Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Red Hat ดัน Open Source สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI องค์กร

ในการประชุม Red Hat Summit 2026 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา เร้ดแฮทนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างเต็มตัว โดยชี้ว่า Open Source จะยังคงเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุค Linux และ Cloud Native

ผู้บริหารของเร้ดแฮทประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในภูมิภาค APAC ระหว่างงาน Red Hat Summit 2026 ผ่านการประชุมออนไลน์ โดยสะท้อนว่า AI ในระดับองค์กรไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องโมเดลหรือเครื่องมือใหม่ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ใช้งานได้จริงอย่างปลอดภัย ตรวจสอบได้ และควบคุมได้

แดเนียล ออ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เร้ดแฮท กล่าวว่า AI คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และเป็นอีกครั้งที่ Open Source จะมีบทบาทสำคัญในการนำความเร็วของนวัตกรรมจากชุมชนไปสู่การใช้งานจริงในองค์กร

เขาระบุว่า เอเชียแปซิฟิกไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ตามเทคโนโลยีจากอเมริกาเหนือเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทนำในบางด้านของนวัตกรรม สะท้อนผ่านการเติบโตของธุรกิจลูกค้ารายใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง 15 ไตรมาส โดยกลุ่มลูกค้าดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 60% ของธุรกิจเร้ดแฮทในภูมิภาค

AI Factory พิมพ์เขียว AI สำหรับองค์กร

หนึ่งในประกาศสำคัญของงาน คือความร่วมมือระหว่างเร้ดแฮทและ NVIDIA ในการนำเสนอพิมพ์เขียว AI Factory สำหรับองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานด้าน AI บนโครงสร้างพื้นฐานส่วนตัวในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้

วินเซนต์ คัลเดรา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เร้ดแฮท อธิบายว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหาร AI ได้ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล ไปจนถึงการบริหาร inference และระบบเอเจนต์

เร้ดแฮทยังประกาศความพร้อมในการรองรับ GPU สถาปัตยกรรมใหม่ของ NVIDIA อย่าง Blackwell และ Vera Rubin ได้ตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่าย รวมถึงได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์อิสระ หรือ ISV ภายใต้โปรแกรมพันธมิตรคลาวด์ของ NVIDIA ซึ่งช่วยให้สามารถนำพิมพ์เขียว AI Factory ไปใช้กับผู้ให้บริการ Sovereign Cloud ได้ทั่วโลก

เมื่อ AI กลายเป็นห่วงโซ่อุปทานใหม่

วินเซนต์ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของ AI ในระดับองค์กรไม่ได้อยู่แค่เรื่องต้นทุนหรือประสิทธิภาพของโมเดล แต่คือเรื่องความปลอดภัย การกำกับดูแล และการตรวจสอบย้อนกลับ

เขามองว่า AI คือ “ห่วงโซ่อุปทานใหม่” ที่มีความซับซ้อนกว่าซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม เพราะการสร้างโมเดล AI หนึ่งตัวต้องใช้องค์ประกอบที่แตกต่างกันถึง 26 ประเภท ตั้งแต่โมเดล ข้อมูล ไปจนถึงระบบและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ เร้ดแฮทจึงนำแนวปฏิบัติด้าน trusted software supply chain จากโลกซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้กับ AI เพื่อให้ทีมความปลอดภัยและทีมกำกับดูแลสามารถจัดการระบบ AI ได้บนกรอบการทำงานที่คุ้นเคย

วินเซนต์กล่าวว่า “การสร้างนวัตกรรมที่หวือหวาด้วยเทคโนโลยีนั้นทำได้ง่ายกว่าการทำให้เทคโนโลยีนั้นปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งเหตุผลที่เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เราต่อยอดจากศักยภาพที่เราสั่งสมมานานหลายปี”

AutoRAG และ Evaluation Hub แก้โจทย์ข้อมูลและความน่าเชื่อถือของ AI

เร้ดแฮทระบุว่า มูลค่าที่แท้จริงของ AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำข้อมูลภายในองค์กรมาผสานเข้ากับการทำงานของโมเดลและแอปพลิเคชัน

บริษัทจึงเปิดตัว AutoRAG เพื่อช่วยให้องค์กรค้นพบและฝังข้อมูลสำคัญเข้าสู่กระบวนการสืบค้นของโมเดล AI และเอเจนต์ได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบทดสอบความแม่นยำของการดึงข้อมูลแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเร่งกระบวนการจัดเตรียมข้อมูลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งความสามารถใหม่คือ Evaluation Hub ซึ่งเป็นหน้าจอควบคุมส่วนกลางสำหรับประเมินทั้งโมเดลและระบบ AI โดยรวม ทั้งด้านความแม่นยำและเสถียรภาพของระบบตลอดเวลา

เร้ดแฮทยังผสานเฟรมเวิร์ก Open Source ที่ใช้สำหรับประเมิน AI ในอุตสาหกรรมเข้ากับแพลตฟอร์ม เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารวงจรชีวิตของโมเดลและกระบวนการประเมินผลได้จากจุดควบคุมเดียว

Agentic AI ต้องมีขอบเขตและตรวจสอบได้

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของงาน คือการพัฒนา Agentic AI หรือระบบเอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถดำเนินงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้

วินเซนต์ระบุว่า แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีจำนวนมากที่ช่วยให้สร้างเอเจนต์ได้ง่ายขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญในบริบทองค์กร คือการทำให้เอเจนต์ทำงานอยู่ภายใต้ขอบเขตที่องค์กรกำหนด

เร้ดแฮทจึงพัฒนาความสามารถด้านการจัดการตัวตนของเอเจนต์ (Agent Identity) การติดตามการทำงานของเอเจนต์ (Agent Observability) รวมถึงการตรวจสอบทุกการทำงานของระบบ ตั้งแต่การเรียกใช้โมเดลไปจนถึงการเรียกใช้เครื่องมือ เพื่อให้องค์กรสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของระบบได้

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดเทคโนโลยีอย่าง Keycloak ให้รองรับการจัดการตัวตนและการควบคุมสิทธิ์ของเอเจนต์ในระบบ Agentic AI

RHEL แยกสองแนวทาง ตอบโจทย์ทั้งความเร็วและเสถียรภาพ

ในฝั่งระบบปฏิบัติการ เร้ดแฮทประกาศการขยายวงจรสนับสนุนของ Red Hat Enterprise Linux หรือ RHEL ผ่านบริการ RHEL Forever ซึ่งขยายระยะเวลาการสนับสนุนจาก 10 ปี เป็น 14 ปี สำหรับองค์กรที่มีระบบงานคงที่และไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

ขณะเดียวกัน บริษัทก็เปิดตัวแนวทาง Zero CVE บนพื้นฐานของโครงการ Fedora Hummingbird Linux และการใช้เครื่องมือ AI เพื่อให้สามารถออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับองค์กรที่ต้องการอัปเดตระบบอย่างรวดเร็ว

เร้ดแฮทยังระบุว่า ความสามารถดังกล่าวต่อยอดจากองค์ความรู้ด้าน security hardening และ software supply chain ที่บริษัทพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

OpenShift และ Automation เป็นฐานสำคัญของ Hybrid Cloud ยุค AI

เร้ดแฮทระบุว่า OpenShift ยังคงเป็นฐานสำคัญของ Hybrid Cloud และ AI โดยปัจจุบันธุรกิจ OpenShift มีรายได้ต่อเนื่องรายปี หรือ ARR สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ virtualization บน OpenShift ซึ่งมีอัตราการเติบโตของ VM สูงถึง 417% โดยเฉพาะในตลาดอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอาเซียน

ภายในงานยังมีการประกาศความพร้อมของ OpenShift บน IBM Cloud และ Google Cloud รวมถึง OpenShift as a Service ความสามารถด้าน AI workloads การทำ VM migration แบบอัตโนมัติ และ Bare Metal as a Service

