Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

3 หน่วยงานผนึกกำลัง 5 ปี นำร่องทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับผ้าไหมไทยสู่สากล

3 หน่วยงานผนึกกำลัง 5 ปี นำร่องทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับผ้าไหมไทยสู่สากล

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมหม่อนไหม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ กำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2569 – 2574

จิรศักดิ์ สุยาคำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนา SME และ Startup ธ.ก.ส. ในฐานะคณะกรรมการผู้จัดงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานในครั้งนี้ว่า มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตและมาตรฐานสิ่งทอตลอดห่วงโซ่การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายช่องทางการตลาด พร้อมส่งเสริมรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชน

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสามหน่วยงานจะบูรณาการจุดแข็งของแต่ละฝ่าย โดยธ.ก.ส. สนับสนุนกลไกทางการเงินและสินเชื่อ กรมหม่อนไหมดูแลเกษตรกรต้นน้ำและองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม ขณะที่สวทช. นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยแล้วลงสู่การปฏิบัติจริง

ทุ่งกุลาร้องไห้-น่าน พื้นที่นำร่อง ต้นแบบยกระดับผ้าไหมด้วยนวัตกรรม

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการดำเนินงานของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ รวมถึงพื้นที่จังหวัดน่าน โดยพบว่าชุมชนมีภูมิปัญญาการทอผ้าที่โดดเด่น แต่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และคุณภาพผลผลิตยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ทุ่งกุลาร้องไห้-น่าน พื้นที่นำร่อง ต้นแบบยกระดับผ้าไหมด้วยนวัตกรรม

สวทช. จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้เข้าไปถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงไหมด้วยโรงเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อลดอัตราการตาย การใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ (Enz-Silico) สำหรับลอกกาวไหมให้เส้นใยมีคุณภาพดีขึ้น การสกัดและย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชน ตลอดจนนาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเส้นใยเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความนุ่มลื่น การรีดง่าย และการกันน้ำ

“สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่สูงขึ้น การลงนามในครั้งนี้จึงถือเป็นการขยายผลความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ” ดร.สมบุญ กล่าว

“ผ้าไหมชีวิตประจำวัน” เป้าหมายใหม่ ตลาดโลก-ผ้ากีฬา-ใยห่มนวัตกรรม

ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โจทย์สำคัญของภาคการเกษตรคือการทำให้เกษตรกรรายย่อย ชุมชน และสหกรณ์ มีรายได้สูงขึ้นพร้อมกับลดต้นทุนการผลิต โดยความร่วมมือครั้งนี้จะนำเทคโนโลยีจาก สวทช. มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพผ้าไหมให้สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

“ผ้าไหมชีวิตประจำวัน” เป้าหมายใหม่ ตลาดโลก-ผ้ากีฬา-ใยห่มนวัตกรรม

“ไม่ใช่ใส่เฉพาะงานสำคัญ ใส่แล้วดูแลรักษาง่าย” คุณฉัตรชัย กล่าว พร้อมยกตัวอย่างนวัตกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ การนำรังไหมมาแปรรูปเป็นใยผ้าห่มที่มีน้ำหนักเบากว่าขนเป็ด ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และการพัฒนาผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้ากีฬาที่ไม่ซับเหงื่อ ตอบโจทย์สภาพอากาศในประเทศไทย

คุณฉัตรชัย กล่าวว่า การยกระวดผ้าไหมไทยครั้งนี้มุ่งสู่การแข่งขันในระดับสากล โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และขยายช่องทางการตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร อาทิ A Product และ BAAC Matching

ประกวด ECO-Innovation 2025 ปลุกนวัตกรรุ่นใหม่ 83 ทีม ชิง 27 รางวัล

หนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ความร่วมมือคือการจัดประกวด “โครงการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมสู่ความยั่งยืน ECO-Innovation” ปี 2568 ภายใต้แนวคิด “i Fill Goods” เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน

คุณจิรศักดิ์ กล่าวว่า มีผลงานเกษตรกรลูกค้าธ.ก.ส. จากสำนักงานจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 83 ทีม ผ่านกระบวนการคัดเลือกและให้คำปรึกษาเชิงลึกจนเหลือ 12 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานชิงชนะเลิศ

เกณฑ์การตัดสินรางวัล ECO-Innovation แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ การพัฒนากระบวนการผลิต เกษตรอัจฉริยะและระบบ IoT การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสิ้น 27 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 720,000 บาท

ภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธนวัตกรรมจากพื้นที่ภูมิภาค จำนวน 9 บูธ พร้อมกิจกรรมบรรยายพิเศษจากวิทยากรภายนอก อาทิ “การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้มีตัวตนในโลกการค้ายุคใหม่ ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling)” โดยวิทยากรจากแบรนด์ good goods และ “การเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชนจากคอกระเช้าสู่สายเดี่ยว” โดย วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ เจ้าของแบรนด์วิชชุลดา

‘Change Agent’ ยุทธศาสตร์สร้างทายาทหม่อนไหม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหนุนนวัตกรรม

คุณฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ธ.ก.ส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะ Change Agent เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่หม่อนไหมไทยให้ทันสมัย โดยจะสนับสนุนองค์ความรู้และกลไกทางการเงินอย่างครบวงจร อาทิ สินเชื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำนวัตกรรมไปใช้จริง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร

ว่าที่ร้อยตรีธีระนันท์ พิจารโชติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีหม่อนไหม ผู้แทนกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกระจายอยู่ในภูมิภาคทั่วประเทศไทยประมาณ 80,000 ราย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ สวทช. วิจัยแล้วไปสู่การปฏิบัติจะช่วยลดการใช้กำลังคน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน

“ทางกรมหม่อนไหมยินดีให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะทางธ.ก.ส. ที่จะเป็นเงินทุนสนับสนุนเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ว่าที่ร้อยตรีธีระนันท์ กล่าว

Zero Waste สู่ความยั่งยืน โจทย์คู่ขนานอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย

ฉัตรชัย ศิริไล กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดแล้ว ธ.ก.ส. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดของเสีย และการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาเพิ่มมูลค่า

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเกณฑ์การประกวด ECO-Innovation ที่มีหมวดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นหนึ่งในหมวดรางวัล ขณะที่กรมหม่อนไหมมีการวิจัยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการผลิตหม่อนไหมด้วย

“เราต้องการปลูกฝังแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ” คุณฉัตรชัย กล่าว

ความร่วมมือของทั้งสามหน่วยงานในครั้งนี้เป็นการทำงานแบบบูรณาการ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน การสนับสนุนสินเชื่อ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานและการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวทิ้งท้ายว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้เป็นการสร้างอนาคตให้อุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนสถานะเกษตรกรจากผู้ผลิตวัตถุดิบ สู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถยืนหยัดได้ในเวทีโลก ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

“สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราทำคือการเสริมให้เกษตรกรสามารถยืนอยู่ได้ในสังคม” คุณศรัญญู กล่าว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กทม. เปิดโครงการนำร่องคัดแยกขยะ 10 คอนโดฯ หนุน ‘ไม่เทรวม’ ลดค่าธรรมเนียม-ชูโมเดลเดนมาร์ก

สวทช. ปั้น ‘บ้านโป่งโมเดล’ ขยายผลท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar