Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สวทช. ชู ‘เทคโนโลยี’ คือทางรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก

สวทช. ชู 'เทคโนโลยี' คือทางรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานบอร์ด กวทช. ซึ่งได้วางหมุดหมายชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านองค์กรวิจัยแห่งนี้ให้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนรายได้ของประเทศ โดยยึดหลักยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับความท้าทายจริงของโลกปัจจุบัน

ยกระดับงานวิจัยสู่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศ

ความคาดหมายของกระทรวง อว. คือการทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางด้วยการวางมาตรฐานระบบงานวิจัยใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานวิจัยในช่วงปลายน้ำที่มีศักยภาพอยู่เดิมให้ขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน ได้ย้ำถึงการปรับจูนยุทธศาสตร์ของ สวทช. ให้ทำหน้าที่เสมือนคู่ขนานไปกับทิศทางของประเทศ โดยมุ่งเน้นการทลายกำแพงการทำงานแบบเดิมที่มักติดอยู่ในวงจำกัดของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือที่เรียกว่าระบบไซโล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นการทำงานที่ยึดเอาภารกิจเป็นตัวตั้ง

ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงทิศทางใหม่นี้ว่า “เราตั้งเป้าที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งทางความคิดและทางปฏิบัติของประเทศ เพื่อให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นผ่านการวางมาตรฐานงานวิจัยทั้งระบบ โดยเน้นการขยายฐานจากงานวิจัยที่ดีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง”

ในการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรก ณ โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ หรือ New Research Engine ที่เน้นความแม่นยำและตอบโจทย์นโยบายสำคัญของรัฐบาล งานวิจัยต่อจากนี้จะต้องส่งผลกระทบสูงและเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสำคัญในปี 2570 ที่จะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท ผ่านการดูแลทั้งกลุ่มคนตัวเล็กอย่างเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการติดอาวุธให้กลุ่มธุรกิจขนายกลางและขนาดย่อมเพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

Net Zero และกติกาการค้าใหม่ในยุคโลกเดือด

ในอีกด้านหนึ่งของความท้าทาย ศ.ดร.ชูกิจลิมปิจํานงค์ผู้อำนวยการสวทช. ได้นำเสนอข้อมูลวิกฤติโลกเดือดที่กำลังเปลี่ยนจากเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกำหนดทางการค้าที่เข้มงวดภายใต้แนวคิด Geo-Economy หรือเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความรับผิดชอบต่อธรรมชาติกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายจริงผ่านกลไกภาษีคาร์บอนและมาตรการทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจไทยจึงเผชิญกับทางแยกสำคัญระหว่างการแบกรับภาระภาษีที่หนักอึ้ง หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าเพื่อปรับตัวให้เข้ากับกติกาการค้าใหม่ที่ระบุว่าผู้ที่ปล่อยคาร์บอนจะต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่าย

“ในอดีตเทคโนโลยีอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ในปัจจุบันเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการเลิกใช้เทคโนโลยี หากแต่ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าเข้ามาจัดการ เพราะในโลกยุคใหม่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงเรื่องของจริยธรรม แต่คือความอยู่รอดทางการแข่งขันที่ใครปรับตัวได้ก่อนจะกลายเป็นผู้กุมความได้เปรียบในเศรษฐกิจโลก”

สะพานเชื่อมงานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรม

บทบาทของ สวทช. ต่อจากนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมสำคัญที่จะนำนวัตกรรมไทยไปสู่สนามการแข่งขันระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้าหรือ Frontier Research ที่เน้นการรับโจทย์โดยตรงจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาวะผู้ซื้อเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว นอกจากการสร้างนวัตกรรมแล้ว สวทช. ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องผู้ประกอบการไทยด้วยการวางกลไกป้องกันการตัดราคาสินค้านวัตกรรมจากต่างชาติ

ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้ย้ำถึงภารกิจเชิงรุกนี้ว่า “สวทช. จะต้องเป็นความหวังในด้านงานวิจัยขั้นแนวหน้า และทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนให้แก่ภาคเอกชนในการคิดค้นวิทยาการใหม่ ๆ โดยเราจะไม่ทำงานแบบแข่งขันกับมหาวิทยาลัย แต่จะเข้าไปเป็นส่วนเติมเต็มเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์”

ทั้งนี้ ศ.ดร.ชูกิจ ได้เน้นย้ำความพร้อมของบุคลากรวิจัยกว่า 3,000 คน ที่จะขับเคลื่อนนโยบายงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยใช้กลยุทธ์โครงการระยะเร่งด่วนอย่าง Battle และ Pre-battle เพื่อผลักดันผลงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกที่ สวทช. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่างานวิจัยคือเครื่องยนต์สำคัญในการเดินหน้าประเทศ

ติดอาวุธภาคธุรกิจในสมรภูมิ Tech War

ยุทธศาสตร์การรบในสงครามเทคโนโลยี หรือ Tech War ครั้งนี้ สวทช. ยังมุ่งเน้นการเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจผ่านกลไกการร่วมทุนและการสนับสนุนเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโรงงานผลิตพืช หรือ Plant Factory ที่เปลี่ยนจากการขายผลผลิตทางการเกษตรแบบเดิมเป็นการผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่ได้อย่างมหาศาล

ศ.ดร.ยศชนัน ได้สรุปถึงความจำเป็นในการก้าวเข้าสู่สมรภูมินี้ว่า “เราไม่อาจนิ่งเฉยหรือเลือกเล่นเพียงเกมรับได้อีกต่อไป ในวันที่วิทยาการอย่าง AI เข้ามาเปลี่ยนโลก เราจำเป็นต้องชนะในสงครามเทคโนโลยีหรืออย่างน้อยต้องเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของโลกให้ได้ เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนเกิดดอกผลเป็นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ประชาชนทุกคนสัมผัสได้จริง” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับศักยภาพของคนไทยและภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในวันที่บริบทของโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘ยศชนัน’ ดันนวัตกรรมปลดล็อกเศรษฐกิจเขียวทางรอดไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ไทยติดอันดับ 6 ของโลก ด้านความเชื่อมั่นใช้ AI ช่วยลงทุน – BridgeWise ชี้เป็นตลาดศักยภาพสูง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar