การยกระดับบริการภาครัฐก้าวเข้าสู่มิติใหม่ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ร่วมกันประกาศความตั้งใจในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปฏิรูปและขับเคลื่อนระบบราชการไทยให้มีความพร้อมและทันสมัย. ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดหาเครื่องมือใหม่มาใช้ทำงาน แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนโฉมการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้กับประชาชนไทยทุกคน
อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ชี้ว่า ก.พ.ร. มีบทบาทหน้าที่ในการพิจารณาปรับปรุงภารกิจของภาครัฐให้ตอบสนองต่อประชาชนและโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับ DGA ขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) มาโดยตลอดเพื่อความโปร่งใสและรวดเร็ว แต่เมื่อการพัฒนาภาครัฐต้องก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง AI จึงจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้อันทันสมัยจาก สวทช. และเนคเทค (NECTEC) เข้ามาร่วมเติมเต็มและเปลี่ยนแนวคิดให้เกิดขึ้นจริง
เลขาธิการ ก.พ.ร. เปรียบเทียบว่า ทั้งสามหน่วยงานเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์สำคัญที่ต้องจับมือกัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั่วประเทศเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่สี่ที่จะต้องเห็นความสำคัญและร่วมใจนำระบบ AI เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้งานจริงเพื่อให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปตามเป้าหมาย
ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. อธิบายว่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานได้รวดเร็วขึ้นถึงประมาณ 7 ปี ดังจะเห็นได้จากความพร้อมในการจัดประชุมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านโปรแกรม Zoom ในอดีตที่กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน
ความก้าวหน้านี้ส่งผลให้เทคโนโลยี AI เติบโตตามมาอย่างรวดเร็วด้วยชิปประมวลผลที่มีความเร็วสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด. จากเดิมที่คนใช้ AI วาดภาพเล่นสนุกสนาน ก็เริ่มพัฒนาจนมี ChatGPT ที่สามารถตอบคำถามจริงจังได้ดีขึ้น
ผู้อำนวยการ สวทช. เห็นว่า AI จะมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ซับซ้อน เช่น การอ่านข้อมูลปริมาณมหาศาลนับล้านหน้าเพื่อค้นหาข้อมูลและสรุปผลแทนมนุษย์ ทั้งนี้ สวทช. พร้อมที่จะร่วมมือกับ ก.พ.ร. และ DGA เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค AI เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะที่ ดร.ณัฐวัชร์ วรนพกุล รองผู้อำนวยการ DGA สะท้อนมุมมองว่า ในฐานะที่ DGA ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางที่ร่วมทำงานกับข้าราชการทุกระดับในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ DGA มองว่าจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือตัวบุคคล การปูพื้นฐานความเข้าใจและการใช้ AI (AI Literacy) ให้แก่ข้าราชการจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เช่นเดียวกับการปูพื้นฐานเรื่องข้อมูลและการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ที่ DGA ได้ดำเนินงานมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากข้อมูลคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของระบบ AI
รองผู้อำนวยการ DGA อธิบายด้วยหลักการเปรียบเทียบว่า หาก AI ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีคุณภาพในการประมวลผล ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ย่อมจะไม่มีคุณภาพเช่นกัน เปรียบเสมือนหลักการ “ขยะเข้า ขยะออก” (Garbage In, Garbage Out) พร้อมทั้งย้ำเตือนว่า ไม่ว่า AI จะมีความชาญฉลาดเพียงใด ความรับผิดชอบในการใช้งานยังคงตกเป็นหน้าที่ของมนุษย์ผู้ใช้งานเสมอ. การประสานพลังร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบบริการภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใสสำหรับประชาชนทุกคน
จากแนวคิดสู่การลงมือจริงในเวที AI Hackathon for Public Sector Development
เพื่อแปรเปลี่ยนกรอบนโยบายข้างต้นให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จึงได้มีการจัดกิจกรรมแข่งขัน “AI Hackathon for Public Sector Development” ขึ้น ผ่านห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ (Government Innovation Lab) กิจกรรมนี้เปิดเวทีให้บุคลากรภาครัฐนำปัญหาและข้อจำกัดที่พบเจอจริงจากการปฏิบัติงาน มาทำการทดลองและพัฒนาเป็นต้นแบบนวัตกรรมเพื่อช่วยลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อน โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม บริษัท Techsauce Media จำกัด เชื่อมโยงระบบนิเวศและเครื่องมือ AI และเนคเทค (NECTEC) ร่วมเป็นวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาทางเทคนิค
กิจกรรมแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีทีมจากหน่วยงานภาครัฐสมัครเข้าร่วมทั้งหมด 36 ทีม ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะผ่านการคัดเลือกและขัดเกลาแนวคิดจนเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้ายเพื่อร่วมพัฒนาต้นแบบจริงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม
ในรอบตัดสิน (Final Pitching) ดร.ณัฐวัชร์พร้อมผู้แทนจาก DGA ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะแก่ทุกทีมเพื่อให้นำผลงานไปใช้งานจริงในทางปฏิบัติได้มากที่สุด
ในการจัดงานครั้งนี้ คุณอ้อนฟ้ายังได้ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัลให้แก่ทีมข้าราชการที่ชนะเลิศใน 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่
- รางวัลชนะเลิศหมวด AI เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การติดตาม และการประเมินผล ได้แก่ ทีม OneMind จากสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กับผลงานระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนอุบัติภัยโรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (OneMind Alert)
- รางวัลชนะเลิศหมวด AI เพื่อการปรับโครงสร้างและยกระดับสมรรถนะภาครัฐ ได้แก่ ทีม HR รัก MyJob จากสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กับผลงานระบบ “HR รัก” AI Agent ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
- รางวัลชนะเลิศหมวด AI เพื่อการยกระดับคุณภาพบริการประชาชน ได้แก่ ทีม Taxmate จากกรมสรรพากร กับผลงาน “คิดแชท คุยจบ ยื่นครบ ถูกต้อง”
ผลงานต้นแบบทั้งหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังของการเปลี่ยนแปลงภาครัฐสามารถเริ่มขึ้นได้จากข้าราชการผู้ปฏิบัติงานจริงที่มีเป้าหมายในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและนำพาประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้าอย่างราบรื่น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ศึก AI ระหว่างมหาอำนาจกับโอกาสของประเทศไทย
ดีป้า–ไอบีเอ็ม เปิดเวที Quantum Readiness วางโรดแมปควอนตัมไทยรับมือภัยไซเบอร์อนาคต
AIS ถอดบทเรียน Sovereign AI จากใช้งานจริง สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อภาครัฐ



