Share on
×

Share

Medtech ไทยใช้ AI สร้างกระดูกเทียมเฉพาะบุคคล ดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน

Medtech ไทยใช้ AI สร้างกระดูกเทียมเฉพาะบุคคล ดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน

AI และการพิมพ์สามมิติกำลังช่วยให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ไทยผลิตกระดูกเทียมที่ตรงกับสรีระผู้ป่วยแต่ละคน และส่งมอบในประเทศไทยได้เร็วที่สุดภายใน 2 วัน ขณะเดียวกัน เซนเซอร์และระบบเชื่อมต่อข้อมูลกำลังเพิ่มความสามารถให้อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงมะเร็งจากลมหายใจ ไปจนถึงหุ่นยนต์และไม้เท้าอัจฉริยะที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุและแจ้งเหตุฉุกเฉินถึงครอบครัว

ภายในงานสัมมนา “Thailand HealthTech NEXT ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ สู่เศรษฐกิจใหม่ของไทย” จัดโดยธนาคารทิสโก้ เวที “Medtech to Life จากนวัตกรรม สู่ชีวิตที่ดีขึ้น” นำเสนอแนวทางของ Meticuly ผู้พัฒนาอุปกรณ์ฝังในร่างกายเฉพาะบุคคล CT Asia Robotics ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ดินสอ และ Tech Care System ผู้พัฒนาไม้เท้าอัจฉริยะ THAI Stick ซึ่งต่างนำเทคโนโลยีมาแก้ข้อจำกัดของการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่ความเหมาะสมของอุปกรณ์รักษา การเข้าถึงการประเมินความเสี่ยงสุขภาพ ไปจนถึงการขาดแคลนคนดูแลผู้สูงอายุ โดยมีโจทย์สำคัญร่วมกันคือการพิสูจน์ผลจากการใช้งานจริง ผ่านข้อกำหนดของเครื่องมือแพทย์ และเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับบริการที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้

Meticuly ใช้ AI ออกแบบกระดูกเทียม ส่งมอบเร็วสุด 2 วัน

รศ.ดร.บุญรัตน์ โลหะวงศ์วัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meticuly กล่าวว่า กระดูกเทียมสำเร็จรูปมีข้อจำกัดจากขนาดที่กำหนดไว้ เช่น เล็ก กลาง และใหญ่ ขณะที่สรีระผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกัน แพทย์จึงต้องเลือกอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงหรือปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ป่วย เขานำความรู้ด้านการพิมพ์สามมิติและ AI มาพัฒนาอุปกรณ์ฝังในร่างกายโดยเริ่มจากภาพซีทีสแกน เพื่อออกแบบให้ตรงกับกระดูกของผู้ป่วยแต่ละราย ครอบคลุมตั้งแต่กะโหลก กระดูกใบหน้า ขากรรไกร กระดูกสันหลัง ไปจนถึงกระดูกเท้า

ระบบ AI ช่วยนำข้อมูลซีทีสแกนมาสร้างแบบอุปกรณ์ให้แพทย์พิจารณา โดยแพทย์สามารถเปิดดูผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ สื่อสารกับทีมงานเพื่อขอปรับแก้ และอนุมัติก่อนผลิตด้วยการพิมพ์ไทเทเนียมสามมิติ บุญรัตน์ระบุว่า การออกแบบบางขั้นตอนทำได้ในระดับนาที และบริษัทสามารถส่งข้อเสนอการออกแบบให้แพทย์ในสหรัฐอเมริกาได้ในวันถัดไป ความเร็วนี้สำคัญกับผู้ป่วยอุบัติเหตุที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน โดยบริษัทเคยส่งมอบอุปกรณ์ให้โรงพยาบาลในประเทศไทยเร็วที่สุดภายใน 2 วัน ส่วนผู้ป่วยอุบัติเหตุในสหรัฐฯ บริษัทกำหนดส่งถึงโรงพยาบาลภายใน 7 วัน ซึ่งต้องผลิตและส่งออกตั้งแต่วันที่สองเพื่อให้ทันกำหนด

การขยายตลาดอาศัยทั้งเครือข่ายแพทย์และหลักฐานทางคลินิก รศ.ดร.บุญรัตน์ กล่าวว่า Meticuly มีแพทย์ในเครือข่ายเกือบ 1,000 คน และโรงพยาบาลกว่า 200 แห่งใน 12 ประเทศ พร้อมยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้ว 91 รายการ เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพและการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล การคุ้มครองเทคโนโลยี การเก็บข้อมูลผลการรักษาและความปลอดภัยจากผู้ป่วยจริง ตลอดจนการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านบริษัทขนาดใหญ่ เพราะความสามารถในการผลิตต้องมาพร้อมหลักฐานที่ทำให้แพทย์เชื่อมั่นและนำไปใช้รักษาได้

อีกเงื่อนไขของการเข้าถึงคือระบบเบิกจ่ายค่ารักษา บุญรัตน์กล่าวว่า บริษัทผลักดันอุปกรณ์กะโหลกเฉพาะบุคคลผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าว ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเข้าสู่ระบบเบิกจ่ายในสหรัฐฯ เขามองว่าการมีระบบรองรับค่าใช้จ่ายจะช่วยให้เกิดการใช้งานได้เร็วขึ้น ควบคู่กับการขยายตลาดผ่านผู้จัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายอยู่แล้ว

Digital Twin และกระดูกอ่อนพิมพ์สามมิติ เป็นก้าวต่อไป

รศ.ดร.บุญรัตน์ มองถึงการใช้ Digital Twin หรือแบบจำลองดิจิทัลจากข้อมูลร่างกาย เพื่อเตรียมการรักษาล่วงหน้า โดยยกตัวอย่างผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก หากมีข้อมูลซีทีสแกนเก็บไว้ ทีมงานอาจใช้ข้อมูลนั้นเตรียมออกแบบอุปกรณ์ระหว่างที่ผู้ป่วยเดินทางกลับ แทนการเริ่มทุกขั้นตอนเมื่อมาถึงโรงพยาบาล เขาระบุว่าแนวทางนี้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว และยังต้องการต่อยอดเป็นบริการเพิ่มเติม

อีกทิศทางคืออุปกรณ์ฝังในร่างกายที่มีเซนเซอร์ สามารถสื่อสารหรือทำหน้าที่ด้านการรักษาเพิ่มเติม โดยอุปกรณ์บริเวณกะโหลกมีโอกาสต่อยอดร่วมกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายอื่นได้ เพราะบริษัททำงานกับผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาบริเวณดังกล่าวอยู่แล้ว เขาระบุว่าได้จดสิทธิบัตรและกำลังดำเนินงานบางส่วนในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ห้องปฏิบัติการยังศึกษาการพิมพ์วัสดุอ่อนและกระดูกอ่อน ซึ่งมีแนวทางใช้งานแตกต่างจากไทเทเนียมที่ใช้ทดแทนกระดูก

งานพิมพ์กระดูกอ่อนกำลังเตรียมเข้าสู่การทดลองในสัตว์ โดยมีความเป็นไปได้ในการทดแทนกระดูกอ่อนที่เสื่อม หรือใช้เสริมจมูกแทนการนำกระดูกอ่อนจากซี่โครงหรือหลังใบหูของผู้ป่วยมาใช้ รศ.ดร.บุญรัตน์ประเมินว่าอาจเห็นการใช้งานเชิงพาณิชย์ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังเป็นงานพัฒนาในอนาคต ต่างจากอุปกรณ์ไทเทเนียมเฉพาะบุคคลที่บริษัทนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว

AI วิเคราะห์ลมหายใจ ประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ดร.เฉลิมพล ปุณโณทก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CT Asia Robotics กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจเริ่มจากความต้องการสร้างความสามารถด้านการรับกลิ่นให้หุ่นยนต์ ก่อนพัฒนาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานแยกได้ ผู้รับบริการเป่าลมหายใจลงในถุงแล้วนำเข้าเครื่องวิเคราะห์ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยเซนเซอร์ตรวจรูปแบบก๊าซในลมหายใจ และใช้ AI เรียนรู้ความแตกต่างจากข้อมูลที่รวบรวมมา เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพ

ทีมงานเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลมะเร็ง 5 แห่งทั่วประเทศมาประมาณ 10 ปี โดยเริ่มพัฒนาสำหรับมะเร็งเต้านม และศึกษาต่อในมะเร็งปอด ตับ และลำไส้ อย่างไรก็ตาม เฉลิมพลย้ำว่าบริษัทวางบทบาทของเครื่องไว้ที่การประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น ยังไม่ใช่เครื่องมือคัดกรองหรือวินิจฉัยโรค ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อ เช่น การตรวจแมมโมแกรม ส่วนความสามารถในการแยกระยะของโรคยังต้องเก็บข้อมูลเพิ่ม เนื่องจากข้อมูลที่มีส่วนใหญ่มาจากผู้ป่วยระยะ 2 ขึ้นไป แม้จะเริ่มพบรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละระยะแล้วก็ตาม

ในช่วงที่ขึ้นเวที เฉลิมพลระบุว่าเครื่องยังอยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตจาก อย. ในไทย ขณะที่บริษัทส่งออกไปคาซัคสถานแล้ว และกำลังเตรียมขยายไปเยอรมนี อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย เขามองว่าเทคโนโลยีนี้มีโอกาสทำให้ผู้คนเข้าถึงการประเมินความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น และเพิ่มบทบาทของการดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วยรุนแรง ปัจจุบันยังศึกษาการวิเคราะห์กลิ่นปัสสาวะเพื่อประเมินปัญหาโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

หุ่นยนต์ดินสอช่วยดูแลผู้สูงอายุ ใช้งานแล้วในไทยและญี่ปุ่น

โจทย์ตั้งต้นของหุ่นยนต์ดินสอคือการขาดแคลนแพทย์ พยาบาล และผู้ดูแล ซึ่งเฉลิมพลมองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่การนำเทคโนโลยีไปให้ผู้สูงอายุใช้งานต้องเริ่มจากความต้องการในชีวิตประจำวัน เขาพบว่าความเหงาเป็นปัญหาที่ผู้สูงอายุเผชิญทุกวัน จึงพัฒนาให้หุ่นยนต์เปิดเพลงที่คุ้นเคยและช่วยติดต่อกับลูกหลานได้ง่าย โดยไม่ต้องให้ผู้สูงอายุเรียนรู้ขั้นตอนใช้งานที่ซับซ้อน

หุ่นยนต์ดินสอที่นำไปดูแลผู้สูงอายุในไทยและญี่ปุ่นสามารถรับสายจากญาติผ่านแอปพลิเคชันโดยอัตโนมัติ พร้อมแสดงภาพให้พูดคุยกัน ช่วยให้ครอบครัวติดต่อกันได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังมีความสามารถแจ้งผู้ดูแลเมื่อเกิดการล้มหรือมีการกดขอความช่วยเหลือ เฉลิมพลอธิบายแนวทางการพัฒนาว่าต้องช่วยทั้งลดความเสี่ยงและเพิ่มความสุข เพื่อให้เทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้สูงอายุได้

การเพิ่มบริการในอนาคตจะเปิดให้ผู้พัฒนารายอื่นเข้ามาทำงานร่วมกันผ่าน “ดินสอ App Store” เพื่อให้แอปพลิเคชันหลายประเภทใช้งานบนหุ่นยนต์ได้ รวมถึงโอกาสเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุหรือบริการฟื้นฟู เฉลิมพลมองว่าบริษัทเดียวไม่สามารถพัฒนาได้ทุกเรื่อง ขณะที่ผู้พัฒนาบริการรายอื่นก็ไม่จำเป็นต้องสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาเอง การทำงานร่วมกันจึงเป็นแนวทางเพิ่มความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุให้ครอบคลุมขึ้น

THAI Stick ตรวจจับการล้ม เชื่อมครอบครัวกับความช่วยเหลือ

ศิรสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tech Care System กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของไม้เท้าอัจฉริยะ THAI Stick มาจากประสบการณ์ดูแลคุณตาที่มีภาวะอัมพฤกษ์และใช้ชีวิตลำบากขึ้นตามอายุ แม้ครอบครัวจะจัดคนดูแล แต่การมีคนติดตามตลอดเวลากลับทำให้คุณตารู้สึกเป็นภาระ เขาจึงต้องการพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำให้ครอบครัวรับรู้ความเป็นอยู่และเข้าช่วยเหลือได้ โดยยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองมากขึ้น

THAI Stick เพิ่มความสามารถจากการพยุงเดินเป็นการติดตามสุขภาพและแจ้งเหตุ โดยศิรสิทธิ์ระบุว่าอุปกรณ์สามารถวัดข้อมูลสุขภาพพื้นฐานจากด้ามจับ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน ออกซิเจนในเลือด และอุณหภูมิผิวหนัง พร้อมระบุตำแหน่งและตรวจจับการล้มเพื่อแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันของครอบครัว ผู้สูงอายุยังสามารถกดปุ่ม SOS ซึ่งบริษัทเรียกว่า “ปุ่มคิดถึง” เพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือได้ ขณะเดียวกันมีระบบแสดงข้อมูลสำหรับโรงพยาบาล เพื่อให้บุคลากรใช้ติดตามและประกอบการดูแล

ศิรสิทธิ์เล่าถึงการนำไม้เท้าไปทดสอบในสิงคโปร์ว่า ระบบเคยแจ้งเตือนผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังล้มภายในที่พัก เมื่อยังไม่มีคนเข้าถึง บริษัทจึงประสานหน่วยฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่พบผู้สูงอายุหมดสติและนำส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ผู้สูงอายุจะฟื้นขึ้นมาได้ กรณีนี้ทำให้เขาเห็นความสำคัญของการเชื่อมสัญญาณจากอุปกรณ์ไปถึงคนที่เข้าช่วยเหลือได้ โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแลใกล้ชิด

เป้าหมายของ Tech Care System จึงอยู่ที่การเชื่อมต่อครอบครัว หน่วยกู้ภัย และโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน ศิรสิทธิ์อธิบายว่า เมื่อเกิดเหตุ ระบบสามารถส่งตำแหน่งและประวัติสุขภาพเบื้องต้นไปยังโรงพยาบาลระหว่างที่รถกำลังเดินทางไปรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ปลายทางเตรียมรับผู้ป่วยได้เร็วขึ้น สำหรับเขา ไม้เท้าเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องทำให้การรับรู้เหตุและการประสานความช่วยเหลือต่อเนื่องกัน ตั้งแต่จุดเกิดเหตุไปจนถึงการรักษาในโรงพยาบาล

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI สุขภาพไทย ขยายการคัดกรองโรค เชื่อมการดูแลถึงบ้าน

The Robot Company ชูบริการหุ่นยนต์คิดเงินตามงานเตรียมขยายสู่สหรัฐฯ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar