พันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) สนับสนุนเครือข่ายนักวิจัยไทยในการพัฒนาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ ผ่านการผลักดันระบบติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ (DWM) ซึ่งเป็นผลงานของทีมวิจัยในเครือข่ายที่ผ่านการนำร่องทดสอบใช้งานจริง นักวิจัยเผย การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาเพียงเทคโนโลยีหรือกฎหมายได้ แต่ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความตระหนักรู้ในการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมาใช้ประโยชน์เป็นทรัพยากรอีกครั้ง
ศ.ดร.วนิดา แก่นอากาศ รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และการต่างประเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์เพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ส่วนอีกร้อยละ 80 อยู่ในกลุ่มชาวบ้านหรือซาเล้งที่คัดแยกด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีอันตราย เช่น แคดเมียมและตะกั่ว ลงสู่ดินและน้ำ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยตรงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (EPR) ยังคงอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานและต้องอาศัยข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจน
จากความท้าทายดังกล่าว ทีมวิจัยจาก มข. ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาถังขยะในห้องสมุด ได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเครือข่าย RUN และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา เพื่อดำเนินโครงการวิจัยจัดทำฐานข้อมูลการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทย ก่อนจะขยายผลสู่การพัฒนาระบบติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ (DWM) เพื่อติดตามวงจรขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ระบบ DWM มุ่งสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเก็บรวบรวมและคัดแยกสารอันตราย โดยรองรับการติดตามขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากลรวม 9 ประเภท ระบบจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างครัวเรือน ผู้เก็บรวบรวมขยะ โรงงานคัดแยก ภาครัฐ และนักวิจัย ให้สามารถติดตามเส้นทางขยะได้แบบ Real-time เพื่อลดปัญหาการลักลอบทิ้งหรือการจัดการที่ผิดวิธี และดึงขยะเข้าสู่กระบวนการที่ได้มาตรฐาน
ศ.ดร.วนิดา กล่าวต่อไปว่า โครงการวิจัยได้เริ่มนำร่องติดตามและจัดการตู้เย็นใช้แล้วในพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยา เนื่องจากตู้เย็นจัดเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดการยากที่สุดและมีสารอันตรายในระบบคอมเพรสเซอร์ ซึ่งหากถอดแยกไม่ถูกวิธีจะเกิดการรั่วไหลของสารพิษ โดยเป็นการศึกษาแนวทางการนำขยะออกจากภาคประชาชนเข้าสู่โรงงานกำจัดที่ถูกต้อง
ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า ระบบ DWM สามารถบันทึกจำนวนซากขยะในกระบวนการดิจิทัลและแสดงยอดคงเหลือในศูนย์จัดการแบบ Real-Time โดยซากตู้เย็นที่รวบรวมได้ในพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยาถูกส่งเข้าสู่กระบวนการกำจัดที่ถูกต้องทั้งหมดโดยไม่มีตกค้าง นอกจากนี้ระบบยังคำนวณปริมาณการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการรีไซเคิลที่ถูกต้อง เปรียบเทียบกับการจัดการรูปแบบเดิม เช่น การทิ้งหรือการฝังกลบ
ความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ผู้นำท้องถิ่น และเครือข่าย RUN โดยในการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี ครั้งที่ 7 (The 7th RUN Summit) กลุ่ม E-waste Management ที่ผ่านมา ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและสนับสนุนเครือข่ายนักวิจัยไทยในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ
จากการประชุมดังกล่าว มหาวิทยาลัยในเครือข่ายได้นำระบบ DWM ไปต่อยอดกับโครงการเดิม เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำไปใช้ในโครงการสกัดโลหะและสารเคมีจากแผงวงจร แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ส่วนมหาวิทยาลัยมหิดล นำไปใช้ศึกษาผลกระทบของสารปนเปื้อนต่อชุมชนและห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ยังมีการขยายความร่วมมือไปสู่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ได้แก่ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยเครือข่ายวิจัยไทยได้ร่วมกันเขียนแผนงานเสนอในแผนแม่น้ำโขงปี 2027 เพื่อจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ซึ่งเครือข่าย RUN ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้แก่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในการแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิจัย
ศ.ดร.วนิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตประเทศไทยจะมีปริมาณขยะจากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ EV ซึ่งหากไม่มีระบบจัดการที่ดีอาจเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยร่าง พ.ร.บ. การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน มีหลักการบังคับให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ซึ่งจะช่วยสร้างความร่วมมือและเปลี่ยนมุมมองจากขยะให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกระบวนการรีไซเคิลและการสร้างธุรกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยย้ำว่าการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากพฤติกรรมของประชาชนในการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางควบคู่กันไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SeaChange 2030: ความยั่งยืนกลายเป็นโครงสร้างธุรกิจ Thai Union





