เทคโนโลยีสารสนเทศได้เดินทางผ่านคลื่นความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุค จากยุคคลาวด์และซอฟต์แวร์สู่ปัจจุบันที่เทคโนโลยี AI ได้กลายมาเป็นวาระสำคัญในห้องประชุมคณะกรรมการบริหาร อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกดดันอย่างหนักจากผู้บริหารระดับสูงให้เร่งนำ AI มาใช้งานเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจใหม่ ๆ แต่ความเป็นจริงที่องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นหรือ APJ ต้องเผชิญคือ ปัญหาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
เจย์ ทูเซธ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ ได้เปรียบเทียบวิวัฒนาการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “หากคุณอยู่ในห้องประชุมบอร์ดบริหารเมื่อสิบปีที่แล้ว บทสนทนาคงหนีไม่พ้นเรื่องคลาวด์ หากเป็นเมื่อห้าปีที่แล้ว คงเป็นการพูดคุยเรื่อง SaaS และซอฟต์แวร์ แต่ถ้าเป็นห้องประชุมในวันนี้ หัวข้อหลักจะเป็นเรื่อง AI และความจำเป็นในการขับเคลื่อน AI ด้วยโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่”
ช่องโหว่ความพร้อมและก้าวย่างสำคัญของนูทานิคซ์
จากรายงาน Enterprise Cloud Index ประจำปีที่ 8 ของนูทานิคซ์ พบว่าองค์กรในภูมิภาค APJ ถึง 77-87% ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบ on-premises ของตนยังไม่พร้อมรองรับเวิร์กโหลด AI ซึ่งถือเป็นคอขวดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ท่ามกลางความท้าทายนี้ นูทานิคซ์ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2026 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้แตะ 723 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถคว้าลูกค้าใหม่ได้มากกว่า 1,000 รายในไตรมาสเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปี ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าระดับโลกเกิน 30,000 รายแล้ว
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการประกาศความร่วมมือกับ AMD ซึ่งได้ร่วมลงทุนในนูทานิคซ์ถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นการซื้อหุ้นสามัญ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการร่วมวิจัยและพัฒนาอีกสูงสุด 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI แบบ Full-stack ที่เปิดกว้าง ช่วยให้ลูกค้ามีอิสระในการเลือกใช้และหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกผูกมัดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
นอกเหนือจากความร่วมมือกับ AMD แล้ว นูทานิคซ์ยังได้จับมือกับ Pure Storage หรือ EverPure เพื่อนำพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ NVMe ประสิทธิภาพสูงรุ่น FlashArray มาผสานการทำงานเข้ากับแพลตฟอร์มคลาวด์ของนูทานิคซ์ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง รวมถึงมีการอัปเดตความสามารถใหม่ ๆ เพื่อรองรับอธิปไตยของข้อมูล เนื่องจากองค์กรต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น แนวทางจัดการความเสี่ยงด้าน AI ของสิงคโปร์ กรอบการคุ้มครองข้อมูลของอินเดีย และพระราชบัญญัติความเป็นส่วนตัวของออสเตรเลีย
3 เทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉม IT Infrastructure
ดาริอุช อัชจารี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานฝ่ายวิศวกรรมโซลูชัน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ ได้วิเคราะห์เทรนด์สำคัญจากรายงานเอาไว้ 3 ประการ
เริ่มต้นที่เทรนด์แรก คือ การขยายตัวของAI สู่พื้นที่ปฏิบัติการหรือ Edge การประยุกต์ใช้ AI ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในดาต้าเซ็นเตอร์อีกต่อไป แต่อุตสาหกรรมอย่างเหมืองแร่ในออสเตรเลีย ธุรกิจค้าปลีกในไทย หรือสาขาธนาคารระดับไมโครในอินเดีย ล้วนต้องการประมวลผล AI ที่หน้างาน เทคโนโลยี Container จึงกลายมาเป็นมาตรฐานสำคัญ เพราะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
โดยองค์กรระดับโลกถึง 85% ระบุว่า AI เป็นตัวเร่งการใช้งาน Container และในอินเดียมีตัวเลขการเติบโตสูงถึง 97% ในแง่ของกระบวนการพัฒนา AI นั้นแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การเลือกภาษาและการฝึกสอนโมเดล การปรับแต่งโมเดล และสุดท้ายคือการนำไปใช้อนุมานผล แม้ขั้นตอนเหล่านี้จะเหมือนกันทั่วโลก แต่ความเข้มงวดด้านอธิปไตยของข้อมูลในแต่ละพื้นที่ทำให้องค์กรต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ต่างกันออกไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ GC Biopharma ที่นำ Nutanix Kubernetes Platform มาใช้ปรับปรุงระบบการผลิตเพื่อพัฒนายา วัคซีน และยารักษาโรคหายาก โดยเทคโนโลยีเปิดนี้ช่วยลดปัญหาการผูกขาดเทคโนโลยีและสร้างความเสถียรได้อย่างดีเยี่ยม
เทรนด์ที่สอง คือ การพุ่งสูงขึ้นของวิกฤติ Shadow AI ผู้นำด้านไอทีในภูมิภาค APJ เกือบ 4 ใน 5 รายพบว่าบุคลากรนำเครื่องมือ AI มาใช้งานโดยที่ฝ่ายไอทีไม่ได้ตรวจสอบ ซึ่งผู้บริหารทั่วโลก 87% เห็นตรงกันว่านี่คือความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเฉพาะในอินเดียที่มีความกังวลสูงถึง 96% และสิงคโปร์ที่ 94%
คุณเจย์ได้ให้มุมมองต่อเรื่องนี้ไว้ว่า “การทดลองเป็นสิ่งที่ดี แต่ความกระจัดกระจายของระบบนั้นเป็นผลเสีย เราไม่อยากให้ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่อยากให้เกิด Shadow AI เพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนสร้างความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นให้กับองค์กร”
ด้านคุณดาริอุช กล่าวเสริมว่า ฝ่ายไอทีต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก จัดหาพื้นที่ทดลองที่ปลอดภัยให้บุคลากรได้ใช้งาน โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า “ไอทีไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ธุรกิจจึงจำเป็นต้องทดลองใช้งาน AI เพื่อค้นหาคุณค่าที่แท้จริงของการทำงานในรูปแบบใหม่ ยิ่งไอทีเข้มงวดและควบคุมมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เจ้าของธุรกิจอยากออกไปทำระบบด้วยตัวเองมากขึ้นเท่านั้น”
ดังตัวอย่างความสำเร็จของ University of Canberra ที่เปลี่ยนผ่านแผนกไอทีจากเดิมที่ทำงานล่าช้า ให้กลายเป็นผู้ให้บริการระบบพอร์ทัลแบบ Self-service ซึ่งช่วยให้นักศึกษาและนักวิจัยเข้าถึงทรัพยากรไอทีได้อย่างรวดเร็ว สามารถขจัดปัญหา Shadow IT ลงได้อย่างสิ้นเชิง
เทรนด์ที่สาม คือ การใช้ Agentic AI เพื่อปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจ การนำ AI มาทำงานที่จำเจแบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดงบประมาณและทรัพยากร เพื่อนำไปทุ่มเทให้กับนวัตกรรม ผู้นำไอทีระดับโลก 57% มองเห็นศักยภาพในการใช้ AI สร้างผลิตภัณฑ์และแหล่งรายได้ใหม่ และ 61% ระบุว่า AI ช่วยยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้แก่ทั้งลูกค้าและพนักงานได้เป็นอย่างมาก
บทบาทคู่ค้าและกระแสการย้ายระบบในไทย
อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจคือความแข็งแกร่งของพันธมิตรคู่ค้า นูทานิคซ์ยึดมั่นในโมเดลการขายผ่านคู่ค้า 100% โดยในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา คู่ค้ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการขยายตลาด Nutanix Kubernetes Platform ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ใช้งาน Virtualization อยู่เดิม
คุณเจย์ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า นูทานิคซ์มีฐานลูกค้าเติบโตขึ้น 9% และฝั่งพันธมิตรเติบโตถึง 28% ในไตรมาสที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากการที่ลูกค้าและคู่ค้าของ VMware เดิมได้รับผลกระทบจากนโยบายของ Broadcom รวมถึงข้อบังคับในการย้ายระบบไปยัง VCF 9 ภายในสิ้นปีหน้า ทำให้หน่วยงานในไทยทั้งภาครัฐ ภาคการเงิน สาธารณสุข และการค้าปลีก ต่างต้องมองหาพันธมิตรระยะยาวรายใหม่ที่ไว้วางใจได้
ทั้งนี้ ปัจจุบันการลงทุนด้าน AI มักถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วและความจำเป็นเร่งด่วน มากกว่าการพิจารณาจุดคุ้มทุนหรือ ROI ในระยะสั้น แต่เมื่อแอปพลิเคชันเหล่านี้เริ่มเข้าสู่การใช้งานจริง องค์กรย่อมต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกสร้างระบบบนโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเปิดที่ยืดหยุ่น รองรับการทำงานแบบผสานรวม และให้อิสระในการหลีกเลี่ยงการถูกผูกมัด จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กสทช. ชี้ตลาดสื่อสารปี 69 ทะลุ 8 แสนล้าน กาง 5 ภารกิจรับ Data Center โตแรง
พลิกโฉมธุรกิจโรงแรมด้วย AI: ก้าวสู่ยุค Smart Operations



