ในยุคที่สงครามสตรีมมิง (Streaming Wars) ดุเดือดเลือดพล่าน การจะนำแพลตฟอร์มคอนเทนต์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปปักธงในต่างแดนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ Tencent (เทนเซ็นต์) ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตอันดับ 4 ของโลกจากจีน การขยายอาณาจักรคอนเทนต์ผ่าน Tencent Video และ WeTV กลับมีกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งและน่าสนใจ โดยเฉพาะการเลือก “ประเทศไทย” เป็นหมุดหมายแรกในการบุกตลาดโลก
จากการบรรยายในหัวข้อ “Decoding Content Platform Go Global Strategies” โดย เสี่ยว คุนเกา (Xiaokun Gao) ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) – Sanook / Tencent ได้เผยให้เห็นเบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของเงินทุน แต่คือการผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และโมเดลธุรกิจที่เปิดกว้างไว้อย่างลงตัว
AI: ผู้อยู่เบื้องหลังความมหัศจรรย์ของคอนเทนต์
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Tencent Video โดดเด่นคือการนำเทคโนโลยีมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ปัจจุบัน AI ได้เข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอนของการผลิตคอนเทนต์ (End-to-end production) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ในฝั่งของการผลิตซีรีส์ (Drama Creation) AI ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ การวิเคราะห์บท (Script Analysis) โดยระบบจะประมวลผลจากข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ เพื่อช่วยร่างบทที่คาดว่าจะได้รับความนิยมสูงสุด ไปจนถึงการทำ สตอรี่บอร์ด (Storyboarding) ที่ช่วยออกแบบฉากต่าง ๆ ให้ทีมงานเห็นภาพและถ่ายทำได้ง่ายขึ้น
แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ เทคโนโลยีการพากย์เสียง (Dubbing) ซึ่งแก้ปัญหาใหญ่ของคอนเทนต์ข้ามชาติ เดิมทีการพากย์เสียงอาจทำให้เสียอรรถรสเพราะปากตัวละครไม่ตรงกับเสียง แต่ด้วย AI ปัจจุบันสามารถปรับรูปปากของตัวละครให้ขยับสอดคล้องกับภาษาที่พากย์ได้แล้ว ทำให้การรับชมมีความเป็นธรรมชาติเสมือนเจ้าของภาษามาพูดเอง
ในฝั่งของ แอนิเมชัน (Animation) AI เข้ามาช่วยสร้างโมเดลตัวละครที่หลากหลายผ่านการป้อนคำสั่ง (Prompt) เพียงครั้งเดียว ทำให้ผู้ผลิตมีตัวเลือกนับร้อยแบบในเวลาอันสั้น รวมถึงการสร้างสีหน้าและอารมณ์ (Facial Expressions) ที่มีความละเอียดอ่อนจนใกล้เคียงมนุษย์ถึง 98%
Tech for Good: ส่งต่ออาวุธให้พาร์ตเนอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ Tencent ไม่ได้เก็บเทคโนโลยีเหล่านี้ไว้ใช้เพียงผู้เดียว ในช่วงถาม-ตอบ คุณเสี่ยวคุนย้ำถึงวิสัยทัศน์ “Tech for Good” โดยระบุว่าบริษัทมีแผนที่จะเปิดระบบ Workflow Automation และเครื่องมือ AI เหล่านี้ให้กับพาร์ตเนอร์และผู้ผลิตคอนเทนต์ภายนอกได้ใช้งานด้วย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไปด้วยกัน ดังเช่นที่เคยจัดประกวดหนังสั้น AI ในจีนที่มีผู้ส่งผลงานกว่าพันเรื่อง
ทำไมต้องเริ่มที่ “ไทย”? : ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองจากกรุงเทพฯ
เมื่อ Tencent ตัดสินใจพาแพลตฟอร์มออกนอกจีนในปี 2019 ภายใต้ชื่อ WeTV พวกเขาเลือก “ประเทศไทย” เป็นที่แรก ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ คือ
- ความพร้อมของบุคลากร: ไทยมีอุตสาหกรรมคอนเทนต์ที่แข็งแรง มีผู้ผลิตและครีเอเตอร์ที่มีความสามารถ
- ความคุ้นเคยทางวัฒนธรรม: คนไทยคุ้นเคยกับคอนเทนต์จีนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคหนังฮ่องกง และมีพื้นฐานวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน
- ศักยภาพในการสร้างรายได้: ตลาดโฆษณาและการชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment) ของไทยมีความเติบโตและพร้อมกว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ
ความสำเร็จในไทยจึงกลายเป็นต้นแบบ (Blueprint) ให้ Tencent ขยายฐานไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลกในเวลาต่อมา โดยใช้สำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการดูแลการดำเนินงานในภูมิภาค
Localization: “Insight” ที่เอาชนะ “กำแพงภาษา”
หัวใจสำคัญที่ทำให้ WeTV ยืนหยัดอยู่ได้ไม่ใช่แค่การนำคอนเทนต์จีนมาฉาย แต่คือการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมคนท้องถิ่น (Localization) อย่างลึกซึ้ง
กลยุทธ์ “Social Media First” คือตัวอย่างที่ชัดเจน แทนที่จะต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเกรี้ยวกราด Tencent เลือกที่จะเข้าใจว่าผู้ชมเข้าถึงคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดียเป็นหลัก จึงใช้ช่องทางเหล่านี้ในการเผยแพร่คอนเทนต์คุณภาพสูงเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายและเร็วที่สุด ผลลัพธ์คือ WeTV มีผู้ติดตามรวมกันกว่า 100 ล้านคนบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก
The Speed Paradox: ปริศนาความเร็วกับทางออกด้วย “พากย์ไทย” หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าทึ่งที่สุดคือเรื่อง “ความเร็วในการรับชม” ข้อมูลหลังบ้านพบความย้อนแย้งว่า ปกติผู้ชมสตรีมมิงมักชอบเร่งความเร็ววิดีโอ (Speed 1.25x หรือ 1.5x) แต่กับซีรีส์จีนย้อนยุคฟอร์มยักษ์อย่าง ตำนานหมิงหลัน คนไทยกลับดูได้เฉลี่ยเพียง 20 นาที เพราะต้องใช้สมาธิสูงในการอ่านซับไตเติลที่มีชื่อตัวละครและยศตำแหน่งยาวเหยียด หากเร่งความเร็วก็อ่านไม่ทัน
Tencent แก้เกมด้วยการนำ “การพากย์ไทย” เข้ามาใช้ ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยที่คุ้นเคยกับการดูหนังพากย์ ผลลัพธ์คือระยะเวลาการรับชม (Watch time) พุ่งสูงขึ้นจาก 20 นาที เป็นกว่า 2 ชั่วโมงทันที
Community Experience: ดูคนเดียวแต่ไม่เดียวดาย นอกจากการแปลภาษา Tencent ยังสร้างฟีเจอร์ที่ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ คือระบบคอมเมนต์ที่วิ่งบนหน้าจอ เพื่อให้ผู้ชมเห็นความคิดเห็นของเพื่อนร่วมโลกแบบเรียลไทม์ ทำให้การดูซีรีส์ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำคนเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการร่วมแชร์ความสุข ความเศร้า และความอินไปพร้อมๆ กับคนอื่น (Companionship)
แม้กระทั่ง โปสเตอร์โปรโมต ก็มีการปรับเปลี่ยน ในจีนโปสเตอร์จะเน้นโชว์ดาราเพราะคนรู้จักอยู่แล้ว แต่ในตลาดโลกที่ดาราจีนอาจยังไม่เป็นที่รู้จัก โปสเตอร์จะถูกออกแบบใหม่ให้เน้น “อารมณ์และเรื่องราว” (Story & Mood) แทน เช่น ภาพคู่รักกอดกันเพื่อสื่อว่าเป็นหนังรักโรแมนติก ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการคลิกชม (CTR) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
Content Strategy: เป็นมากกว่าผู้นำเข้าคือ”Super Aggregator”
กลยุทธ์คอนเทนต์ของ Tencent ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฉายของตัวเอง แต่ยกระดับสู่การเป็น Super Aggregator หรือศูนย์รวมคอนเทนต์เอเชียที่ดีที่สุด
รวมพันธมิตรระดับโลก: นอกจากคอนเทนต์ของ Tencent เองแล้ว แพลตฟอร์มยังจับมือกับ iQIYI (อ้ายฉีอี้) เพื่อนำคอนเทนต์จีนยอดนิยมมาฉาย รวมถึงร่วมมือกับค่ายผู้ผลิตจาก เกาหลี เพื่อตอบสนองความต้องการซีรีส์เกาหลีของผู้ชม
ปรากฏการณ์แอนิเมชันจีน: อีกหนึ่งความสำเร็จที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ แอนิเมชันเรื่อง “Soul Land” (ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน) ที่ได้รับความนิยมถล่มทลาย ติดอันดับ Top 10 คอนเทนต์ที่มีผู้ชมสูงสุดในไทยต่อเนื่องหลายปี พิสูจน์ให้เห็นว่าแอนิเมชันจีนมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งไม่แพ้อนิเมะญี่ปุ่น
จาก “ผู้นำเข้า” สู่ “ผู้ส่งออก” วัฒนธรรม
Tencent ไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดระบายสินค้า แต่มองเป็นฐานการผลิต (Production Hub) ที่สำคัญ ปัจจุบันมีการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ไทยผลิตออริจินัลคอนเทนต์ (Original Content) โดยเฉพาะซีรีส์วาย (BL Series) และรายการวาไรตี้
ตัวอย่างความสำเร็จคือรายการ CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) ที่เป็นการนำ IP รายการไอดอลเซอร์ไววัลชื่อดังจากจีนมาผลิตเวอร์ชันไทย ซึ่งไม่เพียงประสบความสำเร็จในไทย แต่ยังติดเทรนด์โลก (Twitter Trends) ในกว่า 107 ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์ที่ผลิตในไทยมีศักยภาพในการดึงดูดผู้ชมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลาตินอเมริกาหรือสหรัฐฯ
ก้าวต่อไปในปี 2026: เชื่อมโลกด้วยคอนเทนต์
สำหรับทิศทางในอนาคต เสี่ยวคุน เกา ได้มองภาพถึงปี 2026 ว่า Tencent จะมุ่งเน้นการสร้างคอนเทนต์สารคดี (Documentary) เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทั้งสารคดีอาหารที่ร่วมมือกับ Doc Lab และสารคดีเชิงธุรกิจที่จะพาผู้ชมจีนมาทำความรู้จักกับระบบนิเวศธุรกิจและผู้ประกอบการไทย รวมถึงการจัดงานอีเวนต์ใหญ่อย่าง “VIP Party Thailand” เพื่อรวมพลคนรักแอนิเมชันและเกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ท้ายที่สุด Tencent เชื่อมั่นว่า “คอนเทนต์” คือสะพานเชื่อมวัฒนธรรม และเทคโนโลยีอย่าง AI ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง แต่เป็น “โอกาส” ที่จะช่วยทลายกำแพงภาษา ทำให้คอนเทนต์ดี ๆ จากทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงผู้ชมได้อย่างไร้พรมแดน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Kubix ชี้ RWA Tokenization ทั่วโลกโต 5.8 แสนล้าน ลุยขับเคลื่อน Digital Wealth for All
AI Outlook 2026: สู่ยุค ‘AI Agent’ และโจทย์ใหญ่ ‘Think Global’



