Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ไทยพัฒน์เปิด 6 ทิศทาง ESG 2569 ชู Resilience รับมือกระแสตีกลับ

ไทยพัฒน์เปิด 6 ทิศทาง ESG ปี 2569 ชูแนวคิด 'Resilience' รับมือกระแสตีกลับด้านความยั่งยืน

สถาบันไทยพัฒน์ ชี้กระแสความยั่งยืนโลกผ่านจุดสูงสุด และกำลังเผชิญแรงเสียดทานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ แนะภาคธุรกิจไทยเร่งสร้าง “ความพร้อมผัน” (Resilience) เพื่อเน้นการสร้างประโยชน์ในระยะสั้นและประคองตัวให้อยู่รอดในภาวะวิกฤติ

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า กระแสความยั่งยืนได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว จากปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การถอนตัวจากความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านความยั่งยืนในยุโรป ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยต้องปรับทิศทาง ESG จากการคาดหวังผลระยะยาว มาเป็นการเน้นสร้างประโยชน์ในระยะใกล้ ภายใต้แนวคิด ‘ความพร้อมผัน’ หรือ Resilience

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ

ข้อมูลดังกล่าว ถูกนำเสนอภายในงานแถลงทิศทาง ESG ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ ‘2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags’ ภายในงานยังมีการจัดการเสวนาเรื่อง ‘Corporate Resilience in a Turbulent World’ ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนที่เป็นสัญญาณเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงานในปีนี้ ประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ ซึ่งสถาบันไทยพัฒน์ได้รวบรวมไว้ในรายงานชื่อ 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags

ESG Backlash: การตีกลับด้านความยั่งยืน

ทิศทางแรก ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า การตีกลับด้านความยั่งยืน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า ร้อยละ 70 ของผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนยอมรับว่า มีการต่อต้านวาระด้านความยั่งยืนในประเทศของตนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปี 2567

สำหรับประเทศไทย ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า กิจการจะมีการทบทวนจุดยืนในเรื่อง ESG ใหม่ สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เนื่องจากเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับหน่วยงาน SBTi ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก

ทิศทางดังกล่าวนำไปสู่การปรับวิธีการดำเนินงานเรื่อง ESG ที่เน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์ขององค์กรในระยะต่อไป

Climate-driven Recession: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ

จากนั้น ทิศทางที่ 2 ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เลื่อนสถานะจากภัยคุกคามในอนาคต มาเป็นภัยคุกคามในปัจจุบันที่จับต้องได้

เกษตรกรได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ขณะที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกัดกร่อนความสามารถในการทำกำไรขององค์กรในทุกวัน

ด้วยเหตุนี้ กิจการจะต้องดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจโดยผนวกปัจจัยด้านภูมิอากาศ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตน้ำ และการพึ่งพิงธรรมชาติ เข้าไปในแผนการดำเนินงาน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต้นทุน ระดับความเสี่ยง กระแสการลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

Nature Call: การทวงถามจากธรรมชาติ

ทิศทางที่ 3 ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ แรงกดดันจากธรรมชาติที่เริ่มทวงถามคืนจากภาคธุรกิจ

กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ จะต้องแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ การพึ่งพาบริการจากระบบนิเวศ และผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าของกิจการ ผ่านการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โครงสร้างต้นทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และมูลค่าตราสินค้า

ไม่เพียงเท่านั้น องค์กรยังต้องสามารถอธิบายถึงการปรับตัวของธุรกิจต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ หรือต่อความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่เกี่ยวกับธรรมชาติในการช่วยเสริมสร้างมูลค่าในระยะยาว

Value Chain Challenges: ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า

ทิศทางที่ 4 ดร.พิพัฒน์ กล่าวถึงความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่าต่อไปว่า กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะต้องคิดวิธีการดำเนินการกับคาร์บอนในฐานะปัจจัยด้านผลิตภาพ

แนวคิดดังกล่าวช่วยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการสร้างมูลค่า ภาวะพร้อมผัน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ

นอกจากนี้ องค์กรยังต้องยกระดับวิธีการดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จในระยะยาว

Governance under Constraint: ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด

ทิศทางที่ 5 สำหรับความท้าทายด้านธรรมาภิบาล ดร.พิพัฒน์ อธิบายว่า ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG ไม่ใช่เรื่องที่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย

ในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผันในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

Disclosure Gap: ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล

ทิศทางสุดท้าย ทิศทางที่ 6 คือ ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานและกำลังทวีความสำคัญมากขึ้น

จากข้อจำกัดที่มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับกิจการมีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน ทำให้ธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ต้องมีแนวทางการเปิดเผยข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ

รวมถึงการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อ้างอิงตามมาตรฐานการรายงานที่เกี่ยวข้อง และมีการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานผู้ประเมินซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

บทสรุป: ความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่าความพร้อมผัน

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ กล่าวทิ้งท้ายถึงโจทย์สำคัญสำหรับธุรกิจไทยในปีนี้ว่า ทำอย่างไรจึงจะนำประเด็นความยั่งยืนที่เคยมองว่าเป็นเรื่องของผลลัพธ์ในระยะไกล กลับมาเน้นเพื่อสร้างประโยชน์ในระยะใกล้ให้ได้

ซึ่งนั่นคือการสร้างความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience หรือความพร้อมผัน อันจะเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโตภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

การสร้างความพร้อมผันให้เกิดขึ้นในองค์กรมิใช่เพียงการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบกลไกภายในที่ช่วยให้กิจการสามารถดูดซับผลกระทบ ปรับตัวอย่างเท่าทัน และเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ และลัทธิปกป้องทางการค้า ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ธุรกิจไม่อาจมองข้าม

องค์กรที่สามารถสร้างความพร้อมผันได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติหรือวิกฤตต่างๆ แต่ยังสามารถสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ผ่านการเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุนทางการเงิน หรือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากขึ้น รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นการส่งมอบประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามเจตนารมณ์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน

ความมั่นคงทางอาหาร: ทางรอดวิกฤติโลกเพื่อ Longevity ของคนและโลก

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar