังมีโอกาสที่ผลงานจะไปเข้าตานักลงทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้โซลูชันเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในงานประกวด แต่สามารถถูกนำไปต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยได้จริง” คุณวีระกล่าว
Find Dee นวัตกรรมจัดระเบียบความรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์

ในประเภทนักเรียนและนักศึกษา ทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้แก่ ทีม Find Dee (ไฟน์ดี) ซึ่งพัฒนาโดย สิทธิพล คำดา หรือไฟลท์ และ รชตะ ประทีป ณ ถลาง หรือกาย สองนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
จุดเริ่มต้นของไอเดียนี้มาจากปัญหาพื้นฐานที่พบได้ทั่วไปในการเรียนและการทำงาน คือการส่งไฟล์เอกสารในกลุ่มไลน์ แล้วประสบปัญหาไฟล์หมดอายุเมื่อเวลาผ่านไป หรือการตั้งชื่อไฟล์ที่ไม่สื่อความหมาย ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถกลับมาค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ในภายหลัง
ทีม Find Dee ได้วิเคราะห์และตีโจทย์ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง โดยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมของตนเอง กล่าวคือไม่อยากดาวน์โหลดแอปพลิเคชันฝากไฟล์แยกต่างหาก หรือสมัครสมาชิกใหม่ที่มีความยุ่งยาก การสังเกตเห็นว่านอกจากแอปพลิเคชันธนาคารและโซเชียลมีเดียแล้ว แอปพลิเคชันอื่นแทบไม่ติดอันดับการใช้งาน ทำให้พวกเขามั่นใจว่าโซลูชันที่ดีที่สุดต้องฝังตัวอยู่ในแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้งานเป็นประจำอย่าง LINE พวกเขาจึงพัฒนาเครื่องมือที่ทำงานอยู่เบื้องหลังห้องแชทไลน์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความง่ายในการใช้งานของขุนทอง บอทหารค่าอาหารยอดนิยม และเลือกใช้คาแรคเตอร์กระรอกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีนิสัยชอบเก็บสะสมของมาเป็นตัวแทนของระบบ เพื่อสื่อถึงฟังก์ชันการเก็บรักษาไฟล์ที่มีประสิทธิภาพ โดยชื่อ Find Dee ยังพ้องเสียงกับคำว่า Find Dee หรือหาดี ซึ่งสื่อความหมายถึงความสามารถในการค้นหาข้อมูลที่แม่นยำ
กระบวนการทำงานของ Find Dee ออกแบบมาให้กลมกลืนกับการใช้งานปกติ ผู้ใช้งานเพียงแค่เชิญบอต Find Dee เข้าสู่กลุ่มไลน์และส่งไฟล์เข้าไปตามปกติ แต่สิ่งที่ทำงานอยู่เบื้องหลังคือระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งใช้โมเดล Gemini ทำหน้าที่เสมือนบรรณารักษ์ส่วนตัว ระบบจะทำการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาภายในไฟล์นั้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการเรียนหรือรายงานการประชุม จากนั้นจะทำการสรุปเนื้อหาสำคัญ เปลี่ยนชื่อไฟล์ที่อ่านยากให้เป็นชื่อที่เข้าใจง่าย และติดป้ายกำกับจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ความโดดเด่นของระบบนี้อยู่ที่ความสามารถในการค้นหาเชิงความหมาย (Semantic Search) ผ่านช่องค้นหาใน LINE MINI App ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์ค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น พิมพ์คำว่าเตรียมสอบ IELTS ระบบ AI ก็จะสามารถประมวลผลบริบทและดึงไฟล์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องมาแสดงผลได้ทันที แม้ชื่อไฟล์ต้นฉบับจะไม่ได้ระบุคำว่า IELTS เลยก็ตาม
นอกจากฟังก์ชันการค้นหาแล้ว ทีมพัฒนายังได้ใส่ใจในรายละเอียดทางวิศวกรรมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนการใช้งาน AI ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบัน ทีมงานใช้เทคนิคการจัดทำดัชนีข้อมูล (Indexing) ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไฟล์ถูกส่งเข้ามา เพื่อให้ในการค้นหาครั้งต่อไป ระบบสามารถดึงข้อมูลจากดัชนีได้ทันทีโดยไม่ต้องให้ AI อ่านไฟล์ซ้ำทั้งฉบับ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการประมวลผลและเพิ่มความเร็วในการตอบสนองได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Collection ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรวบรวมไฟล์เป็นหมวดหมู่และส่งต่อให้เพื่อนทั้งกลุ่มได้ง่ายดายโดยที่ผู้รับไม่จำเป็นต้องเสียค่าสมาชิก ซึ่งถือเป็นการคิดเผื่อผู้ใช้งานอย่างรอบด้านทั้งในมิติของเทคโนโลยีและประสบการณ์การใช้งาน
“วันนี้กินอะไรดี” ประชาธิปไตยบนโต๊ะอาหารที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

สำหรับประเภทบุคคลทั่วไป ทีมผู้ชนะเลิศได้แก่ ทีมวันนี้กินอะไรดี ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ 5 คนจากหลากหลายสาขาอาชีพเพื่อสร้างทีมในฝัน ได้แก่ ภาคภูมิ วิเชียรโรจน์ หรือไอซ์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ผู้มีประสบการณ์ ปัณณภัสร์ ศิระนิติวิทย์ หรือโบนัส ผู้ดูแลด้านการตลาดและการวางกลยุทธ์ ธีรโชติ เรือนแก้ว หรือนนท์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ณัฐกิตติ์ แก้วทุมลา หรือแฟ้ม วิศวกรด้าน AI และ วศินวชิร ภูษิตานันท์ หรือโจ้ ผู้ดูแลด้านประสบการณ์ผู้ใช้งาน
ทีมงานเริ่มต้นด้วยการส่งไอเดียเข้าประกวดถึง 3 หัวข้อ ก่อนจะตกผลึกเลือกแก้ปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องตลกแต่กลับสร้างความปวดหัวให้กับคนไทยมากที่สุดอย่างคำถามว่า “วันนี้กินอะไรดี” โดยมองลึกลงไปว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการหาร้านอาหาร แต่คือความขัดแย้ง ความเกรงใจ และการเสียเวลาเมื่อคนกลุ่มใหญ่มีความต้องการที่ไม่ตรงกัน ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่ปัญหาวงแตกหรือทริปล่ม เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมวันนี้กินอะไรดี จึงได้พัฒนาระบบบน LINE Group ที่ผสานการทำงานระหว่างแชตบอท, AI และ LINE Mini App เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยอนุญาตให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถระบุความต้องการของตนเองลงไปได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ ประเภทอาหารที่อยากทาน หรือเงื่อนไขเฉพาะตัว เช่น ขอร้านที่มีห้องแอร์ หรือร้านที่เดินทางสะดวกสำหรับทุกคน
ความอัจฉริยะของระบบที่ทีมวันนี้กินอะไรดีพัฒนาขึ้น อยู่ที่การทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยความต้องการที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยี Generative AI ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการที่กระจัดกระจายของทุกคนในกลุ่ม มาสรุปเป็นชุดคำสั่งหรือ Prompt เดียวที่เป็นฉันทามติของกลุ่ม จากนั้นระบบจะส่งชุดคำสั่งนี้ไปเชื่อมต่อกับ Google Maps Grounding API เพื่อค้นหาร้านอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการค่าเฉลี่ยของทุกคนได้ดีที่สุดจำนวน 10 ร้าน และนำกลับมาให้สมาชิกในกลุ่มทำการโหวตเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรม ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ช่วยลดระยะเวลาในการถกเถียงและช่วยรักษาความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนให้ราบรื่น
ในเชิงธุรกิจทีมวันนี้กินอะไรดีได้วางแผนโมเดลการสร้างรายได้ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปและกลุ่มธุรกิจ โดยในเฟสแรกจะเน้นการสร้างฐานผู้ใช้งานผ่านฟีเจอร์พื้นฐานที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ที่มีพฤติกรรมชอบทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ก่อนจะขยายไปสู่โมเดล B2B สำหรับร้านค้าที่ต้องการทำโฆษณาในรูปแบบ Sponsored Listing หรือการปักหมุดร้านค้าให้โดดเด่นบนแผนที่ นอกจากนี้ยังวางแผนให้บริการ Analytics Dashboard เพื่อให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นข้อมูลที่หาได้ยากในแพลตฟอร์มรีวิวทั่วไป รวมถึงแผนการในอนาคตที่จะขยายฟีเจอร์ไปสู่การเป็นผู้ช่วยวางแผนการทานอาหารสำหรับการท่องเที่ยว หรือ Restaurant Planner และการทำ Event Map สำหรับงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถหาร้านอาหารในพื้นที่จัดงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
เวทีแห่งโอกาสและอนาคตที่เข้าใจมนุษย์
นอกเหนือจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับงานในปีนี้คือบทบาทของ LINE HACK ในฐานะเวทีที่เปรียบเสมือนรถขนฝัน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้บุคคลทั่วไปที่มีความฝันได้มาแสดงศักยภาพโดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือพื้นเพการศึกษา สะท้อนผ่านเรื่องราวที่น่าประทับใจของผู้เข้าร่วมแข่งขันในปีนี้
อย่างเช่นเรื่องราวของทีม Examer สองพ่อลูกที่คุณพ่อวัยกว่า 70 ปี อดีตโปรแกรมเมอร์ ได้ใช้โอกาสนี้จับมือกับลูกชายเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันฝึกทำข้อสอบ TCAS ซึ่งเป็นการผสานประสบการณ์จากคนรุ่นเก๋าเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรุ่น General Public สร้างความตื้นตันใจให้กับผู้ร่วมงาน หรือกรณีของทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ที่ทุ่มเทเดินทางไกลมาเช่าโรงแรมเพื่อเข้าร่วมแข่งขัน โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเดินทางมาให้กำลังใจถึงขอบสนาม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพลังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้เวทีนี้เป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จ
นอกจากนี้ LINE HACK ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่บำบัดและจุดประกายไฟในการทำงานให้กับผู้เข้าแข่งขันหลายคน ตัวอย่างเช่น สมาชิกจากทีมวันนี้กินอะไรดี ที่เปิดเผยว่าการมาร่วมงานนี้ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) และได้กลับมาสัมผัสความสนุกในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอีกครั้งหลังจากห่างหายจากเวที Hackathon ไปนานถึง 6 ปี ในขณะที่ผู้ชนะประเภทนักศึกษามองว่าเวทีนี้คือโอกาสทองในการผลักดันขีดจำกัดของตนเองให้ก้าวกระโดดภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน
ความสำเร็จของผู้เข้าแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรับรางวัลบนเวที แต่ทาง LINE ยังมีแผนงานที่ชัดเจนในการส่งเสริมและต่อยอดผลงานเหล่านี้สู่อนาคต ผ่านโครงการ LINE SCALE UP ที่จะเข้ามาช่วยบ่มเพาะธุรกิจและจับคู่กับพันธมิตรเพื่อผลักดันให้ไอเดียเหล่านี้กลายเป็นบริการจริงที่สร้างรายได้ รวมถึงการเปิดโอกาสทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานในโครงการสหกิจศึกษา หรือการรับเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำในตำแหน่งวิศวกรของ LINE ซึ่งถือเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับวงการนักพัฒนาไทย
ความสำเร็จของทั้ง ทีม Find Dee และ ทีมวันนี้กินอะไรดี บนเวที LINE HACK 2025 จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีที่จะสร้างผลกระทบได้จริงในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมีความซับซ้อนจนยากแก่การเข้าใจ แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เข้าใจมนุษย์และสามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างแนบเนียน พร้อมทั้งมีระบบนิเวศที่คอยสนับสนุนให้เติบโตต่อไปในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไอบีเอ็ม เปิดเครื่องมือ AI ใหม่ ช่วยแบ่งเบาภาระผู้บริหารด้านไอที
กทม. จับมือ Google ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการให้สัญญาณไฟจราจรผ่าน Project Green Light