ในด้าน Automation เร้ดแฮทมองว่าลูกค้ากำลังใช้งานระบบอัตโนมัติใน 3 รูปแบบ ได้แก่ task-based automation, event-driven automation และ automation ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Ansible จึงถูกวางบทบาทให้เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับบริหารทั้งสามรูปแบบ รวมถึงรองรับ MCP servers, AI workloads และ agentic workloads ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

Sovereign AI และโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากในงาน คือ Sovereign AI ซึ่งในมุมของเร้ดแฮทไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่รวมถึงสิทธิ์ในการควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และการปฏิบัติงาน

วินเซนต์อธิบายว่า หากองค์กรสูญเสียการควบคุมในชั้นใดชั้นหนึ่ง ก็อาจเกิดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบเข้มงวด เช่น การเงิน สาธารณูปโภค และภาครัฐ

เร้ดแฮทจึงเพิ่ม Sovereign Controls และ Evidence Tooling ลงในแพลตฟอร์ม รวมถึงเพิ่มความสามารถสำหรับ sovereign operations และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน governance และ operational resilience

นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศความร่วมมือกับ Netris ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน advanced networking for AI เพื่อสร้างระบบเครือข่ายแบบ Multi-tenanted Fabric สำหรับ Sovereign AI Cloud ช่วยแยกการประมวลผลของแต่ละ tenant ออกจากกัน และลดความเสี่ยงจากการปะปนของข้อมูล

Post-Quantum Cryptography ความท้าทายใหม่ที่องค์กรต้องเตรียมตัว

สำหรับประเด็นด้านความปลอดภัยในอนาคต เร้ดแฮทระบุว่าได้เริ่มวางรากฐานด้าน Post-Quantum Cryptography ไว้ในแพลตฟอร์มอย่าง RHEL 10 แล้ว

อย่างไรก็ตาม วินเซนต์มองว่า การเตรียมพร้อมในระดับระบบปฏิบัติการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการรับมือภัยคุกคามหลังควอนตัมจำเป็นต้องบูรณาการ cryptographic library เข้าไปในทุกแอปพลิเคชันและหลายชั้นของระบบ รวมถึงระดับเครือข่ายและโปรโตคอลต่าง ๆ

เขาระบุว่า ปัจจุบันภาคป้องกันประเทศเป็นกลุ่มที่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขณะที่หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกยังอาจไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวมากเพียงพอ

FSI และภาครัฐ ขับเคลื่อนการเติบโตในเอเชียแปซิฟิก

เร้ดแฮทมองว่า กลุ่มบริการทางการเงิน หรือ FSI ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก โดยครอบคลุมทั้งธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งกำลังใช้ Open Hybrid Cloud และ Red Hat AI อย่างกว้างขวาง

อีกกลุ่มที่เติบโตเร็วคือภาครัฐ โดยเฉพาะด้านป้องกันประเทศ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางข้อมูลที่เข้มงวดขึ้น

ขณะเดียวกัน องค์กรในหลายอุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว หรือ Concentration Risk มากขึ้น ส่งผลให้กลยุทธ์ Open Hybrid Cloud ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะช่วยให้องค์กรสามารถโยกย้ายภาระงานระหว่างคลาวด์หลายแห่ง หรือย้ายกลับมายังระบบภายในองค์กรได้

แดเนียลกล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับเร้ดแฮท เพราะเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนตลาดโลก เช่นเดียวกับที่ระบบเปิดเคยสร้างประวัติศาสตร์มาแล้วในอดีต”

ในภาพรวม ทิศทางที่เร้ดแฮทนำเสนอในงาน Red Hat Summit 2026 สะท้อนว่า การแข่งขันในยุค AI ขององค์กรไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือการสร้างระบบ AI ที่ปลอดภัย มีธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้ และสามารถควบคุมได้ในระดับองค์กรและระดับประเทศ

และในช่วงเวลาที่องค์กรต้องเลือกระหว่าง “ความเร็วของนวัตกรรม” กับ “ความมั่นคงของระบบ” เร้ดแฮทกำลังพยายามวาง Open Source ให้เป็นฐานกลางของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ตั้งแต่ Linux และ Cloud Native ไปจนถึง Hybrid Cloud และ AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar