Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘ยศชนัน’ ดันนวัตกรรมปลดล็อกเศรษฐกิจเขียวทางรอดไทยสู่ประเทศรายได้สูง

'ยศชนัน' ดันนวัตกรรมปลดล็อกเศรษฐกิจเขียวทางรอดไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ในยุคที่โลกถูกบีบด้วยมาตรการทางการค้าและวิกฤติสิ่งแวดล้อม คำว่าเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นภาระด้านต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย แต่ในทัศนะของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม สิ่งนี้คือหน้าต่างแห่งโอกาสที่จะปลดล็อกประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านกลไกที่เรียกว่า Green Transformation

“วันนี้เรามาคุยกันในเรื่องที่ทุกคนรู้สึกว่าควรจะทำ แต่ทำไมในประเทศไทยถึงยังไม่เกิดขึ้นจริงเสียที หลายคนกังวลว่าในวันที่เศรษฐกิจยังลำบาก เราจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่าหากเราปลดล็อกเรื่องนี้ได้ในระดับนโยบาย และผลักดันไปให้สุดทาง นี่คือโอกาสสำคัญของพวกเราทุกคน”

Net Zero: นิยามใหม่แห่งความมั่นคงชาติ

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดจากการบรรยายครั้งนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองต่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นวาระด้าน ความมั่นคงของชาติ (National Security) อย่างเต็มตัว เนื่องจากในโลกยุคใหม่หากประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงในหลายมิติ

โดยเฉพาะการเผชิญกับปราการทางการค้าจากมาตรการใหม่ ๆ เช่น CBAM ซึ่งจะกลายเป็นกฎระเบียบระดับสากลที่เข้ามาเทคทับหรือปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยทันที หากภาคอุตสาหกรรมปรับตัวไม่ทันย่อมหมายถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว ความล้มเหลวในการจัดการ Net Zero ยังส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอื่นๆ รุนแรงขึ้น ทั้งปัญหาความไม่เท่าเทียมทางสังคมและวิกฤติด้านสุขภาวะที่เกิดจากมลพิษ รวมถึงความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงกว่าเดิม

ศ. ดร.ยศชนัน ได้ถอดรหัสความสำคัญนี้ผ่านนิยามทางคณิตศาสตร์ของความรอด โดยอธิบายว่าการปล่อยมลพิษเปรียบเสมือนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น 1 หรือ 2 เมื่อมีการสะสมและบวกเพิ่มไปไม่หยุดยั้ง ผลลัพธ์สุดท้ายที่โลกต้องเผชิญคือค่าอนันต์ (Infinity) ซึ่งหมายถึงผลกระทบที่ทวีคูณจนเกินควบคุม

ดังนั้นจึงมีเพียงตัวเลข ศูนย์ (Zero) เท่านั้นที่จะเป็นกลไกเดียวในการหยุดยั้งการสะสมของปัญหาและตัดวงจรความเสียหายได้ การขับเคลื่อน Net Zero จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ทำตามความสมัครใจอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของคนในชาติ

Wellness Economy: เมื่อความเขียวเชื่อมปากท้อง

ศ.ดร.ยศชนัน พยายามเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของ Green Economy ให้เข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยนิยามว่าเศรษฐกิจสีเขียวแท้จริงแล้วคือสับเซตสำคัญของ Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศใน 2 มิติ คือการช่วยเหลือคนตัวเล็ก และการใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) การทำให้เรื่อง Green เป็นเรื่องเดียวกับปากท้องนั้นหมายถึงการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในวงกว้าง

“ผมพยายามเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวให้แตะถึงปากท้องของประชาชนให้มากขึ้น เพราะ Green Economy คือส่วนหนึ่งของ Wellness Economy ที่ครอบคลุมทั้งอาหารคุณภาพ เครื่องมือแพทย์ และอากาศที่สะอาด ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคนตัวเล็กตัวน้อยทุกคน และเป็นโอกาสในการเสริมสร้างรายได้ให้ดีขึ้น”

'ยศชนัน' ดันนวัตกรรมปลดล็อกเศรษฐกิจเขียวทางรอดไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ภายใต้ร่มใหญ่ของ Wellness Economy นวัตกรรมสีเขียวจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลดล็อกโอกาสให้กับทุกคน ตั้งแต่การผลิตอาหารที่มีคุณภาพ การพัฒนาเครื่องมือแพทย์และการบริการทางการแพทย์ ไปจนถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาด ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า Wellness จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงหากขาดการทำ Green Transformation

โดยจะเน้นการยกระดับใน 3 ส่วนหลักที่ขับเคลื่อน GDP ของประเทศ คือภาคการเกษตรผ่านเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ภาคอุตสาหกรรมที่เน้นบรรจุภัณฑ์และการใช้พลังงานสะอาด และภาคการบริการ เพื่อทำให้ผลลัพธ์ของนวัตกรรมสีเขียวกลายเป็นเรื่องที่คนตัวเล็กตัวน้อยสัมผัสได้และได้รับประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม

ปลดล็อกนวัตกร: จากห้องแล็บสู่ตลาดโลก

เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ศ.ดร.ยศชนัน ได้วางตำแหน่งให้กระทรวง อว. และ สวทช. เป็น Thailand Innovation Backbone ที่ทำหน้าที่สนับสนุนวงจรชีวิตของนวัตกรรมอย่างครบวงจร โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนบทบาทของนักวิจัยและวิศวกรให้เป็นคลังสมอง (Think Tank) ที่ทำงานบนฐานของพันธกิจเพื่อแก้ปัญหาประเทศ (Mission-based) มากกว่าเพียงการทำงานตามสาขาที่เรียนมา เพื่อให้ผลลัพธ์จากห้องปฏิบัติการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและประชาชนได้อย่างแม่นยำ

“เราต้องการวางตำแหน่งให้นักวิจัยและนักคิดทุกคนเป็นคลังสมองของประเทศ ไม่ว่าบ้านเมืองจะเผชิญวิกฤติในด้านใด พวกเราพร้อมจะรวมตัวกันเพื่อหาทางออก และเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่เราเพียรศึกษากันมา”

หัวใจสำคัญของการปลดล็อกนวัตกรคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต โดย สวทช. ได้วางตัวเป็นผู้สนับสนุนใน 3 บทบาทหลัก คือการเป็น Ecosystem Builder ที่จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared Infrastructure) เพื่อลดความเสี่ยงและต้นทุนให้แก่นวัตกร ต่อมาคือการเป็น System Integrator เชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศผ่านกลไกทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) เพื่อเปิดประตูสู่แหล่งทุนและตลาดสากล และบทบาทของ Accelerator ที่เร่งกระบวนการนำงานวิจัยไปใช้จริง โดยเฉพาะการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาและการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้มีความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของนักวิจัยไทยและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

ยืนบนไหล่ยักษ์: ยุทธศาสตร์ก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จ

บทสรุปของทางรอดเศรษฐกิจไทยในมุมมองของ ศ.ดร.ยศชนัน คือการไม่เสียเวลาเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ แต่เป็นการใช้ยุทธศาสตร์ ยืนบนไหล่ยักษ์ (Standing on the shoulders of giants) เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด แนวคิดนี้มุ่งเน้นให้นวัตกรไทยนำภูมิปัญญาและบทเรียนที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกมาเป็นฐานรากในการพัฒนาต่อยอด โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากจุดที่ต้องใช้เวลามหาศาลกว่าจะเติบโต การยืนบนไหล่ยักษ์จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวม (Wisdom) ได้ไกลกว่าและชัดเจนกว่า ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางวิกฤติที่ทับซ้อน

“การยืนบนไหล่ยักษ์คือวิธีที่ดีที่สุด เราไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ เพราะหากเรายืนอยู่เพียงลำพังเราอาจจะตัวเล็กเกินไป แต่ถ้าเราใช้มือของเราเองคว้าโอกาสและเรียนรู้จากภูมิปัญญาของผู้ที่เคยลองผิดลองถูกมาก่อน ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ไกลและมั่นคงกว่าเดิม”

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำเตือนให้นักวิจัยมองข้ามเพียงแค่การตีพิมพ์ผลงานวิจัย แต่ให้มุ่งเป้าไปที่ผลกระทบ (Impact) ที่จะเกิดขึ้นจริงต่อประชาชน โดยตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในปี 2030 ว่าเศรษฐกิจสีเขียวต้องช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้อีก 3% พร้อมทั้งสร้างประชากรที่มีความพร้อมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง (Future Ready) ได้กว่า 20 ล้านคน นอกจากนี้ยังต้องลดความเสี่ยงจากการปล่อยคาร์บอนลง 30% และผลักดันให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่ใช้งานได้จริงกว่า 5,000 ราย โดยท่านทิ้งท้ายด้วยคำมั่นสัญญาว่าภาครัฐพร้อมจะอยู่เคียงข้างและรับความเสี่ยงแทนนวัตกรทุกคน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘ยศชนัน’ สั่งปั้น สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตั้งเป้าปี 70 นวัตกรรมเข้าถึงประชาชน 10 ล้านคน

เอสซีจี ผนึก หัวเว่ย-คอนช์ พัฒนา Industrial AI ยกระดับอุตสาหกรรมซีเมนต์ไทย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar