Movefast ประกาศยุทธศาสตร์ “Science of Scaling” รับมือวิกฤติการค้าออนไลน์ปี 2569 ชูโมเดล “Customer Centric Solution” ผสานพลัง Generative AI และ Marketing Mix Modeling (MMM) พลิกโฉมการหาลูกค้าและการวัดผลโฆษณา หวังช่วยผู้ประกอบการฝ่ามรสุมต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อหดตัว
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปี 2026 ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการชะลอตัวของกำลังซื้อและการปรับลดพนักงานในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้การแข่งขันในตลาดออนไลน์ทวีความรุนแรงและต้นทุนการโฆษณา (Ad Cost) ปรับตัวสูงขึ้น ดร.ปรัชญ์ เหตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ (Chief Strategy Officer) Movefast ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านหัวข้อ “The Science of Scaling Measurement Framework that Transform E-Commerce Brand” โดยระบุว่าผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวด้วยเครื่องมือทางเทคโนโลยีและการวัดผลที่แม่นยำเพื่อความอยู่รอด โดยเน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพ การบูรณาการข้อมูล (Integration) จากหลากหลายแหล่ง และการรุกตลาดพาณิชย์บนโซเชียลมีเดีย (Social Commerce) ในรูปแบบความบันเทิงของนักช้อป หรือ Shopper Entertainment
เจาะลึกนวัตกรรม Customer Centric ค้นหา ‘คลื่นลูกแรก’ ด้วย AI
เพื่อรับมือกับปัญหาการค้นหาลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันที่สูง Movefast ได้เปิดตัวนวัตกรรม “Movefast Customer Centric Solution” ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการค้นหา “คลื่นลูกแรกของลูกค้า” (First Wave of Customer) โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ร่วมกับการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เข้ามาวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้าที่มีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งล้านราย เพื่อคัดกรองและระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงสุดจำนวน 1,000 คนแรก
กระบวนการดังกล่าวจะนำไปสู่กลยุทธ์การส่งผลิตภัณฑ์ให้ทดลอง (Product Seeding) หรือการมอบข้อเสนอพิเศษเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง การรีวิว และการบอกต่อ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมธรรมชาติของผู้บริโภค วิธีการนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถการันตีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างชัดเจน โดยมีตัวเลขชี้วัดตั้งแต่ 1.2 เท่า 1.5 เท่า ไปจนถึง 3.0 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการทำการตลาดแบบหว่านแหในอดีตที่ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้
แก้โจทย์วัดผลข้ามแพลตฟอร์มด้วย Marketing Mix Modeling

นอกจากการค้นหาลูกค้าใหม่ ดร.ปรัชญ์ ยังได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเรื้อรังเรื่องความขัดแย้งของข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม (Platform Silos) เช่น ความไม่ตรงกันของข้อมูลระหว่าง Google Ads และ Facebook Ads ด้วยการใช้ “Marketing Mix Modeling (MMM)” หรือแบบจำลองส่วนผสมทางการตลาด ซึ่งเปรียบเสมือนรายงานทางการตลาดแบบเปิด (Open Source Marketing Reporting) เครื่องมือนี้ใช้หลักการทางสถิติอย่างการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างตัวแปรอิสระคืองบประมาณโฆษณาในช่องทางต่าง ๆ และตัวแปรตามคือยอดขาย
ทำให้แบรนด์เห็นภาพรวมแบบองค์รวม (Holistic View) ที่ครอบคลุมทั้งยอดขายออนไลน์และออฟไลน์ (Omni-channel) ช่วยให้สามารถจัดสรรงบประมาณ (Budget Optimization) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การลดงบประมาณบางส่วนลงแต่ยังคงรักษาระดับยอดขายไว้ได้ โดยปัจจุบันเทคโนโลยี MMM ได้ถูกพัฒนาให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการจ้างบริษัทวิจัยตลาดราคาสูงเหมือนในอดีต
ทฤษฎีแอปเปิ้ล: สมดุลระหว่างการสร้างและการเก็บเกี่ยว
ในด้านกรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ ดร.ปรัชญ์ ได้เปรียบเทียบการบริหารงบประมาณการตลาดกับการปลูกแอปเปิ้ล โดยแบ่งเป็น “การสร้างความต้องการซื้อ” (Demand Creation) ซึ่งเปรียบเสมือนแอปเปิ้ลสีเขียวที่ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ และ “การเก็บเกี่ยวความต้องการซื้อ” (Demand Harvesting) ซึ่งคือแอปเปิ้ลสีแดงที่สุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว
ดร.ปรัชญ์ เตือนว่าหากธุรกิจมุ่งเน้นเพียงการอัดฉีดงบโฆษณาเพื่อปิดการขายเพียงอย่างเดียว จะเปรียบเสมือนการเก็บเกี่ยวผลผลิตจนหมดต้นโดยไม่มีการปลูกทดแทน ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในอนาคต ดังนั้นการใช้ MMM จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารสัดส่วนระหว่างการสร้างและการเก็บเกี่ยวให้มีความสมดุล
ปรับทัพสู่ Enabler เต็มรูปแบบ รับเทรนด์ Social Commerce
สำหรับการปรับโครงสร้างและทิศทางธุรกิจ Movefast ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2015 และเคยเติบโตจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Facebook Ads ได้ปรับเปลี่ยนนิยามองค์กรใหม่ภายใต้แนวคิด “Movefast and Branding” โดยยกระดับสู่การเป็นผู้สนับสนุนทางธุรกิจ (Enabler) แบบครบวงจร
บริษัทได้ลดสัดส่วนการพึ่งพา Facebook ที่ประสิทธิภาพการเข้าถึงเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว และหันมามุ่งเน้นแพลตฟอร์ม TikTok รวมถึงการทำ Live Commerce อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่ง ไปจนถึงกลยุทธ์การเพิ่มยอดขาย พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์และดารา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการไลฟ์สดเพื่อการขาย โดยรองรับทั้งลูกค้าระดับองค์กรและ SMEs ด้วยงบประมาณเริ่มต้นหลักพันบาท
ความสำเร็จเชิงประจักษ์และการสร้างพื้นที่เพื่อนักการตลาด
ความสำเร็จของแนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านการร่วมงานกับพันธมิตรทางธุรกิจหลากหลายราย รวมถึงแบรนด์ระดับโลกอย่าง L’Oreal และกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) นอกจากนี้ ดร.ปรัชญ์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานเป็นหุ้นส่วนดูแลแบรนด์และเอเจนซี่ที่ Facebook มายาวนานกว่า 8 ปี ก่อนจะมาร่วมงานกับ Movefast ในเครือ Master Ad ยังได้ก่อตั้งกลุ่ม Facebook ชื่อ “Thai Marketing Algorithm” เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาดในการแลกเปลี่ยนความรู้และปรึกษาปัญหาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ดร.ปรัชญ์ ทิ้งท้ายด้วยข้อแนะนำ 3 ประการสำหรับผู้ประกอบการในปี 2026 คือการให้ความสำคัญกับ Social Network และการไลฟ์สดเพื่อสื่อสารแบรนด์ให้ลูกค้าเข้าใจมากกว่าแค่การขาย การเลือกใช้โซลูชันที่แม่นยำในการเจาะกลุ่มลูกค้าคลื่นลูกแรก และการยึดถือข้อมูลและการวัดผลด้วย MMM เป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้ทุกการลงทุนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด สำหรับผู้ที่สนใจบริการหรือต้องการคำปรึกษาสามารถติดต่อ Movefast ได้ที่สำนักงานย่านธัญบุรี คลอง 5 หรือเข้าร่วมกลุ่ม Thai Marketing Algorithm เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Block Mountain CNX 2026 ชูยุทธศาสตร์ดันเอเชียฮับ Web3-สินทรัพย์ดิจิทัลโลก
ศุภาลัยชู 4 กลยุทธ์ Driven สยายปีกคลังสินค้า-รุกตลาดโลก



