รายงานจากวงการอุตสาหกรรมบริการชี้ให้เห็นว่าธุรกิจมีเวลาเพียง 12 เดือนในการเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาพจำของเทคโนโลยีในโรงแรมอาจหยุดอยู่แค่แชทบอทบนเว็บไซต์ที่คอยตอบคำถามทั่วไป แต่ในวันนี้ภูมิทัศน์ของธุรกิจกำลังถูกพลิกโฉมด้วยแนวคิด Smart Operations ที่เปลี่ยน AI ให้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งข้อมูลและประสบการณ์ของแขกผู้เข้าพัก
ประเด็นนี้ได้รับการขยายความให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอย่าง Shinichi Shirane, Director of Sales & Marketing จาก Koko Global Hospitality และ Nicolas Appave, Head of Service Delivery จาก Move Ahead Media ที่มาร่วมชี้ให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมนี้ไปในทิศทางใด
ทลายกำแพง Data Silos: เมื่อข้อมูลไม่ต้องรอการป้อนด้วยมือ
ปัญหาเรื้อรังที่ซ่อนอยู่หลังเคาน์เตอร์เช็คอินคือความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ภาพของพนักงานต้อนรับที่ต้องง่วนอยู่กับกองกระดาษเพื่อหาบิลค่าซักรีดที่ตกหล่น เป็นเครื่องสะท้อนว่าระบบปฏิบัติการแบบเดิมนั้นมีความท้าทายเพียงใด
คุณ Shinichi Shirane เล่าถึงวิกฤติการจัดการข้อมูลแบบเดิมว่า ในอดีตฝ่ายขายและการตลาดต้องทำงานด้วยตัวเอง ตั้งแต่การดึงข้อมูลจากระบบจัดการช่องทางจัดจำหน่ายและระบบจัดการทรัพย์สินออกมาใส่ในสเปรดชีตเพื่อนำมาวิเคราะห์
ขณะที่ คุณ Nicolas Appave กล่าวเสริมว่า พนักงานอาจต้องเสียเวลาถึง 3 ชั่วโมงเพียงเพื่อทำรายงานหนึ่งฉบับ แต่ด้วยความสามารถของ AI ในปัจจุบัน การรวมศูนย์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เทคโนโลยีเอื้อให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการ AI ให้รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายระบบเข้าด้วยกันเพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกออกมาได้ทันที เวิร์กโฟลว์สามารถถูกสร้างให้ AI ดาวน์โหลดและสรุปรายงานอัตโนมัติในทุกเช้า คืนเวลาอันมีค่าให้พนักงานนำไปใช้ในการคิดวิเคราะห์ว่าข้อมูลเหล่านั้นกำลังบอกอะไร และควรดำเนินกลยุทธ์อย่างไรต่อไป
จากแชตบอตสู่ตัวแทนที่ลงมือปฏิบัติงานได้จริง
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเทคโนโลยีเมื่อปีก่อนกับปัจจุบัน คือความสามารถของ AI ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่เชื่อถือได้ AI ในยุคปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อผ่าน API เข้าสู่ระบบของโรงแรมได้โดยตรง หากแขกต้องการจองทรีตเมนต์สปา AI สามารถพูดคุยโต้ตอบและทำการจองเข้าสู่ระบบสำรองที่พักได้สำเร็จด้วยตัวเองอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เมื่อปีก่อนยังไม่สามารถทำได้อย่างเสถียร ทาง
Shinichi Shirane ได้ยกตัวอย่างการนำไปใช้จริงว่า ในระบบบริหารจัดการแชท AI สามารถตอบคำถามเบื้องต้นและยื่นข้อเสนอโปรโมชั่นเพื่อพยายามปิดการขายกับลูกค้าได้ แต่ในขั้นตอนสุดท้ายของการยืนยันการจองและรับชำระเงิน จะมีการใช้พนักงานที่เป็นมนุษย์เข้ามารับช่วงต่อเพื่อความถูกต้องแม่นยำ
ความขัดแย้งที่ลงตัวของเทคโนโลยีและมิตรภาพ
แม้งานบริการจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ แต่งานบริการยังคงเป็นเรื่องของมิตรภาพระหว่างผู้คน การเข้ามาของ AI จึงไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ เหมือนกับวงการหมากรุกที่แม้คอมพิวเตอร์จะเอาชนะแชมป์โลกได้ แต่คนก็ยังสนใจดูมนุษย์แข่งขันกันเอง ในอุตสาหกรรมบริการ แขกผู้เข้าพักยังคงให้ความสำคัญกับสัมผัสของมนุษย์มากกว่าสิ่งที่เครื่องจักรคิด
นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องการสร้างข้อมูลเท็จ และ AI มักจะพยายามหาคำตอบมาให้เสมอเพราะไม่อยากทำให้ผู้ใช้ผิดหวัง องค์กรจึงจำเป็นต้องมีมนุษย์อยู่ในลูปการทำงานในจุดสัมผัสบริการที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องจัดการกับข้อร้องเรียนที่ละเอียดอ่อนจากแขก เพื่อป้องกันไม่ให้ AI ตัดสินใจผิดพลาด
ปฏิบัติการ Kaizen เริ่มต้นฉบับกะทัดรัดแต่ทรงพลัง
การปฏิวัติองค์กรสู่ Smart Operations ไม่จำเป็นต้องรอความสมบูรณ์แบบ หรือลงทุนมหาศาลเสมอไป Nicolas Appave แนะนำว่า บ่อยครั้งที่การสั่งให้พนักงานใช้ AI จบลงด้วยการซื้อเครื่องมือจำนวนมากที่ไม่มีใครใช้ ผู้ที่นำทีม AI ไม่จำเป็นต้องเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจและก้าวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ องค์กรสามารถเริ่มต้นสร้างเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติสำหรับงานที่น่าเบื่อหน่ายซ้ำซากได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่
เทคโนโลยี AI มีการพัฒนาแบบวันต่อวัน องค์กรจึงต้องยึดหลัก “ไคเซ็น” (Kaizen) หรือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียนรู้และนำไปปรับใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ผู้บริหารระดับสูงไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่เข้าใจถึงพลังของ AI ในการพลิกโฉมธุรกิจ เพราะหากองค์กรไม่เริ่มนำ AI เข้ามาปรับใช้ตั้งแต่วันนี้ คู่แข่งก็จะทำ และองค์กรจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ภูมิทัศน์สื่อไทย 2569: AI ครองห้องข่าว – ผู้บริโภคเน้น ‘ดู’ มากกว่า ‘อ่าน’
ปิด Super AI Season 5 ลุย Season 6 ชู Digital Workforce



