Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทางรอดอุตสาหกรรมไทยยุค Net Zero: พลิกกติกาโลก ด้วยแหล่งทุน 8,000 ล้าน

ทางรอดอุตสาหกรรมไทยยุค Net Zero: พลิกกติกาโลก ด้วยแหล่งทุน8,000 ล้าน

ในวันที่กระแสโลกเคลื่อนที่ด้วยกติกาใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังยืนอยู่บนความท้าทายครั้งใหญ่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่คือการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลกให้คงอยู่ต่อไป

ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานคณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับกติกาที่ผู้อื่นเป็นคนกำหนดแต่เรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนหรือซีแบม (CBAM) ของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ผลิตต้นน้ำที่ส่งต่อสินค้าไปสู่ตลาดสากล

ดร.เสาวนิต ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ไว้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของทฤษฎี แต่เป็นเรื่องของทรัพยากรและการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยระบุว่า โจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมในการมุ่งสู่เป้าหมายเน็ตซีโร่นั้นประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เป็นวาระเร่งด่วน เรื่องของเงินทุนที่ต้องใช้ในการจัดหาเทคโนโลยีใหม่ และเรื่องของขีดความสามารถของบุคลากรที่ต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

ไม้บรรทัดการค้าโลกและมาตรฐานข้อมูลสากล

ดร.เสาวนิต ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของประเทศไทยในการสร้างไม้บรรทัดของตัวเองอย่างการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียว (Thailand Taxonomy) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่เข้ามาช่วยกำหนดเกณฑ์การวัดผลให้สอดคล้องกับฐานข้อมูลและข้อเท็จจริงของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการถูกตัดสิทธิ์ทางการค้าหรือพลาดโอกาสจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ

ในขณะเดียวกันภาคเอกชนยังต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งบังคับให้บริษัทจดทะเบียนต้องรายงานตัวเลขต้นทุนและผลตอบแทนที่เกิดจากกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของตนเองเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน

กฎหมายสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างภาษีคาร์บอน

สำหรับความคืบหน้าทางกฎหมายภายในประเทศนั้น ดร.เสาวนิต ให้ข้อมูลว่าร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ผ่านการรับหลักการจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอให้มีการทบทวนกฎหมายลำดับรองเพื่อให้การบังคับใช้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนจากสภาวะสงครามในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างภาษีคาร์บอน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการโดยรวม

“ในการพิจารณาโครงสร้างภาษีคาร์บอนนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงในมิติต่างๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้มาตรการที่จะออกมานั้นเกิดผลกระทบที่สมดุลต่อทุกภาคส่วน” ดร.เสาวนิต กล่าว

แหล่งทุน 8,000 ล้านและกลไกหนุนผู้ประกอบการ

ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้เกิดขึ้นจริงคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนทางเทคนิคที่ตรงจุดดร.เสาวนิต เปิดเผยข้อมูลสำคัญถึงงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) มูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินผ่านสำนักบริหารหนี้สาธารณะเพื่อนำมาใช้ในโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City Program)

โดยงบประมาณก้อนนี้ได้ถูกจัดสรรให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลสามารถยื่นขอรับการสนับสนุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังอาสาเป็นศูนย์รวมการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับแหล่งทุนและที่ปรึกษาจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น เงินทุนสนับสนุนจากประเทศเยอรมนี กลไกความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารของรัฐที่ใช้ตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนมาเป็นเงื่อนไขในการลดภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ

ทักษะบุคลากรและโอกาสใหม่ในวิกฤติ

นอกเหนือจากปัจจัยด้านการเงินแล้ว ดร.เสาวนิต ยังย้ำถึงการพัฒนาทักษะของบุคลากรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจในศัพท์เทคนิคและกระบวนการจัดการคาร์บอนใหม่ๆ เพื่อให้แรงงานมีความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต โดย ดร.เสาวนิต ได้ให้มุมมองที่ให้กำลังใจแก่ผู้ประกอบการว่า “สิ่งใดก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นปัญหานั้น แท้จริงแล้วอยากให้มองว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไทยไปสู่อนาคต”

แม้ว่าปัจจุบันตลาดคาร์บอนในประเทศไทยจะยังมีอุปสรรคเรื่องการยอมรับในระดับสากลซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนในการตรวจประเมินค่อนข้างสูง แต่หากมองความท้าทายเหล่านี้ให้เป็นโอกาส จะพบว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่น่าสนใจ เช่น การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนจากน้ำมันพืชใช้แล้ว หรือการต่อยอดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นทางออกที่จะนำพาอุตสาหกรรมไทยไปสู่ความยั่งยืนภายใต้เป้าหมายเน็ตซีโร่ (Net Zero) อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากเรามีโลกเพียงใบเดียวที่ต้องดูแลร่วมกัน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar