สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทยผ่าน Data & AI มุ่งสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและส่งเสริมการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ พร้อมเปิดโรดแมปปี 2569 นำร่องพัฒนาบุคลากรและแก้ปัญหาน้ำด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
การลงนามครั้งนี้มีผู้นำ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ, ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ Professor Pai-Chi Li อธิการบดี AIT ร่วมลงนามเพื่อวางรากฐานดิจิทัลให้เข้มแข็ง โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก
หนุน ‘Practical AI’ และ ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’
ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า การลงนามในวันนี้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของสภาดิจิทัลฯ ในการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling/Reskilling) และสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการนำนวัตกรรมและงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
“สภาดิจิทัลฯ ต้องการลดช่องว่างด้านทักษะ และทำให้ AI เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับทุกธุรกิจค่ะ โดยสภาดิจิทัลฯ มีแผนผลักดันผ่าน Digital Skill Roadmap โดยร่วมกับพันธมิตรพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการใช้งานจริง (Practical AI) ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”
สร้าง อธิปไตยทางเทคโนโลยี วางรากฐานนวัตกรรม AI เพื่อคนไทย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงแค่ปริมาณการใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้าง ปรับใช้ และกำกับดูแลเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นกลไกสำคัญ ในการเปลี่ยนความเป็นเลิศด้านการวิจัยให้กลายเป็นผลกระทบที่จับต้องได้ในสังคม
สวทช. มุ่งเน้นการสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและจัดการระบบ AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมและความต้องการของชาติในระยะยาว
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงทุนสร้างรากฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์อย่าง AI for Thai และ ปทุมมา (Pathumma) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) สำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการจัดตั้งมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเรากำลังสร้างเส้นทางลัดที่เชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ”
ยกระดับนวัตกรรมไทย สู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
Professor Pai-Chi Li อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เปิดเผยว่า AIT พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผ่าน AIT AI Lab เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากลมาสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยมุ่งหวังให้การพัฒนา AI ในประเทศไทยมีมาตรฐานระดับโลกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชียเพื่อขยายขอบเขตการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง
“AIT ให้ความสำคัญกับ AI ในการเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทำให้เมืองปลอดภัย มีความยืดหยุ่น รวมถึงการใช้ AI และข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเตือนล่วงหน้า การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงในเขตเมือง ซึ่งมีเป้าหมาย คือการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว”
ปี 2569: ปั้นบุคลากร-แก้ปัญหาน้ำ
ความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วม (Action Plan) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน ผ่านโครงการยกระดับทักษะ AI ที่ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพภาคประชาชน (AI Users) จำนวน 700 คน และนักพัฒนา (AI Developers) จำนวน 300 คน โดยจะจัดการอบรมแบบเข้มข้นทั้งในรูปแบบ Hybrid และ On-site ทั้งนี้จะนำร่องใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ค้าปลีก (Retail), สุขภาพ (Health) และดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเชิงพื้นที่ที่สำคัญคือการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ และเกษตรอาหาร ผ่านกิจกรรม Innovation Matching เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน ไปจนถึงการเตรียมสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลทักษะและผลงานวิจัย ตลอดจนผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อต่อยอดระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ระดมกูรูแลกเปลี่ยนมุมมอง ‘โอกาสธุรกิจไทยยุค AI’
ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษเจาะลึกทิศทางนโยบายและการกำกับดูแล AI อย่างรับผิดชอบ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก NECTEC, BDI, ทรู คอร์ปอเรชั่น และอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งเน้นย้ำถึงการใช้ AI เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลเพื่อป้องกันภัยคุกคามสำหรับเด็กและกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความยั่งยืนให้กับสังคมไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Palo Alto Networks ชี้จุดเปลี่ยนไซเบอร์ซีเคียวริตี้ รับมือยุค Agentic AI
สึนามิวงการเทคฯ 2569: ปลดนับหมื่นสังเวย AI หรือแค่ ‘AI Washing’?



