Share on
×

Share

นพ.ศุภชัย ชี้โอกาสไทยเป็นศูนย์กลางทดสอบและใช้ Medical AI

นพ.ศุภชัย ชี้โอกาสไทยเป็นศูนย์กลางทดสอบและใช้ Medical AI

ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโอกาสเป็นศูนย์กลางการทดสอบและนำปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ หรือ Medical AI ไปใช้ดูแลผู้ป่วย ด้วยความพร้อมของโรงพยาบาล บุคลากร และการวิจัยทางคลินิก ขณะที่ผู้พัฒนาเทคโนโลยียังเผชิญอุปสรรคในการหาผู้เข้าร่วมการศึกษา การนำระบบเข้าไปใช้ในโรงพยาบาล และการขยายตลาด RISE และ SeaX Ventures จึงร่วมจัดตั้ง Southeast Asia Health Innovation Hub หรือ SEA HI Hub เพื่อเชื่อมความร่วมมือและแก้ปัญหาเหล่านี้ ตั้งเป้าช่วยให้นวัตกรรมสุขภาพเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนภายในสิ้นปี 2028

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RISE และหุ้นส่วนผู้จัดการ SeaX Ventures กล่าวในหัวข้อ “Thailand’s Medical AI Through Global Eyes” ภายในงาน Global Medical AI Summit 2026 ว่า ประเทศที่สร้างโมเดล AI ได้ดีที่สุด อาจไม่ได้เป็นประเทศเดียวกับที่นำเทคโนโลยีไปดูแลผู้ป่วยได้ดีที่สุด ขณะที่สหรัฐอเมริกา จีน และยุโรปแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสสร้างบทบาทจากการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น แม้จะมีข้อจำกัดด้านบุคลากร เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาโมเดลใหม่ แต่สามารถมุ่งพัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลผู้ป่วยได้

ไทยรับผู้ป่วยร่วมศึกษาอุปกรณ์ AI ได้ 50 รายใน 6 สัปดาห์

นพ.ศุภชัย ยกกรณีบริษัทจากซานฟรานซิสโกที่พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ด้วย AI โดยมีเป้าหมายใช้ทดแทนการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือ Echocardiogram บริษัทดำเนินการศึกษาทางคลินิกในสหรัฐฯ นาน 6 เดือน แต่ยังไม่สามารถรับผู้ป่วยเข้าร่วมได้ เมื่อเข้ามาทำการศึกษาในไทย กลับสามารถรับผู้ป่วยได้ 50 รายภายใน 6 สัปดาห์ และต่อมาไทยกลายเป็นพื้นที่ศึกษาที่มีผู้ป่วยเข้าร่วมมากที่สุดของบริษัท โดยเขาระบุว่าการศึกษาดำเนินตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA

ความสนใจในอุปกรณ์ดังกล่าว มาจากข้อจำกัดด้านจำนวนแพทย์เฉพาะทาง นพ.ศุภชัยเล่าว่า ในช่วงที่ตนใกล้จบการศึกษา สถาบันที่เรียนอยู่มีแพทย์จบการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านหัวใจเพียงปีละ 3 คน จึงตั้งคำถามว่าจะรองรับความต้องการของผู้ป่วยทั่วประเทศได้อย่างไร เขามองว่าเทคโนโลยีนี้มีโอกาสช่วยได้มาก ขณะเดียวกัน การหาผู้เข้าร่วมการศึกษาในบางประเทศทำได้ยากขึ้น จึงเป็นโอกาสของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีฐานประชากรประมาณ 70 ล้านคนและ 700 ล้านคนตามลำดับ ในการช่วยให้บริษัทดำเนินการยืนยันผลทางคลินิกได้สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีต้นทุนลดลง

Medical AI ต้องพิสูจน์ผลและเข้ากับงานโรงพยาบาล

Medical AI กำลังเข้าสู่การทำงานของแพทย์มากขึ้น นพ.ศุภชัยอ้างผลสำรวจของ American Medical Association ว่า แพทย์สหรัฐฯ 81% ใช้ AI ในการทำงาน เพิ่มจาก 38% ในปี 2023 พร้อมให้ข้อมูลว่า มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ AI อยู่ในรายการของ FDA สหรัฐฯ 1,614 รายการ โดย 76% อยู่ในงานรังสีวิทยา เขามองว่างานวิจัย Medical AI พัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการมากขึ้นแล้ว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การนำความสามารถของเทคโนโลยีมาสร้างประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วย พร้อมให้ความสำคัญกับความไว้วางใจและการกำกับดูแล

อุปสรรคในการทำงานกับโรงพยาบาล เริ่มจากการมีหลักฐานทางคลินิกว่า ระบบใช้ได้กับผู้ป่วย รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงาน นพ.ศุภชัย กล่าวว่า หากเทคโนโลยีรบกวนการทำงานของโรงพยาบาล ก็อาจไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าเทคโนโลยีนั้นจะมีความสามารถเพียงใด ผู้พัฒนายังต้องกำหนดว่าใครเป็นผู้ตรวจสอบระบบ และจะดำเนินการอย่างไรเมื่อระบบผิดพลาด ขณะเดียวกัน ต้องตอบเรื่องความคุ้มค่า ใครเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่าย และระบบการเบิกจ่ายรองรับหรือไม่ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แพทย์ โดยเฉพาะเมื่อผู้พัฒนาเป็นสตาร์ตอัปที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ

นพ.ศุภชัยประเมินว่า บริษัทอาจใช้เวลาเฉลี่ย 12–18 เดือน หรือยาวนานกว่านั้นในการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการให้โรงพยาบาล การได้ทดลองใช้จึงยังไม่เท่ากับการได้รับคำสั่งซื้อ ผู้พัฒนาต้องแสดงประโยชน์ต่อผู้ป่วย บุคลากร และการใช้งบประมาณให้ชัดเจน ส่วนการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นก็มีเงื่อนไขแตกต่างกัน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ซื้อ และผู้จ่ายค่าใช้จ่าย เขาจึงมองว่าการยืนยันผลทางคลินิก การนำไปใช้เชิงพาณิชย์ และการขยายตลาดระดับภูมิภาค เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้เพื่อให้นวัตกรรมเข้าถึงผู้ป่วย

SEA HI Hub ตั้งเป้าเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนในปี 2028

RISE และ SeaX Ventures ร่วมจัดตั้ง SEA HI Hub ในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อเชื่อมโรงพยาบาล ผู้พัฒนาเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับดูแล และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกัน โดยนำแนวทางจากการศึกษาศูนย์นวัตกรรมทั่วโลกมากกว่า 15 แห่งมาพัฒนารูปแบบการทำงาน ศูนย์มุ่งเชื่อมโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประสานกับภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ส่วน SeaX Ventures สนับสนุนด้านเงินทุน และ RISE ให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่ต้องการเข้ามาดำเนินงานในภูมิภาค

นพ.ศุภชัยกล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ศูนย์มีความร่วมมือกับเครือข่ายระบบสุขภาพ 50 แห่ง ซึ่งเข้าถึงผู้ป่วยรวมประมาณ 30 ล้านคน และตั้งเป้าขยายการเข้าถึงเป็น 100 ล้านคนภายในสิ้นปี 2028 โดยสนับสนุนบริษัทจากสหรัฐฯ ยุโรป เอเชีย และไทย เขายังยกกรณีที่เทคโนโลยีบางรายได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไทยเร็วกว่าสหรัฐฯ 3 ปี เพื่ออธิบายบทบาทของความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการช่วยให้เทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานได้เร็วขึ้น

ความร่วมมือของศูนย์ ยังขยายไปยังมหาวิทยาลัยในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นพ.ศุภชัยกล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมต้องทำงานร่วมกับหลายสาขา ทั้งแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยต้องการเชื่อมการทำงานระหว่างสาขาเพื่อนำนวัตกรรมทางการแพทย์ไปใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วย พร้อมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ และยุโรป ให้ภูมิภาคมีบทบาทในการทดสอบและนำเทคโนโลยีไปใช้มากขึ้น

