สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทุกเทคโนโลยี ประกอบด้วย MHEV, HEV, PHEV และ BEV ล่าสุดมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 198 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการผลิตยานยนต์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จไฟฟ้า
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยมีองค์กรและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่างประเทศเข้าร่วม อาทิ สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100 รวมถึงสมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง
เลขาธิการบีโอไอกล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตั้งแต่ยุครถกระบะ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถประหยัดพลังงาน (Eco Car) จนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ (xEV) โดยบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ตลอดจนศูนย์วิจัยและพัฒนาและศูนย์ทดสอบ
จากข้อมูลสถิติตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พบว่าผู้บริโภคให้การตอบรับเพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนร้อยละ 3 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รถยนต์ประเภทไฮบริด (HEV) มีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 21.8 ตามด้วยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ร้อยละ 19.6 และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ร้อยละ 2.9 ซึ่งสะท้อนว่าเทคโนโลยีไฮบริดมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน
สำหรับข้อมูลสถิติการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มูลค่ารวมกว่า 137,000 ล้านบาท (198 โครงการ) สามารถแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมได้ดังนี้:
- กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV: มูลค่า 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ)
- กลุ่มรถยนต์ HEV: มูลค่า 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ)
- กลุ่มรถยนต์ PHEV: มูลค่า 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ)
- กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น (รถบัสและรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า): มูลค่า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)
นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและชิ้นส่วน มีการลงทุนในกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้:
- กลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS): มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ)
- กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ (มอเตอร์ขับเคลื่อน, ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่, ระบบควบคุมพลังงาน): มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ)
- กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่: มูลค่ารวม 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) โดยมีแผนติดตั้งหัวชาร์จรวมกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงหัวชาร์จเร็ว (Fast Charge) จำนวนกว่า 10,000 หัวชาร์จ
ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนได้เริ่มเดินสายการผลิตในประเทศไทยแล้ว ได้แก่ เมอร์เซเดส-เบนซ์, เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน และอีวี ไพรมัส ขณะที่กลุ่มรายล่าสุดที่เริ่มเดินสายการผลิตในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู โดยกลุ่มบริษัทดังกล่าวมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน
ในด้านการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ บีโอไอได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจรวม 18 ครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผ่านงาน Subcon Thailand และ Sourcing Day เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกว่า 800 ราย คาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยเป็นแพลตฟอร์มรองรับผู้ผลิตจากทุกประเทศทั้งรายเดิมและรายใหม่ ตลอดจนสร้างโอกาสให้แก่คนไทยผ่านการจ้างงานและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนยุคใหม่
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
บีโอไอไฟเขียว ออโต้อัลลายแอนซ์ ทุ่ม 7.4 พันล้าน ผลิต Mazda MHEV ในไทย
ปรับทัพรับยุค AI: เมื่อองค์กรไทยต้องการ ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’



