สถานะการเป็นผู้นำด้านอาหารของประเทศไทยกำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่จากปัจจัยลบที่รุมเร้า ทั้งผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหลักอย่างมันสำปะหลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เข้มงวดขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม
เวทีเสวนา “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต: ดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อสุขภาพยืนยาวและฟื้นฟูระบบอาหาร” ซึ่งระดมแม่ทัพจากองค์กรหลักอย่าง หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันอาหาร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และบริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมกันถอดบทเรียนและเสนอหนทางรอด โดยย้ำว่า ผู้ประกอบการไทยต้องก้าวข้ามการขายวัตถุดิบราคาถูกและการยึดติดกับวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส เพื่อเปลี่ยนวิกฤตความมั่นคงทางอาหารให้เป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
วิกฤติวัตถุดิบและมายาคติเรื่อง “การอนุรักษ์”
แรงกดดันที่สั่นคลอนสถานะ “ครัวของโลก” ได้รุนแรงที่สุดประการหนึ่งคือ ความไม่มั่นคงทางอาหารที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภูมิรัฐศาสตร์โลก หทัยกานต์ กมลศิริกุล Head of Group Strategy, Sustainability, and Innovation & New Business Group บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยเป็นส่วนผสมพื้นฐานในผลิตภัณฑ์มากมาย ตั้งแต่วุ้นเส้นไปจนถึงชานมไข่มุก แต่ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 30 ล้านตันต่อปี ไหลรูดลงมาเหลือ 26 ล้านตัน 24 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าจะเหลือเพียง 21 ล้านตันในปีล่าสุด อันเป็นผลพวงโดยตรงจากภัยแล้งและสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี
สถานการณ์ยิ่งทวีความเปราะบางเมื่อผนวกเข้ากับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก จีนเริ่มดำเนินนโยบายลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากไทยเพียงแหล่งเดียว (De-risking) และหันไปส่งเสริมการปลูกข้าวโพดทดแทน รวมถึงการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตแป้งมันสำปะหลังไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนาม ตัวเลขที่บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนที่สุดคือ การขยายตัวของโรงงานแป้งมันสำปะหลังในลาวที่เพิ่มขึ้นจากเพียง 1 แห่งเมื่อ 5 ปีก่อน เป็น 30 แห่งในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าซัพพลายเชนกำลังถูกเปลี่ยนทิศทาง และไทยไม่สามารถนอนใจกับความได้เปรียบด้านวัตถุดิบแบบเดิมได้อีกต่อไป
ในขณะที่ต้นน้ำกำลังเผชิญวิกฤติ แนวคิดในการจัดการพันธุกรรมพืชของไทยกลับติดอยู่ในกับดักของความเข้าใจผิด ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยมักยึดติดกับการรักษาสายพันธุ์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษไว้โดยไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ซึ่งในโลกธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ การทำเช่นนั้นเปรียบเสมือนการเดินถอยหลัง การ “อนุรักษ์” ที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับ “การพัฒนา” ผู้วิจัยจำเป็นต้องนำสายพันธุ์พื้นเมืองมาปรับปรุงพันธุกรรมอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและมีความทนทานต่อโรคระบาด หากยังคงยึดติดกับการเก็บรักษาสายพันธุ์เดิมไว้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์โดยไม่มีการพัฒนาต่อยอด ขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยย่อมลดน้อยถอยลงจนไม่สามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้ในที่สุด
“อร่อย” นำหน้าสุขภาพ: เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคและกับดักราคา
ในสมรภูมิอาหารยุคใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคมีความซับซ้อนและย้อนแย้งมากกว่าที่ตาเห็น ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า แม้กระแสรักสุขภาพ (Health Conscious) จะมาแรงเพียงใด โดยได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากสื่อโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง แต่ปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายซ้ำไม่ใช่แค่คำว่า “ดีต่อสุขภาพ” แต่ต้องเป็นอาหารสุขภาพที่ “อร่อย” ด้วย
บทเรียนราคาแพงเกิดขึ้นกับกระแส “เนื้อจากพืช” (Plant-based Meat) ที่เคยบูมอย่างหนักในช่วงโควิด-19 แต่กลับชะลอตัวลงในเวลาต่อมา สาเหตุสำคัญเพราะรสสัมผัสและความอร่อยยังไม่สามารถทดแทนเนื้อสัตว์จริงได้ ในทางกลับกัน กลุ่ม “นมทางเลือก” (Alternative Milk) เช่น นมโอ๊ต นมอัลมอนด์ กลับเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในร้านกาแฟพรีเมียม เพราะสามารถมอบรสชาติที่อร่อยและแตกต่าง เป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคยอมรับได้จริงในชีวิตประจำวัน
เมื่อเจาะลึกไปในกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพสูง พบว่าเทรนด์ “อาหารฟังก์ชัน” (Functional Food) กำลังลงลึกในระดับโมเลกุล ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่อาหารทั่วไป แต่มองหาอาหารที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น การดูแลระบบลำไส้ด้วยโพรไบโอติกส์สายพันธุ์เฉพาะที่ช่วยเรื่องกรดไหลย้อน หรืออาหารที่ช่วยบำรุงสมองและลดความเครียด

ข้อมูลการส่งออกยังเผยให้เห็นดาวรุ่งดวงใหม่คือ “อาหารเฉพาะบุคคล” (Personalized Food) ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 12.9% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสองกลุ่มวัยคือ อาหารสำหรับผู้สูงอายุ และอาหารสำหรับทารก ซึ่งสะท้อนโครงสร้างประชากรไทยและโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง “กับดักราคา” โดยเฉพาะในตลาดสินค้าออร์แกนิก (Organic Food) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความย้อนแย้งของผู้บริโภคได้ดีที่สุด ผลวิจัยระบุว่าแม้ผู้บริโภคทุกคนจะบอกว่าอยากได้สินค้าปลอดสารพิษ แต่เมื่อถามถึงความยินดีที่จะจ่าย (Willingness to Pay) กลับพบว่าส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเพิ่มจากราคาปกติเพียง 10% เท่านั้น ในขณะที่ความเป็นจริงด้านการผลิต เกษตรอินทรีย์มีต้นทุนสูงกว่าเกษตรทั่วไปมากกว่า 100%
ช่องว่างมหาศาลระหว่าง “ราคาที่ใจอยากจ่าย” กับ “ต้นทุนจริง” นี้ คือโจทย์หินที่ผู้ประกอบการไม่สามารถแก้ได้ด้วยการตลาด แต่ต้องแก้ด้วย “เทคโนโลยี” เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงมาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ มิฉะนั้นสินค้าออร์แกนิกจะยังคงติดอยู่ในกับดักของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ไม่สามารถขยายตัวในวงกว้างได้อย่างแท้จริง
ฝ่ากำแพงมาตรฐานโลก: จากกฎหมายสิ่งแวดล้อมสู่ความซับซ้อนทางวัฒนธรรม
การก้าวสู่เวทีการค้าโลกในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่รสชาติหรือราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเผชิญกับกำแพงมาตรฐานทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งทวีความเข้มงวดและซับซ้อนขึ้นอย่างมาก ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหารกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกฎระเบียบจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ที่ประกาศใช้กฎหมาย EUDR (EU Deforestation-free Regulation) มีผลบังคับให้สินค้าส่งออกต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งกำเนิด ผู้ส่งออกต้องระบุพิกัดละติจูดและลองจิจูดของแปลงเพาะปลูกเพื่อพิสูจน์ว่าวัตถุดิบนั้นไม่ได้มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า
นอกจากนี้ยังมีมาตรการด้านบรรจุภัณฑ์ที่ต้องรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและการคำนวณอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อต้องเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยผ่านกฎหมาย FSMA (Food Safety Modernization Act) ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “สุ่มตรวจ” ผลิตภัณฑ์ปลายทาง เป็นการ “ป้องกัน” ความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ
ระบบการตรวจสอบจึงเปลี่ยนรูปแบบจากเอกสารกระดาษที่ยื่นต่อศุลกากร มาเป็นระบบดิจิทัลที่ผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code บนชั้นวางสินค้าเพื่อดูเส้นทางการผลิตได้ทันที มาตรการนี้บีบบังคับให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับกระบวนการผลิตเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization of Trust) เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ประเทศจีนกำลังเริ่มบังคับใช้กับสินค้าอาหารนำเข้าเช่นกัน
นอกจากมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมแล้ว ความซับซ้อนของมาตรฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมยังเป็น “กับดัก” ที่ผู้ส่งออกจำนวนมากมักมองข้าม ดร.วิศิษฐ์ เตือนว่ามาตรฐาน “ฮาลาล” ไม่ใช่ใบเบิกทางใบเดียวที่ใช้ได้ทั่วโลก แต่ละประเทศมุสลิมต่างมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การได้รับรองมาตรฐานฮาลาลจากประเทศไทยไม่ได้การันตีว่าจะสามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในมาเลเซียหรืออินโดนีเซียได้เสมอไป เนื่องจากข้อตกลงในการยอมรับมาตรฐานร่วมกัน (Harmonize) ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่มีความละเอียดอ่อนสูง เช่น โคเชอร์ (Kosher) ของชาวยิว ซึ่งกลายเป็นกำแพงการค้าที่มองไม่เห็น ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อป้องกันความเสียหายจากการผลิตสินค้าที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเฉพาะของตลาดปลายทาง
พลิกเกมด้วยดิจิทัลและโมเดล “ขยะสู่ทองคำ”

การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดเดียวของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่กำลังติดกับดักด้านโครงสร้างแรงงาน ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยส่วนใหญ่กว่า 80% ยังคงติดอยู่ในยุคอุตสาหกรรม 1.0 และ 2.0 ซึ่งเน้นการใช้แรงงานคนจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและแรงงานเริ่มขาดแคลน การผลิตแบบเดิมจึงถึงทางตัน