ใช้ AI ค้นคว้ายามะเร็ง พัฒนาบุคลากรไทย

นอกจากอุปกรณ์การแพทย์ ศูนย์ยังทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากซานดิเอโก ซึ่งนพ.ศุภชัยระบุว่าอยู่ในโครงการของ Eli Lilly และใช้ AI ช่วยค้นคว้ายารักษามะเร็ง โดยกำลังช่วยจัดการศึกษาครั้งแรกในมนุษย์ในไทย เขากล่าวว่า ยาหลายชนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นยารุ่นเก่า และผู้ป่วยยังเข้าถึงยาใหม่ได้จำกัด จึงต้องการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกับบริษัทที่พัฒนายาใหม่ พร้อมให้ไทยและภูมิภาคได้เรียนรู้จากการทำงานดังกล่าว

ด้านบุคลากร นพ.ศุภชัย กล่าวถึงการส่งบุคลากรจากโรงพยาบาลศิริราช ไปเรียนรู้และทำงานร่วมกับทีมพัฒนา AI ทางการแพทย์ พร้อมยกตัวอย่างสตาร์ตอัปที่แยกตัวจาก Harvard Medical School ซึ่งเขาระบุว่าพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพ CT และ MRI ที่ได้รับอนุญาตจาก FDA สหรัฐฯ ครอบคลุม 17 ข้อบ่งใช้ เขามองว่าการเชื่อมบุคลากรไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับทีมวิจัยระดับโลกเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความสามารถด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับการนำผลิตภัณฑ์และบริการเข้ามาทดสอบและใช้งาน

สำหรับมหาวิทยาลัย ความร่วมมือกับบริษัทต่างประเทศเปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาได้เรียนรู้ ร่วมทำวิจัย และตีพิมพ์ผลงานกับทีมต่างประเทศ นพ.ศุภชัยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้วิธีนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการพัฒนาเป็นธุรกิจยังเป็นปัญหาของนักวิจัยในหลายประเทศ เป้าหมายของการนำบริษัทเข้ามาร่วมงานจึงครอบคลุมการเพิ่มทักษะ ความรู้ และความสามารถของบุคลากรในประเทศ เพื่อให้เกิดการต่อยอดจากความร่วมมือเหล่านี้

ต่อยอดงานวิจัย สู่การผลิตอุปกรณ์การแพทย์

นพ.ศุภชัย มองว่า การนำโครงการศึกษาทางคลินิกเข้ามาจะเพิ่มงานให้บริษัทรับดำเนินการวิจัยตามสัญญา หรือ CRO และสร้างการจ้างงานในประเทศ ขณะที่อุปกรณ์การแพทย์ที่เข้ามาอาจนำไปสู่การผลิตในไทย เขายกประสบการณ์ของไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมตั้งคำถามว่าจะนำความรู้และทักษะของแรงงานมาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ได้อย่างไร ส่วนนักลงทุนสามารถพิจารณาบริษัทที่ผ่านการยืนยันผลทางคลินิกแล้ว และมีแนวทางสร้างรายได้และขยายตลาดให้ประเมินได้

ภาครัฐมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนและการจ้างงาน ขณะที่โรงพยาบาลสามารถเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ลดภาระของแพทย์ และเพิ่มเวลาที่แพทย์ใช้กับผู้ป่วย นพ.ศุภชัยยังกล่าวถึงแผนผลักดันให้ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเวทีในงาน J.P. Morgan Healthcare Conference เพื่อเชื่อมต่อกับบริษัทยา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และนักลงทุน พร้อมนำเสนอความพร้อมด้านการศึกษาทางคลินิก การนำเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาด และการประสานงานด้านกฎระเบียบ โดยเขาย้ำว่าเป้าหมายของ SEA HI Hub ครอบคลุมทั้งการพัฒนานวัตกรรม ธุรกิจ และการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI การแพทย์รุกโรงพยาบาล ช่วยเลือกยามะเร็ง อ่านภาพสมอง ลดงานเอกสาร

AIEAT ชูไทยเป็นศูนย์กลางทดสอบ AI การแพทย์ของภูมิภาค

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar