Share on
×

Share

‘รฤกวังหน้า’ เดินวัดมหาธาตุฯ ‘อ่าน’ รอยศรัทธา ‘วังหน้า’ พระองค์แรก

'รฤกวังหน้า' เดินวัดมหาธาตุฯ 'อ่าน' รอยศรัทธา 'วังหน้า' พระองค์แรก

พระแสงดาบที่ได้รับการถวายเป็นราวเทียนสำหรับพุทธบูชา ชวนให้เราหยุดคิดถึงชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ อาวุธที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องบ้านเมืองเข้ามามีหน้าที่ใหม่ในพระอารามได้อย่างไร และเรื่องราวระหว่างทางบอกอะไรเกี่ยวกับพระองค์บ้าง

“พระแสงราวเทียน” เป็นหนึ่งในโบราณวัตถุสำคัญที่เชื่อมวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เข้ากับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการศึกสงครามและการสร้างบ้านเมืองช่วงต้นกรุง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ในโอกาสครบ 223 ปีแห่งวันคล้ายวันสวรรคต วัดมหาธาตุฯ จัดงาน “รฤกวังหน้า…มหาสุรสิงหนาท” เพื่อถวายสักการะและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ผ่านพิธีบำเพ็ญกุศล การบริจาคโลหิต และกิจกรรมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ภายในพระอาราม

ดร.ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ นักวิชาการและนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี และพุทธศิลป์
ดร.ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ นักวิชาการและนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี และพุทธศิลป์

The Story Thailand มีโอกาสร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ได้ฟัง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ถ่ายทอดพระราชประวัติในหัวข้อ “รฤกวังหน้า…มหาสุรสิงหนาท” ก่อนเดินชมพระอารามกับ ดร.ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ นักวิชาการและนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี และพุทธศิลป์ ในกิจกรรม “มรดกแห่งศรัทธา วันมหาสุรสิงหนาท” เรื่องราวจากการบรรยายและสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างเดินชม ค่อย ๆ ประกอบภาพพระราชประวัติให้มีรายละเอียดมากขึ้น จากแม่ทัพผู้ทรงปกป้องบ้านเมือง มาสู่ผู้ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และทรงสร้างงานซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของพระนครในวันนี้

คนรุ่นสร้างกรุงที่ยังจำอยุธยาได้

อาจารย์ธงทองเริ่มต้นด้วยการชวนมองพื้นที่กรุงเทพฯ ย้อนกลับไปก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณนี้มีชุมชนและวัดอยู่แล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ขณะที่พื้นที่ฝั่งธนบุรีมีความสำคัญจากชุมชนและป้อมปราการ ก่อนจะได้รับเลือกเป็นที่ตั้งราชธานีภายหลังการเสียกรุงครั้งที่สอง ประเด็นที่ชวนให้คิดต่อคือ ผู้คนที่เข้ามาร่วมสร้างกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ล้วนอยู่ใกล้กับความทรงจำของอยุธยามากกว่าที่เราอาจรู้สึกเมื่อมองย้อนจากปัจจุบัน จาก พ.ศ. 2310 ซึ่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ถึง พ.ศ. 2325 ที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีระยะเวลาเพียง 15 ปี ผู้เป็นกำลังสำคัญในการตั้งบ้านเมืองใหม่จำนวนมากจึงเป็นคนที่เคยเห็น เคยอยู่ และเคยรับราชการในราชธานีเดิม

พระราชวัง วัดวาอาราม ระเบียบราชสำนัก และรูปแบบงานช่าง ยังอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นนั้น อาจารย์ธงทองเสนอให้มองการสร้างพระนครผ่านความตั้งใจของผู้ที่ต้องการฟื้นความมั่นคงและความสง่างามของบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อฟังเช่นนี้ การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีภาพของผู้คนชัดขึ้น ผู้สร้างเมืองนำทั้งประสบการณ์ ความรู้ และสิ่งที่เคยคุ้นจากอยุธยามาประกอบเป็นราชธานีแห่งใหม่

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงเป็นบุคคลสำคัญในคนรุ่นนั้น พระนามเดิมว่า “บุญมา” ทรงรับราชการมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาทรงเข้าร่วมกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทรงเป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้และรักษาบ้านเมืองตลอดสมัยธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ทางเหนือของพระบรมมหาราชวัง ข้อมูลพระราชประวัติ

อาจารย์ธงทองยังเล่าถึงความผูกพันส่วนตัวกับเรื่องราวของวังหน้า ผ่านบรรพบุรุษในครอบครัวที่เคยเป็นข้าราชบริพารของพระองค์ การศึกษาพระราชประวัติและนำมาเล่าต่อในวันรำลึกจึงมีความหมายถึงการระลึกในพระคุณซึ่งสืบทอดมาถึงลูกหลานด้วย เรื่องเล่าส่วนนี้ทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ของวังหน้ามีทั้งพระราชประวัติที่อยู่ในหนังสือ และความทรงจำของครอบครัวผู้คนซึ่งเคยเกี่ยวข้องกับพระองค์

กำลังที่เกื้อหนุนกันในการตั้งบ้านเมือง

เมื่อกล่าวถึง “วังหน้า” คำนี้มีความหมายทั้งผู้ดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และพระราชวังที่ประทับของผู้ดำรงตำแหน่งนั้น พระมหาอุปราชทรงมีฐานะสำคัญรองจากพระมหากษัตริย์ การทำความเข้าใจคำนี้จึงช่วยให้เห็นว่า เรื่องของวังหน้าครอบคลุมทั้งบทบาทในการปกครองบ้านเมือง ผู้คนในสังกัด และสถานที่ซึ่งรองรับพระราชภารกิจ ความหมายและประวัติของวังหน้า

ภาพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทที่ผู้คนคุ้นเคย มักสัมพันธ์กับความกล้าหาญและพระปรีชาสามารถด้านการทหาร โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในสงครามเก้าทัพ แต่อาจารย์ธงทองชวนให้พิจารณาพระราชประวัติร่วมกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระอุปนิสัยและพระปรีชาสามารถของทั้งสองพระองค์มีส่วนเกื้อหนุนกันในช่วงเวลาที่บ้านเมืองต้องการกำลังหลายด้านพร้อมกัน ราชธานีที่เพิ่งตั้งขึ้นต้องรับมือกับภัยสงคราม ขณะเดียวกันก็ต้องวางระเบียบการปกครอง ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และสร้างสิ่งจำเป็นสำหรับการเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักร

ในคำอธิบายของอาจารย์ธงทอง ความสามารถด้านการรบและการบริหารบ้านเมืองต่างมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของพระนคร การมองทั้งสองด้านร่วมกันช่วยให้เข้าใจบทบาทของวังหน้าได้กว้างกว่าพระราชประวัติในสมรภูมิ งานก่อสร้างและการทำนุบำรุงพระอารามก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงนั้น วัดมหาธาตุฯ ซึ่งได้เดินชม เป็นหลักฐานที่ยังคงอยู่ของพระราชกรณียกิจด้านนี้

ก่อนเป็นวัดมหาธาตุฯ

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

ก่อนเริ่มเดินชม ดร.ศรัณย์ชวนเราทำความรู้จักพระอารามผ่านชื่อที่เปลี่ยนไปตามยุค ตั้งแต่วัดสลัก วัดนิพพานาราม จนมาถึงวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ในปัจจุบัน ชื่อแต่ละช่วงสัมพันธ์กับเหตุการณ์สำคัญและบทบาทของวัด การทำความเข้าใจชื่อจึงช่วยวางลำดับเรื่องราว ก่อนจะไปพิจารณาสิ่งปลูกสร้างและโบราณวัตถุแต่ละชิ้น วัดสลักมีประวัติย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยา หลักฐานสำคัญคือศิลาจารึกที่ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพระวิหาร กล่าวถึงพระสงฆ์และสัปบุรุษร่วมกันปิดทองพระพุทธรูปใน พ.ศ. 2228 พร้อมข้อความสาปแช่งผู้ที่จะนำทรัพย์สินใต้ฐานพระพุทธรูปไป รายละเอียดจารึกวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ

จารึกทำให้เราทราบว่ามีกิจกรรมทางศาสนาเกิดขึ้นที่นี่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ไม่อาจถือว่าศักราชดังกล่าวเป็นปีแรกสร้างวัด เพราะพระอารามอาจมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว รายละเอียดนี้มีความหมายต่อการมองพื้นที่ วัดมหาธาตุฯ มีรากของชุมชนและศรัทธาย้อนกลับไปก่อนการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดราชธานีใหม่ วัดเดิมจึงได้รับการบูรณะและมีบทบาทเพิ่มขึ้น

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดสลัก และพระราชทานนามว่า “วัดนิพพานาราม” พระอารามตั้งอยู่ระหว่างวังหลวงกับวังหน้า และต่อมาเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกในรัชกาลที่ 1 ประวัติวัดมหาธาตุฯ เมื่อย้อนนึกถึงคำบรรยายของอาจารย์ธงทอง ตำแหน่งที่ตั้งของวัดก็ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์กับพระราชวังทั้งสองแห่งชัดขึ้น ขณะที่การบูรณปฏิสังขรณ์และการทรงผนวชของวังหน้าพระองค์แรก ทำให้สถานที่แห่งนี้ผูกพันกับพระราชประวัติโดยตรง ระหว่างเดินชม ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งได้ฟังค่อย ๆ มีรายละเอียดให้สังเกตอยู่ตามตัวอาคาร

เรียนรู้วิธีอ่านอาคาร

การนำชมของ ดร.ศรัณย์ชวนให้เราเริ่มจากการสังเกต สิ่งที่อาจดูเป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง ทั้งแนวหลังคา หน้าบัน คันทวย และกรอบหน้าต่าง สามารถใช้พิจารณาประวัติและหน้าที่ของอาคารได้ ที่ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช รูปแบบเสาและเครื่องหลังคาเป็นเบาะแสของการซ่อมแซมในเวลาต่อมา ส่วนขนาดของอาคารทำให้เกิดคำถามว่า พื้นที่นี้เคยใช้สำหรับกิจกรรมใด ดร.ศรัณย์เสนอข้อสันนิษฐานว่า อาคารขนาดใหญ่อาจทำหน้าที่เป็นท้องพระโรงสำหรับรับการเข้าเฝ้าพระสังฆราช มากกว่าจะเป็นพื้นที่ประทับโดยตรง ขณะที่อาคารอื่นในบริเวณใกล้เคียงอาจมีหน้าที่รองรับการประทับหรือการปฏิบัติธรรม

'รฤกวังหน้า' เดินวัดมหาธาตุฯ 'อ่าน' รอยศรัทธา 'วังหน้า' พระองค์แรก

คำอธิบายนี้ทำให้เราเห็นกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะ ผู้ศึกษาต้องนำรูปทรง ขนาด ตำแหน่งที่ตั้ง และหลักฐานประเภทอื่นมาพิจารณาร่วมกัน ส่วนที่ยังไม่มีข้อยุติก็ต้องรักษาสถานะของการเป็นข้อสันนิษฐานไว้ เมื่อเดินชมอาคารอื่นในพระอาราม หลักคิดเดียวกันนี้ช่วยให้สังเกตได้มากขึ้น ที่พระวิหาร แนวเครื่องลำยองหรือส่วนประดับขอบหลังคาทอดตรงโดยไม่มีส่วนโค้งแบบนาคสะดุ้ง ขณะที่คันทวยค้ำชายคามีลายเครือเถาวัลย์พัน รายละเอียดเหล่านี้เป็นจุดสังเกตของงานช่างวังหน้าที่ปรากฏอยู่ภายในวัด

อย่างไรก็ตาม พระอารามผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง รูปแบบที่เห็นในปัจจุบันจึงมีทั้งงานเดิมและส่วนที่เปลี่ยนแปลงภายหลัง การมองอาคารทั้งหลังว่าเป็นผลงานของยุคใดยุคหนึ่งเพียงยุคเดียวอาจทำให้รายละเอียดบางส่วนหายไป วัดแห่งนี้จึงมีร่องรอยของคนหลายรุ่น ทั้งผู้สร้าง ผู้ซ่อม และผู้ปรับการใช้งานให้เหมาะกับสภาพในแต่ละช่วงเวลา การเดินชมอย่างละเอียดช่วยให้เราเริ่มแยกแยะความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้

พระมณฑปกับร่องรอยของวังหน้า

พระมณฑปเป็นอาคารสำคัญที่เชื่อมโยงกับการสถาปนาพระอารามของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ภายในมีบุษบกประดิษฐานพระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ข้อมูลพระมณฑปและปูชนียสถานภายในวัด แต่รูปลักษณ์ของอาคารที่เห็นวันนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว เรื่องเล่าเกี่ยวกับเครื่องยอดจึงช่วยให้เราย้อนนึกถึงพระมณฑปในช่วงแรกสร้าง และเข้าใจว่าเหตุใดการอ่านอาคารจึงต้องอาศัยประวัติการบูรณะประกอบด้วย

ดร.ศรัณย์เล่าถึงที่มาของเครื่องยอดพระมณฑปว่า เดิมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทมีพระดำริจะสร้างพระที่นั่งกลางสระในวังหน้า โดยเตรียมเครื่องยอดอย่างปราสาทไว้แล้ว ต่อมาเกิดเหตุผู้ร้ายเข้ามาหมายทำร้ายพระองค์บริเวณที่ก่อสร้าง ภายหลังเหตุการณ์นั้นทรงเปลี่ยนพระดำริ และทรงนำเครื่องยอดที่เตรียมไว้มาปรับใช้กับพระมณฑปในวัด เรื่องเล่านี้สัมพันธ์กับธรรมเนียมเรื่องฐานะของอาคารด้วย โดยวิทยากรอธิบายว่า วังหน้าในสมัยอยุธยาไม่มีปราสาทยอดเช่นวังหลวง เครื่องยอดที่เคยเตรียมสำหรับพระที่นั่งจึงมาอยู่ในพื้นที่ทางพระพุทธศาสนาแทน

ประวัติของพระมณฑปยังมีเหตุเพลิงไหม้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ใน พ.ศ. 2344 เครื่องยอดได้รับความเสียหายและมีการบูรณะขึ้นใหม่ ประวัติการบูรณะพระมณฑป ดร. ศรัณย์ขยายเรื่องในคำบรรยายว่า เพลิงเกิดจากดอกไม้ไฟที่ขึ้นไปติดส่วนยอด และหลังเหตุการณ์มีการสร้างหลังคาใหม่ โดยยังต้องแยกรูปแบบหลังการซ่อมครั้งนั้นออกจากการเปลี่ยนแปลงในยุคต่อมา ส่วนการกำหนดว่ารูปแบบหลังคาปัจจุบันเกิดขึ้นเมื่อใด วิทยากรเสนอเป็นข้อสันนิษฐานที่ต้องพิจารณาหลักฐานเพิ่มเติม

เมื่อวางเรื่องของพระมณฑปไว้ข้างเรื่องตำหนักสมเด็จพระสังฆราชและพระวิหาร เราจึงเห็นอาคารที่มีประวัติการใช้งานและการซ่อมแซมต่างกัน บางส่วนเกี่ยวพันกับพระราชดำริแรกสร้าง บางส่วนเป็นผลจากอุบัติภัย และบางส่วนเกิดจากการดูแลของคนรุ่นหลัง รายละเอียดของหลังคาหรือเครื่องยอดจึงพาไปถึงทั้งเรื่องงานช่าง ระเบียบราชสำนัก และการรักษาพระอารามให้ดำรงอยู่ต่อมา

สิ่งของสำหรับการทรงบาตร

จากสถาปัตยกรรม เรื่องเล่าระหว่างนำชมพาเราเข้าใกล้พระราชประวัติผ่านเครื่องใช้รูปช้างและม้า ดร.ศรัณย์อธิบายว่า เครื่องใช้คู่นี้เกี่ยวข้องกับการทรงบาตร รูปช้างใช้รองรับขันสำหรับใส่บาตร ส่วนรูปม้าใช้รองรับสิ่งของถวายประกอบ และได้รับการถวายไว้ที่วัดภายหลังสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคต รูปสัตว์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ในกิจวัตรการบำเพ็ญกุศล ก่อนเปลี่ยนมาเป็นโบราณวัตถุซึ่งผู้คนเข้ามาศึกษาได้ในปัจจุบัน

ผู้ร่วมชมยังได้ฟังคำอธิบายถึงความหมายของช้างและม้าในคติพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นตัวอย่างว่ารูปทรงของเครื่องใช้ในราชสำนักอาจมีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความหมายทางคติความเชื่ออยู่ร่วมกัน สิ่งของเช่นนี้ทำให้พระราชประวัติมีรายละเอียดใกล้ตัวเพิ่มขึ้น จากที่เราได้ฟังเรื่องพระราชภารกิจในสนามรบและการตั้งบ้านเมือง ก็ได้เรียนรู้ถึงการถวายภัตตาหารและเครื่องประกอบการบำเพ็ญกุศล เมื่อมองผ่านเครื่องใช้ ประวัติศาสตร์จึงมีภาพของการดำเนินชีวิตปรากฏขึ้นด้วย

พระรูปที่บอกเล่าเรื่องครูบาอาจารย์

สมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระญาณสังวร (สุก))
สมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระญาณสังวร (สุก))

พระรูปสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระญาณสังวร (สุก)) หรือที่รู้จักกันในพระนาม “สุก ไก่เถื่อน” พาเรื่องราวไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชวงศ์กับครูบาอาจารย์ทางธรรม ดร. ศรัณย์เล่าถึงพระเกียรติคุณด้านวิปัสสนาธุระและความเคารพที่พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์ทรงมีต่อพระองค์ พร้อมชี้ให้สังเกตรายละเอียดของพระรูปและฐานที่เกี่ยวข้องกับพระนามซึ่งผู้คนรู้จัก พระประวัติยังเชื่อมกับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทโดยตรง ดร. ศรัณย์อธิบายว่า เมื่อครั้งวังหน้าพระองค์แรกทรงผนวช พระองค์ทรงทำหน้าที่พระกรรมวาจาจารย์ โดยขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระญาณสังวร

ความเป็นพระอาจารย์ของพระราชวงศ์ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ด้วย โดยกล่าวถึงเหตุผลในการสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นสมเด็จพระสังฆราชว่า ทรงเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่และเป็นพระอาจารย์ที่พระราชวงศ์ทรงเคารพ ก่อนอาราธนามาประทับ ณ วัดมหาธาตุฯ พระราชพงศาวดาร ตอนตั้งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อฟังเรื่องราวประกอบ พระรูปจึงช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ของผู้คนในราชสำนักอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือจากตำแหน่งและพระราชภารกิจ ยังมีสายสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ซึ่งผูกพันผ่านการศึกษาและการปฏิบัติธรรม

พระอารามที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชจึงเป็นทั้งศูนย์กลางทางศาสนาและสถานที่ถ่ายทอดความรู้ ความสำคัญด้านการเรียนรู้ของวัดมหาธาตุฯ ดำเนินต่อมาอีกยาวนาน และยังปรากฏอยู่ในกิจกรรมการบรรยายและเปิดให้ประชาชนเข้าศึกษาพระอารามในวันนี้

พระแสงดาบในพื้นที่แห่งศรัทธา

เมื่อกลับมาถึงเรื่องพระแสงราวเทียน คำถามตอนต้นเริ่มมีบริบทมากขึ้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงถวายพระแสงดาบประจำพระองค์ไว้เป็นราวเทียนสำหรับบูชาพระประธานในพระอุโบสถ ประวัติพระแสงราวเทียน ตามประวัติที่พระอารามใช้ถ่ายทอดแก่ผู้เข้าชม การปรับพระแสงให้เป็นราวเทียนมีทั้งการลบปลายและคม ถอดด้ามออก และตกแต่งเป็นเศียรกับหางนาค ใบดาบจึงได้รับการดัดแปลงให้ทำหน้าที่รองรับเทียนสำหรับพุทธบูชา

รายละเอียดของการดัดแปลงช่วยให้เรามองเห็นความหมายของชื่อ “พระแสงราวเทียน” ชัดขึ้น รูปทรงเดิมของอาวุธได้รับการปรับเพื่อประโยชน์ใช้สอยใหม่ ขณะเดียวกันความเกี่ยวข้องกับเจ้าของยังคงได้รับการจดจำและถ่ายทอดผ่านประวัติของพระอาราม เมื่อได้ฟังเรื่องการสร้างกรุง การทำนุบำรุงวัด และการทรงผนวชมาก่อน การถวายพระแสงดาบจึงเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องระหว่างพระองค์กับสถานที่แห่งนี้

เราอาจเริ่มรู้จักพระองค์จากภาพของแม่ทัพ แต่สิ่งของและสถานที่ในวัดมหาธาตุฯ ช่วยให้เห็นพระราชประวัติด้านอื่นเพิ่มเติม ทั้งการอุปถัมภ์งานช่าง การบำเพ็ญกุศล และความผูกพันกับครูบาอาจารย์ทางธรรม พระแสงราวเทียนจึงเป็นจุดเชื่อมของเรื่องราวเหล่านั้น ตั้งแต่พระราชภารกิจในการรักษาบ้านเมือง จนถึงพระราชศรัทธาที่ปรากฏผ่านสิ่งของซึ่งถวายไว้ในพระพุทธศาสนา

การระลึกถึงที่ส่งต่อได้

งานวันมหาสุรสิงหนาทเปิดให้ผู้คนมีส่วนร่วมหลายทาง บางคนมาถวายสักการะ บางคนร่วมบำเพ็ญกุศลหรือบริจาคโลหิต ขณะที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ได้เข้าฟังบรรยายและเดินชมพระอาราม ก่อนวันงานยังมีกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดพระพุทธรูปโบราณ เพื่อร่วมดูแลสิ่งที่ได้รับสืบทอดมา การรักษามรดกต้องอาศัยการดูแลตัววัตถุควบคู่กับความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น จารึกอาจยังอยู่ครบ แต่ข้อความในจารึกต้องมีผู้ศึกษา งานช่างอาจยังปรากฏ แต่ต้องมีผู้ช่วยอธิบายให้คนรุ่นหลังรู้ว่าจะสังเกตตรงไหน

กิจกรรมครั้งนี้ทำให้เห็นบทบาทของการถ่ายทอดความรู้ อาจารย์ธงทองพาเรากลับไปเข้าใจบริบทของคนรุ่นสร้างพระนคร ส่วน ดร.ศรัณย์ชวนพิจารณาหลักฐานที่คนเหล่านั้นและผู้สืบทอดฝากไว้ในพระอาราม สำหรับ The Story Thailand การได้ร่วมฟังและเดินชมครั้งนี้ ช่วยให้เข้าใจความสำคัญของวัดมหาธาตุฯ มากขึ้น ทั้งในฐานะพระอารามที่ผูกพันกับวังหน้าพระองค์แรก และสถานที่ซึ่งเก็บรักษาร่องรอยประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชุมชนสมัยอยุธยา การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงการดูแลรักษามรดกของผู้คนในปัจจุบัน

เมื่อย้อนมองพระแสงราวเทียนอีกครั้ง เราจึงเห็นทั้งเจ้าของผู้ทรงมีส่วนปกป้องบ้านเมือง พระราชศรัทธาที่นำมาสู่การถวาย และผู้คนหลายรุ่นที่ช่วยรักษาสิ่งของกับเรื่องเล่าให้เดินทางมาถึงวันนี้ การระลึกถึงสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทดำเนินต่อได้ผ่านการเรียนรู้เช่นนี้ เริ่มจากฟังเรื่องราว หยุดมองรายละเอียด และนำความเข้าใจกลับไปเล่าต่อ เพื่อให้มรดกในพระอารามยังมีผู้รู้จักและเห็นคุณค่าในวันข้างหน้า

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เกาะติดกรุงศรี ออโต้ จัดทริปพิเศษแด่ลูกค้า เปิดประสบการณ์ตามรอยยูเนสโก สู่พระนครคีรี

เมื่อชีวิตไม่ใช่ของเราแล้ว? ‘นิ้วกลม’ ชี้ทางกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตด้วย ‘จตุร Control’

‘ศิลปะการใช้ชีวิตวัยใกล้ 100’ ไม่หยุดทำสิ่งที่รัก ไม่หยุดใช้ชีวิต

×

Share

ผู้เขียน

มรกต รอดพึ่งครุฑ Avatar