Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

PE Trust–University Holding ต่อทางงานวิจัยไทย สู่ตลาดทุนปั้น New Economy

PE Trust–University Holding ต่อทางงานวิจัยไทยสู่ตลาดทุนปั้น New Economy

ประเทศไทยกำลังเพิ่ม 2 กลไกใหม่เพื่อพางานวิจัยและนวัตกรรมออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง ได้แก่ University Holding Consortium ซึ่งรวมสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่งและบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบันเข้ามาทำงานร่วมกัน และ กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน หรือ Private Equity Trust (PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนในธุรกิจ New Economy ที่กำลังขยายตัวและต้องการเงินทุนเพื่อเดินต่อไปสู่ตลาดทุน

สิ่งใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งกองทุนเพียงกองเดียว หรือการนำมหาวิทยาลัยมารวมตัวกัน แต่คือความพยายามต่อเส้นทางที่เคยขาดเป็นช่วง ๆ ให้เชื่อมกัน ตั้งแต่งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา การตั้งบริษัท Spin-off การพิสูจน์เทคโนโลยีและตลาด การพัฒนาบริษัท การหาเงินทุนเพื่อขยายกิจการ จนถึงการระดมทุนใน LiVEx, mai หรือ SET

ปัญหาที่กลไกนี้กำลังเข้าไปแก้จึงไม่ใช่เรื่องประเทศไทยไม่มีงานวิจัย เพราะงานวิจัยและพัฒนาของประเทศประมาณ 80% มาจากมหาวิทยาลัย แต่ผลงานจำนวนมากยังขาดทางเดินจากองค์ความรู้ไปสู่ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ มีตลาด และขยายไปแข่งขันในระดับโลกได้

“ประเทศไทยไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาดเทค แต่ขาดกลไกเชื่อมโยง…ไปสู่ระดับที่เราเรียกว่าเป็น Global Scale” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าว

15 University Holding เปิดทางร่วมลงทุนข้ามมหาวิทยาลัย

University Holding มีอยู่ในมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งแล้ว ทำหน้าที่รองรับการนำทรัพย์สินทางปัญญาและงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์ รวมถึงร่วมลงทุนในบริษัทที่เกิดจากงานวิจัย แต่ที่ผ่านมาแต่ละแห่งยังทำงานอยู่บนเงินทุน ทรัพยากร และเครือข่ายของตัวเองเป็นหลัก

University Holding Consortium เข้ามาเปลี่ยนข้อจำกัดนี้ ด้วยการเปิดให้ Holding ของมหาวิทยาลัยหนึ่งเข้าไปร่วมลงทุนในเทคโนโลยีหรือบริษัทจากอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งได้ หากมหาวิทยาลัยใดยังไม่มี Holding ของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ตั้งขึ้นมาก่อน เพราะสามารถอาศัย Holding ของสถาบันอื่นในเครือข่ายเข้ามาร่วมลงทุนได้

ความเปลี่ยนแปลงนี้มีผลมากกว่าเรื่องเงิน โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่ต้องผ่าน Clinical Trial หรือ Usability Test หากบริษัทมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งร่วมลงทุน ก็สามารถเชื่อมโรงเรียนแพทย์หรือศูนย์ทดสอบของแต่ละแห่งเข้ามาช่วยทดสอบเทคโนโลยีร่วมกัน ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ถูกจำกัดอยู่กับทรัพยากรของมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน อธิบายว่า การที่มหาวิทยาลัยร่วมลงทุนยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน เพราะเมื่อนักลงทุนพิจารณาเทคโนโลยีที่ออกมาจากมหาวิทยาลัย คำถามหนึ่งคือมหาวิทยาลัยเจ้าของงานวิจัยลงทุนในเทคโนโลยีของตัวเองหรือไม่ หากมหาวิทยาลัยนำเงินเข้าลงทุนและมีการใช้งานเทคโนโลยีนั้นจริง นักลงทุนภายนอกก็มีความมั่นใจมากขึ้น ก่อนต่อยอดไปถึง Venture Capital จากต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างองค์ความรู้แล้วส่งต่อให้คนอื่นนำไปพัฒนา แต่สามารถเข้ามาถือความเสี่ยงและร่วมสร้างธุรกิจจากงานวิจัยของตัวเอง ขณะเดียวกัน การรวมเป็น Consortium ทำให้มหาวิทยาลัยไม่ต้องมีความพร้อมทุกอย่างอยู่ภายในสถาบันเดียว