ทางออกเดียวคือการยกระดับสู่ “อุตสาหกรรม 4.0” ที่เชื่อมโยงข้อมูลการผลิตทั้งระบบเข้าด้วยกัน เป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง “โรงงานมืด” (Dark Factory) หรือโรงงานอัตโนมัติที่ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟเพราะไม่มีมนุษย์ทำงาน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและเพิ่มความแม่นยำในการผลิตได้อย่างยั่งยืน
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นจริง ภาครัฐได้ระดมมาตรการจูงใจทางภาษีครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุน ผู้ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการองค์กรหรือกระบวนการผลิต สามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 200% (Tax 200%) และหากมีการส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะด้านดิจิทัล (Upskilling) จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 250% ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เอื้อประโยชน์สูงสุดทั้งต่อองค์กรขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ก็เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลจากสิ่งที่เคยมองข้าม เจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ยกกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของสตาร์ตอัปไทยชื่อ “ฟรุตต้าไบโอ” (Fruita Bio) บริษัทนี้เริ่มต้นธุรกิจด้วยแนวคิดที่ฉีกกรอบเดิมอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะมองหาผลไม้เกรดพรีเมียมราคาแพง พวกเขากลับมองไปที่ “ขยะ” หรือเปลือกผลไม้เหลือทิ้งจากตลาดไท ซึ่งมีต้นทุนต่ำมากหรือแทบเป็นศูนย์ นำมาผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biotechnology) เพื่อสกัดสารสำคัญและแปรรูปเป็น “ไบโอพลาสติก” และ “แคปซูลยา” ทางการแพทย์
ความสำเร็จของฟรุตต้า ไบโอ ไม่ได้เกิดจากแค่ไอเดีย แต่เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ชาญฉลาด โดยมีการประกอบเครื่องจักรขึ้นเองภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนเครื่องจักรถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศหลายเท่าตัว ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value) จากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กลายเป็นโมเดลธุรกิจ “ขยะสู่ทองคำ” ที่ทำกำไรได้ตั้งแต่วันแรก และสามารถขยายตลาดไปไกลถึงระดับโลก
โมเดลนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตของกิน แต่ยังครอบคลุมถึงการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งเป็นทิศทางที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งศึกษาและปรับใช้
ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนปั้นระบบนิเวศใหม่
ความอยู่รอดของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต ไม่สามารถฝากไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ คุณไปยดา ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กรในการทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่จะเข้ามาช้อนรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพต่อจากหน่วยงานให้ทุนวิจัยต่าง ๆ โดยสถาบันอาหารพร้อมให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการทดสอบวิเคราะห์สารอาหารและอายุการเก็บรักษา (Shelf Life), โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) สำหรับทดลองผลิตจริง, การช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อขอขึ้นทะเบียน อย. และมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และตลาดส่งออก ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างสำคัญที่ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไปไม่ถึงดวงดาว
ในฝั่งของภาคเอกชนรายใหญ่ คุณหทัยกานต์ กล่าวว่า ไทยวา ในฐานะพี่ใหญ่พร้อมประคับประคองน้องเล็ก ผ่านกลไก Corporate Venture Capital (CVC) ซึ่งปัจจุบันไทยวาได้ลงทุนในสตาร์ตอัปด้าน Agri-Food Tech ไปแล้วถึง5 รายทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ และจีน โดยไทยวาพร้อมเปิดกว้างรับพาร์ทเนอร์และสตาร์ตอัปไทยที่มีนวัตกรรม เพื่อให้เข้ามาร่วมใช้ประโยชน์จากเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) และฐานลูกค้าที่มีอยู่ใน 35 ประเทศทั่วโลก ความร่วมมือนี้จะช่วยให้สตาร์ตอัปไทยสามารถตรวจสอบความต้องการของตลาด (Market Validation) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการล้มเหลว และสามารถขยายขนาดธุรกิจ (Scale Up) สู่ระดับสากลได้จริง
การผนึกกำลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ กับเงินทุนและการเข้าถึงตลาดของภาคเอกชนรายใหญ่ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากผู้ส่งออกวัตถุดิบราคาถูก ไปสู่ผู้สร้างสรรค์ “อาหารแห่งอนาคต” ที่มีมูลค่าสูง ยั่งยืน และเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลกอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
MIT ชู ‘En-ROADS’ นวัตกรรมจำลองนโยบายกู้วิกฤติโลก
สรุปสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย 2568: รับมือ 3 วิกฤติโลก และโจทย์ใหญ่เลือกตั้ง 69



