กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชูแนวคิด “Intelligence in Thailand” ยกระดับประเทศไทย จากฐานการผลิตไปสู่การออกแบบ วิศวกรรม และการสร้างองค์ความรู้ของตนเอง โดยนำข้อมูลเฉพาะของประเทศ และความเชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกรรม มาต่อยอดด้วย AI พร้อมร่วมมือกับบริษัทและประเทศที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยี แนวทางนี้ครอบคลุมตั้งแต่การใช้ข้อมูลท้องถิ่น การกระจายความรู้ผ่านมหาวิทยาลัย การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากอุตสาหกรรมและบริการมูลค่าสูง
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวในงานเปิดตัวโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ เทคโนโลยี ภาวะเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ประเทศต้องหาทางเพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจสำคัญ AI จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงาน และเปิดทางให้ไทยพัฒนาเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น แต่การจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวต้องเตรียมทั้งข้อมูล กำลังคน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องให้พร้อมไปด้วยกัน
ใช้ข้อมูลไทยพัฒนา AI เพิ่มผลิตภาพและรายได้
ศ.ดร.ยศชนันอธิบายแนวทางขับเคลื่อน AI เป็น 4 ชั้น โดยเริ่มจากคำถามว่า ไทยควรแข่งขันกับซิลิคอนวัลเลย์หรือมุ่งผลิตชิปขนาดใหญ่หรือไม่ ก่อนเสนอว่าไทยควรร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่และประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI พร้อมหันกลับมาพิจารณาว่า ข้อมูลใดเป็นข้อมูลเฉพาะของไทยที่คนไทยรู้ดีที่สุด และอุตสาหกรรมใดที่ไทยมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ให้เหมาะกับประเทศ โดยมีตัวอย่างตั้งแต่ข้อมูลการเกษตร พืช ดิน ราคาตลาด และข้อมูลดาวเทียม ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพและความหลากหลายทางชีวภาพ
ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ สามารถนำเข้าสู่ระบบดิจิทัล แล้วใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ พยากรณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดผลต้องอาศัยคนทำงานตลอดกระบวนการ ทั้งผู้เก็บข้อมูล ผู้วิเคราะห์ ผู้แปลผล และผู้ที่นำผลวิเคราะห์ไปใช้ในการทำงาน ศ.ดร.ยศชนันจึงเชื่อมการพัฒนาด้านข้อมูลเข้ากับการเตรียมกำลังคน โดยมองว่าต้องมีผู้ที่สามารถนำผลจากการใช้ AI ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ด้วย
กระจายความรู้ AI ผ่านมหาวิทยาลัยสู่ท้องถิ่น
เมื่อมีข้อมูลและแนวทางนำ AI มาใช้แล้ว ชั้นที่สองคือการกระจายความรู้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพราะความรู้ด้าน AI อาจกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง ศ.ดร.ยศชนันกล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยที่สามารถลงพื้นที่เป็นกำลังสำคัญในการนำความรู้ไปสู่ประชาชน ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายให้แต่ละพื้นที่เข้าถึงความรู้ด้าน AI ได้อย่างทั่วถึง เกิดความเท่าเทียมในการเรียนรู้ และมีกำลังคนที่พร้อมนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์
เตรียมศูนย์ข้อมูลพลังงานและระบบรองรับ AI
ชั้นที่สามคือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบที่จำเป็นต่อการใช้งาน AI ตั้งแต่แนวทางจัดการข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไปจนถึงคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล หน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU อุปกรณ์เร่งการประมวลผล และเครือข่ายเชื่อมต่อความเร็วสูง รวมถึงพลังงานและพลังงานหมุนเวียน ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า การพัฒนาสิ่งเหล่านี้ต้องดำเนินควบคู่กับการประยุกต์ใช้ AI และต้องมีกำลังคนในสาขาที่เกี่ยวข้องรองรับ เพราะการใช้ AI ยังต้องอาศัยบุคลากรที่ดูแลเทคโนโลยีและระบบเบื้องหลังด้วย
ศ.ดร.ยศชนันยังกล่าวถึงการใช้ข้อมูลจากอวกาศมาวิเคราะห์พื้นที่และแปลผลเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยระบุถึงความพยายามพัฒนาดาวเทียมอย่างน้อย 18 ดวงให้ครอบคลุมประเทศไทย ตลอดจนงานด้านควอนตัมและการประมวลผลสมรรถนะสูง การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมส่งเสริมให้สตาร์ตอัปเข้ามาทดลองเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศ โดยไทยพร้อมร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถและนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์
พัฒนาชิปและเซนเซอร์ต่อยอด AI ด้านสุขภาพ
จากการเตรียมศูนย์ข้อมูลและระบบรองรับ AI ศ.ดร.ยศชนันชวนมองต่อไปถึงชิปที่อยู่ภายในศูนย์ข้อมูล นำมาสู่แนวทางชั้นที่ 4 คือการหาจุดแข็งของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยกล่าวถึงโอกาสด้านการออกแบบ เทคโนโลยีแสงหรือโฟโตนิกส์ ออปติกส์ และการบรรจุชิปขั้นสูง หรือ Advanced Packaging รวมถึงการพัฒนาเซนเซอร์และเซนเซอร์ชีวภาพที่ใช้เก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI ก่อนเชื่อมโยงไปถึงการใช้งานด้านสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยทั้งข้อมูลทางการแพทย์ ข้อมูลจากเซนเซอร์ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนการรักษาและการพัฒนายา
ศ.ดร.ยศชนันยก Scientific Wellness เป็นตัวอย่างของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มี AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยขับเคลื่อน ครอบคลุมการใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรค การรักษามะเร็ง การดูแลสุขภาพและอายุยืน อาหารเพื่อสุขภาพ สุขภาพดิจิทัล และการแพทย์ทางไกล ตลอดจนอุปกรณ์สวมใส่ เครื่องมือแพทย์ และการออกแบบยาที่เกี่ยวข้องกับจีโนมิกส์ จึงมีทั้งชิป เซนเซอร์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา นอกจากนี้ AI ยังสามารถนำไปใช้กับการผลิตอัจฉริยะและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับไทยจาก Made in Thailand ไปสู่ Design and Engineering in Thailand และ Intelligence in Thailand ตามลำดับ
พัฒนากำลังคน AI จากผู้ใช้สู่นักวิจัย
แนวทางทั้งหมดต้องอาศัยกำลังคนหลายระดับ ศ.ดร.ยศชนันกล่าวถึงเป้าหมายสร้างประชาชนที่มีความรู้เท่าทัน AI หรือ AI Literacy ประมาณ 20 ล้านคนภายในประมาณ 4 ปี โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ระดับต่อมาคือ AI Beginner หรือผู้ที่ใช้เครื่องมือ AI เป็น ตั้งเป้า 5 ล้านคน ส่วน AI Engineer จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างประเทศว่าไทยมีวิศวกรด้าน AI รองรับ ขณะที่กลุ่มผู้ร่วมคิดค้น วิจัย และพัฒนา AI ตั้งเป้าไว้ 20,000 คน เพื่อเพิ่มความสามารถในการร่วมสร้างเทคโนโลยีกับผู้อื่น
ศ.ดร.ยศชนันมองว่า การมีทั้งวิศวกรและนักวิจัยด้าน AI จะช่วยให้งานวิจัยและพัฒนาเดินหน้าได้เร็วขึ้น เช่น การนำ AI มาใช้ในการผลิตยา และเมื่อผลงานวิจัยสร้างรายได้ ก็สามารถนำรายได้นั้นกลับมาสนับสนุนการวิจัยต่อไปได้ การพัฒนาคนจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะเชื่อมข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีเข้ากับการเพิ่มผลิตภาพและสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตด้วยนวัตกรรม ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนันย้ำถึงความจำเป็นในการเริ่มต้นและร่วมมือกันสร้างความรู้ด้าน AI เพราะการเริ่มต้นช้าอาจหมายถึงการถอยหลังท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Microsoft เร่งปั้นคน AI ป้อนตลาดงานไทย ขาดแคลน 8 หมื่นตำแหน่ง
AWS เปิดมุมมอง Security 101 ยุค AI จากตรวจเป็นรอบ สู่การป้องกันต่อเนื่อง