จากงานวิจัยสู่ Spin-off โจทย์ต่อไปคือต้องรอดในตลาด

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

การพางานวิจัยออกจากมหาวิทยาลัยไม่ได้จบเมื่อจดทะเบียนตั้งบริษัท Spin-off เพราะบริษัทที่มีเทคโนโลยีดีอาจไม่ได้มีทีมที่พร้อมทำธุรกิจ

ประสบการณ์จาก University Holding ที่ดำเนินการมาแล้วทำให้พบว่า ความพร้อมของทีมบริหาร Spin-off ยังเป็นปัญหา การนำคนจากทีมวิจัยขึ้นมาทำหน้าที่ CEO หรือ CFO อาจทำให้บริษัทเริ่มต้นได้ แต่เมื่อเข้าสู่การแข่งขันจริง บริษัทยังต้องมีความสามารถด้านการบริหาร ตลาด และการพัฒนารูปแบบธุรกิจ

University Holding Consortium จึงวาง Venture Builder เข้ามารับช่วงต่อ โดยเส้นทางเริ่มจาก Research IP และ Problem Validation ไปสู่การตั้ง Spin-off ก่อนพัฒนา MVP ขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม พิสูจน์เชิงพาณิชย์ และเดินต่อไปถึง Expansion, IPO หรือ M&A

เป้าหมายที่วางไว้คือการผลักดันให้เกิด Spin-off จากมหาวิทยาลัยมากกว่า 100 บริษัทในช่วง 4-5 ปี แต่จำนวนบริษัทเพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบโจทย์ หากบริษัทเหล่านั้นไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ ขยายตลาด และเดินต่อไปสู่เงินทุนรอบที่ใหญ่ขึ้นได้

PE Trust เติมช่องว่างเงินทุนช่วงธุรกิจกำลังโต

เมื่อบริษัทผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี เริ่มมีผลิตภัณฑ์และมองเห็นตลาด ปัญหาอีกช่วงก็เกิดขึ้น นั่นคือเงินทุนสำหรับขยายธุรกิจ

จักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) มองว่า ผู้ประกอบการ New Economy ของไทยจำนวนมากมีศักยภาพ แต่ติดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเงินทุน โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงสตาร์ตอัปที่กำลังต้องการเงินเพื่อ Scale Up

PE Trust จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรับช่วงนี้ โดยมีเป้าหมายขนาดกองไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีเงินตั้งต้นจาก CMDF 300 ล้านบาท และ NIA 300 ล้านบาท รวม 600 ล้านบาท ก่อนเปิดรับผู้ลงทุนรายอื่นเข้ามาเพิ่มเติม กองจะลงทุนในกลุ่ม New Economy เช่น Food Tech, Health Tech, IT และ Deep Tech

แต่เงินไม่ใช่สิ่งเดียวที่บริษัทจะได้รับ

“การที่เราจะให้เงินอย่างเดียว มันอาจจะไม่ใช่เป็นคำตอบที่ดีที่สุด” คุณจักรชัย กล่าว

แนวทางของ PE Trust คือการให้ Limited Partners และผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยพัฒนาบริษัททั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารกิจการ ธรรมาภิบาล การ Scale Up และการเตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุน เพื่อให้บริษัทเริ่มปรับตัวตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตลาดทุน ไม่ใช่รอจนถึงวันที่ต้องการ IPO แล้วจึงค่อยจัดโครงสร้างใหม่

PE Trust 1,000 ล้านเล็งลงทุน 10-15 บริษัท New Economy

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ อธิบายว่า PE Trust จะบริหารตามกลไกตลาด โดยเปิดสรรหา Fund Manager เข้ามารับผิดชอบการลงทุน ก่อนกำหนด Investment Policy ร่วมกับผู้ลงทุนและเริ่มลงทุนในปีถัดไป

หากกองมีขนาด 1,000 ล้านบาท กรอบที่วางไว้คือการลงทุนประมาณ 50-150 ล้านบาทต่อบริษัท หรือประมาณ 10-15 บริษัท ช่วง 4 ปีแรกจะเป็นช่วงลงทุน ก่อนเข้าสู่ช่วง Exit ในระยะต่อไป

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นตำแหน่งของกองชัดขึ้นว่าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระจายเงินให้สตาร์ตอัปจำนวนมาก แต่เลือกบริษัทที่พัฒนามาถึงระดับหนึ่งและต้องการเงินก้อนใหญ่เพื่อก้าวเข้าสู่ช่วง High Growth

PE Trust ยังวางให้มีทีมที่ทำหน้าที่คล้าย In-house Investment Banker หรือที่ปรึกษาทางการเงิน เข้ามาช่วยเตรียมบริษัทควบคู่กับ Fund Manager ที่ทำหน้าที่หาและคัดเลือกดีลลงทุน ทำให้ปลายทางของการลงทุนเชื่อมต่อกับการระดมทุนใน LiVEx, mai หรือ SET เมื่อบริษัทมีความพร้อม

NIA ขยับจาก “ให้ทุน” สู่“ร่วมลงทุน” ผ่าน NIA Venture

อีกจุดที่เปลี่ยนไปพร้อมกันคือบทบาทของ NIA จากเดิมที่สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมด้วยการให้ทุน ขยับมาเป็นผู้ร่วมลงทุนผ่าน NIA Venture หลังจากแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคยทำให้องค์การมหาชนไม่สามารถถือหุ้นหรือร่วมลงทุนในกิจการได้

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA อธิบายว่า เมื่อ NIA สามารถร่วมลงทุนได้ หากการลงทุนสร้างผลตอบแทน เงินจะกลับเข้าสู่กองทุนและนำไปสนับสนุนสตาร์ตอัปต่อ ทำให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมอีกครั้ง

กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง AI, Medical, Health and Wellness, AgTech, Digital, Energy และ Deep Technology รวมถึงสตาร์ตอัปและ SME ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะบริษัทที่กำลังผ่านช่วง Valley of Death ซึ่งยังต้องการเงินและการสนับสนุนก่อนจะไปถึงระดับที่สามารถระดมทุนก้อนใหญ่ขึ้นได้

NIA ยังผลักดันกฎหมายสำหรับสตาร์ตอัปเพื่อช่วยลดข้อจำกัดเรื่องการระดมทุน การทำ IPO และการให้หุ้นแก่พนักงาน ซึ่งเป็นอีกส่วนที่จะต้องเดินควบคู่ไปกับการสร้างแหล่งเงินทุนใหม่ หากต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงตลาดทุน

ต่อเส้นทางจากห้องแล็บสู่ LiVEx–mai–SET

ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ความจำเป็นของการสร้าง New Economy มาจากข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ทั้งการแข่งขันด้านต้นทุน สังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง และข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเทศจึงต้องมีธุรกิจใหม่ที่เติบโตจากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

“New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง” ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพยายามต่อปลายทางของเส้นทางนี้ด้วยการปรับเกณฑ์สำหรับบริษัท New Economy เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าสู่ตลาดทุน พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายโครงสร้างหุ้นสองระดับ หรือ Dual-Class Shares เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังสามารถกำหนดทิศทางของกิจการได้แม้เข้ามาระดมทุน

ภาพที่กำลังถูกต่อขึ้นมาจึงเริ่มจาก University Holding Consortium ซึ่งพางานวิจัยออกจากมหาวิทยาลัย เปิดให้ร่วมลงทุนและใช้ทรัพยากรข้ามสถาบัน Venture Builder เข้ามาช่วยให้บริษัทมีทีมและรูปแบบธุรกิจที่พร้อมแข่งขัน ก่อนส่งต่อมายัง PE Trust เมื่อธุรกิจต้องการเงินก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อขยายกิจการ และเชื่อมเข้าสู่ LiVEx, mai หรือ SET ตามความพร้อม

ความสำเร็จของกลไกนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การตั้ง PE Trust ได้ 1,000 ล้านบาท หรือมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วม Consortium 15 แห่งเท่านั้น แต่ต้องดูว่างานวิจัยที่อยู่ในมหาวิทยาลัยจะถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ มีคนใช้ สร้างธุรกิจ ขยายตลาด และเติบโตจนสามารถดึงเงินลงทุนก้อนใหญ่เข้ามาได้จริงมากน้อยเพียงใด

เพราะช่องว่างที่ประเทศไทยกำลังพยายามปิด ไม่ได้อยู่ระหว่างการมีหรือไม่มีงานวิจัย แต่อยู่ระหว่าง “มีเทคโนโลยี” กับ “สร้างธุรกิจจากเทคโนโลยีนั้นได้จริง”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

NECTEC ดัน Pathumma Connect แพลตฟอร์ม Agentic AI เชื่อมข้อมูลรัฐ สู่ One Chatbot

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: Agentic AI เปลี่ยนโลกการทำงาน คนต้องรู้จัก ‘ขี่ AI’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar