Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

อว. ปักธง กระดูกสันหลังชาติ ชนะ Tech War ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่หมุนไวและดุเดือด ประเทศไทยถึงเวลาต้องขยับตัวครั้งใหญ่ เมื่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศสลัดภาพลักษณ์คนทำงานวิจัยบนหิ้ง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทัพประเทศไทยสู้ศึกสงครามเทคโนโลยี ผ่านการเปิดแผนปฏิบัติการ “MHESI Action Plan 2026-2030” ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนและจับต้องได้ นั่นคือการพลิกโฉมกระทรวง อว. ให้เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ พร้อมจุดระเบิดเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ทั้งอุตสาหกรรมเวลเนสและเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อปูทางให้คนไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศมั่งคั่งที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน

อว.ปักหมุดไทยสู่ประเทศรายได้สูง 

ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดทั่วโลก ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ศ.ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวงอว. เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อมอบนโยบายและนำเสนอแผนปฏิบัติการ “MHESI Action Plan 2026-2030” 

เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนผ่านกระทรวงที่เคยถูกมองว่าเน้นแต่งานวิจัย ให้กลายเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน 

แผนงานทั้งหมดแบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 8 เสาหลักที่ครอบคลุมตั้งแต่นิเวศนวัตกรรม เศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมในประเทศไทย การผลักดันเวลเนสไทยแลนด์ (Wellness Thailand) การเดินหน้าเซมิคอนดักเตอร์ไทยแลนด์ (Semiconductor Thailand) การมุ่งสู่ AI และประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (AI, Physical AI and Data Driven Nation) การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมแถวหน้า (Frontier Innovation Thailand) การส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อมุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก

“กระทรวงมุ่งมั่นที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการนำพาประเทศไทยให้ชนะในสงครามทางเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือและก้าวไปพร้อมกับทุกภาคส่วน” 

ชู Wellness ยืนหนึ่งโลก ปั้นชิปเป็นรากฐานเศรษฐกิจ 

เพื่อหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจเดิม กระทรวง อว. จะวางหมากรุกกระดานใหม่ด้วยการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) โดยปักธงให้ “Wellness Thailand” เป็นผลิตภัณฑ์ชูโรงที่ไทยมีศักยภาพก้าวเป็นเบอร์หนึ่งของโลก 

วิสัยทัศน์นี้ครอบคลุมการต่อยอดอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การผลักดันสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมเวชสำอางและยา การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านอาหารโลกที่เน้นอาหารแห่งอนาคตและอาหารฟังก์ชัน ไปจนถึงการตั้งศูนย์กลางการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial Hub) โรงงานผลิตยาขั้นสูงและนวัตกรรมเซลล์บำบัด (ATMP) รวมถึงเศรษฐกิจจีโนม (Genomic Thailand)

ทั้งนี้ หากมีการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เข้ามาในอุตสาหกรรมที่ไทยเป็นผู้นำ จะต้องมาพร้อมกับเงื่อนไขร่วมกับบีโอไอ (BOI) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับมาสู่บุคลากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม 

“สำหรับอุตสาหกรรมเวลเนส ประเทศไทยจะต้องก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่กระทรวงพยายามสื่อสารและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” 

ควบคู่กันนี้ กระทรวงยังตระหนักว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) คือสายเลือดใหญ่และเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอุตสาหกรรมในอนาคต จึงเร่งผลักดันนโยบาย Semiconductor Thailand โดยพุ่งเป้าไปที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างชิปแสง (Photonic IC) ชิปเซมิคอนดักเตอร์กำลัง (Power IC) และเซนเซอร์ชีวภาพ (Biosensor)

เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นชิ้นส่วนสำคัญป้อนเข้าสู่ระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และอุปกรณ์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการผลักดันประเทศด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ผ่านนโยบาย AI for All ที่มุ่งสร้างประเทศให้เป็น Data Driven Nation และศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ 

โมเดลรางวัลโนเบล ปั้นนิเวศนวัตกรรมด้วย Shared Space 

ความน่าสนใจในแผนงานนี้ คือการนำทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์นวัตกรรมมาปรับใช้จริง ศ.ดร.ยศชนันท์ ได้หยิบยกโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Economic Growth) ของ Aghion และ Howitt ที่เชื่อมโยงกับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ มาเป็นกรอบความคิด โดยอธิบายว่าการลงทุนวิจัยจะนำไปสู่นวัตกรรมและการทำกำไรชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง 

ซึ่งวงจรนี้จะเติบโตได้ต้องมีพื้นที่แลกเปลี่ยน (Shared Space) ที่เปิดโอกาสให้นักคิดจากภาควิชาการและนักปฏิบัติจากภาคเอกชนได้มาพูดคุยและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ร่วมกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับโมเดลห้าประสานของเอ็มไอที (MIT’s Five-Stakeholder Model) ที่ดึงความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และกลุ่มทุน (Risk Capital) เข้ามาไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ 

“มักมีการกล่าวถึงปัญหางานวิจัยที่ถูกเก็บไว้บนหิ้ง ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีนักวิจัยท่านใดต้องการให้ผลงานหยุดอยู่เพียงแค่นั้น แต่อาจจะยังขาดกลไกที่ชัดเจนในการนำผลงานเหล่านั้นลงสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม” 

การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมจึงถูกขับเคลื่อนผ่านหลากหลายกลไก ทั้งโครงการพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based) การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย การจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) และการยกระดับพื้นที่นักประดิษฐ์ (Makerspace) ในชุมชน 

นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์การค้นหานวัตกรตามชุมชนที่เปรียบเสมือนแมวมองหานักฟุตบอลดาวรุ่ง ผ่านเวที South Thailand League ผสานกับการจัดเวทีแฮกกาธอนและชาเลนจ์การแข่งขัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมความสำเร็จและเครือข่ายความร่วมมือ ก่อนที่จะส่งต่อทีมหัวกะทิเข้าสู่ศูนย์บ่มเพาะและโปรแกรมเร่งการเติบโต (Incubator / Accelerator) รวมถึงการพัฒนากระบวนการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (TLO) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนอย่าง Venture Capital (VC) ให้หันมาลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ของไทย แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียงแค่สายฟินเทค 

พลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ศูนย์บ่มเพาะ เรียนได้งบ จบได้งาน 

ในยุคที่จำนวนนักศึกษาในระบบลดลง สถาบันอุดมศึกษากำลังถูกท้าทายให้ปรับตัวอย่างหนัก กระทรวง อว. จึงมีนโยบายพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก โดยเปลี่ยนรั้ววิชาการให้เป็นศูนย์บ่มเพาะ และศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นลึก กระทรวงมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรับมือความเปลี่ยนแปลง 

“กระทรวงจะไม่มีนโยบายอุ้มชูเทคโนโลยีที่ล้าสมัย หากเทคโนโลยีใดถูกปรับเปลี่ยนก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไก แต่จะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มพูนและปรับทักษะ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 

ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะถูกปรับให้เป็นแหล่งเพิ่มพูนและปรับทักษะให้กับประชาชนและวัยแรงงาน ภายใต้แนวคิดเรียนได้งบ จบได้งาน ในขณะเดียวกัน ยังมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำผ่านระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาหรือทีแคส (TCAS) ที่เตรียมหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยในวันที่ 24 เมษายนนี้ เพื่อสร้างความเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนการดึงดูดบุคลากรระดับโลก (Global Talent) และริเริ่มโครงการนักวิจัยเพื่อชาติ (Researcher to the Nation) ที่เปิดโอกาสให้อาจารย์และนักวิจัยออกไปปฏิบัติงานช่วยเหลือกระทรวงและหน่วยงานอื่น ๆ ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

สังคมศาสตร์หอคอยระวังภัย ลุยเทคโนโลยีแห่งอนาคต 

นอกจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว กลุ่มสาขาวิชาสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ยังถูกยกระดับบทบาทให้เป็นหอคอยเตือนภัยของชาติ นักวิชาการเหล่านี้จะทำหน้าที่วิเคราะห์คลื่นลมทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า (Weak Signal) เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำที่อาจเกิดขึ้นในปี 2568 ในส่วนของนวัตกรรมขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) 

“การก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่หากไม่มีจุดเริ่มต้นจากความมุ่งมั่นและการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เป้าหมายดังกล่าวก็ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นจริง” 

กระทรวงจึงยืนหยัดที่จะเดินหน้าเตรียมความพร้อม เพื่อไม่ให้ประเทศตกขบวนเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีควอนตัมด้านการสื่อสารและเซนเซอร์ นวัตกรรมอวกาศ ตลอดจนนวัตกรรมพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานไฮโดรเจนและเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมไปถึงการส่งเสริมนวัตกรรมด้านความมั่นคงระดับชาติ ทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และนวัตกรรมเพื่อการจัดการภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 

รัฐบาลดิจิทัล โปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน เป้าหมายสำคัญอีกประการที่เป็นรากฐานของการพัฒนา คือการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กระทรวง อว. ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และการเป็นกระทรวงต้นแบบที่ไร้การทุจริตคอร์รัปชัน (Zero Corruption) โดยต้องปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนในทุกกระบวนการทำงาน 

“กระทรวง อว. จะต้องเป็นต้นแบบและเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องความโปร่งใส เพื่อแสดงให้หน่วยงานอื่นๆ รวมถึงประชาคมโลกได้ประจักษ์ว่า เราเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง” 

นโยบายนี้ขับเคลื่อนผ่านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Thailand) และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ทันสมัย เช่น การพัฒนาซูเปอร์แอปสำหรับรวมศูนย์บริการประชาชน การมีแดชบอร์ดตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐที่เรียกว่าไฟส่องโกง การสร้างโมเดลภาษาปัญญาประดิษฐ์ด้านกฎหมาย (Thai Law LLM) และการสนับสนุนเอสเอ็มอีผ่านชุดเครื่องมือดิจิทัลตั้งต้น (SME Digital Starter Pack) รวมไปถึงระบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และการบริหารงานภาครัฐแบบลีน (Lean Operation) 

“กระทรวงอาจไม่โดดเด่นหากทำงานเพียงลำพัง แต่เมื่อใดที่ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ก็จะสามารถสร้างความโดดเด่นและขับเคลื่อนความสำเร็จไปพร้อมกันได้” 

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar