ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว ประเด็นเรื่องปากท้องไม่ได้จำกัดกรอบอยู่เพียงแค่การมีอาหารประทังชีวิตอีกต่อไป บนเวที Future Food Leader Summit 2026 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่กรุงโรมประเทศอิตาลี ได้นำเสนอภาพใหญ่ของระบบนิเวศอาหารผ่านปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Leader Keynote ความมั่นคงอาหาร เพื่อ Longevity ของคนและโลก” ที่เจาะลึกถึงรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์และเสถียรภาพของโลกใบนี้
วิกฤติซ้อนวิกฤติ: ราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตและสิ่งแวดล้อม
มนุษยชาติกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์เงียบที่ซ้อนทับกันอย่างน่าตระหนก ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ไกรสิทธิ์ ชี้ให้เห็นภาพความย้อนแย้งของโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยอาหาร แต่ประชากรกว่า 673 ล้านคน หรือร้อยละ 8.2 ของโลกยังคงเผชิญความหิวโหยและขาดแคลนอาหารหลัก ในขณะที่อีกกว่า 2,000 ล้านคนตกอยู่ในสภาวะ “ความหิวโหยซ่อนเร้น” จากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ แต่ในทางกลับกัน ประชากรอีกกว่า 2,500 ล้านคนกลับกำลังเผชิญภาวะโภชนาการเกิน นำไปสู่โรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ ตัวเลขสถิติระบุชัดเจนว่าโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ 74 ของประชากรไทยซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ร้อยละ 71 ความสูญเสียนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่คือการสูญเสียทรัพยากรบุคคลก่อนวัยอันควรในช่วงอายุ 30 ถึง 50 ปี ซึ่งเป็นวัยกำลังแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ สาเหตุหลักไม่ได้มาจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ขาดกิจกรรมทางกาย และปัจจัยเสี่ยงสะสมที่บั่นทอนสุขภาพลงทุกวัน
วิกฤตินี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่ปัญหาสุขภาพกาย แต่ยังลุกลามทำลาย “สุขภาพโลก” (Planetary Health) อย่างรุนแรง ระบบการผลิตอาหารในปัจจุบันกลายเป็นจำเลยสำคัญที่สร้างภาระให้กับระบบนิเวศ ภาคการเกษตรและการปศุสัตว์ใช้น้ำจืดไปถึงร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำทั้งหมด อีกทั้งระบบเกษตรและอาหารยังเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 30 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่อาจย้อนกลับ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือการปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ซึ่งมีความรุนแรงในการทำลายชั้นบรรยากาศมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง80 เท่า ประกอบกับการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชไร่อย่างข้าวโพดบนพื้นที่ภูเขา ยิ่งซ้ำเติมให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ เรายังพบความสูญเสียที่น่าเจ็บปวดจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลว คือ “ขยะอาหาร” (Food Waste) และ การสูญเสียอาหาร (Food Loss) ที่มีปริมาณสูงถึงร้อยละ30 ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เท่ากับว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไปในการผลิตอาหาร 1 ใน 3 ส่วนนั้นสูญเปล่าไปโดยไม่ได้สร้างประโยชน์โภชนาการใดๆ แก่มนุษย์เลย สถานการณ์เหล่านี้ยืนยันชัดเจนว่า หากเราไม่เร่งปรับเปลี่ยนระบบอาหาร วิกฤติสุขภาพและวิกฤติสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นหายนะที่มนุษยชาติไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
รื้อถอนมายาคติและอิทธิพลมืดในจานอาหาร
เพื่อกู้วิกฤตินี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรื้อถอนชุดความคิดเดิมและตรวจสอบข้อเท็จจริงทางโภชนาการอย่างเข้มข้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ได้หยิบยกประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือการแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก โดยอ้างอิงถึงข้อมูลจาก Walter Willett นักระบาดวิทยาและโภชนาการระดับโลก ผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ที่กล้าออกมาเปิดโปงว่าคำแนะนำทางโภชนาการของสหรัฐอเมริกาในอดีตหลายประการ ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บริสุทธิ์ แต่เกิดจากการล็อบบี้อย่างหนักของกลุ่มอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และนม (Meat and Dairy Industries)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคำแนะนำให้ดื่มนมวัววันละ 3 แก้ว หรือการส่งเสริมให้บริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ (Red Meat) ในปริมาณมาก ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพสมัยใหม่ ที่พบว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และการอักเสบในร่างกาย มายาคติเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า มากกว่าเพื่อสุขภาพของประชาชน
ความจริงทางโภชนาการที่ควรจะเป็นคือ มนุษย์ต้องการโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป และควรหันมาเน้นโปรตีนจากพืช (Plant-based) ผสมผสานกับเนื้อสัตว์สัตว์เล็ก เช่น ปลา ไก่ ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริโภคผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่เพียงพอ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันโรค NCDs ได้อย่างแท้จริง
การรู้เท่าทันข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการทวงคืนอำนาจการเลือกอาหารกลับมาสู่ผู้บริโภค และหยุดยั้งการถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรมที่แสวงหากำไรบนความเสี่ยงของสุขภาพมนุษย์
นิยามใหม่ของความมั่นคง: มิติทางสังคมและโอกาสทางธุรกิจ
การสร้างความมั่นคงทางอาหารในโลกยุคใหม่ต้องขยายขอบเขตนิยามให้กว้างกว่าการเพาะปลูกหรือการมีกำลังซื้อ โดยต้องครอบคลุมถึง “มิติทางสังคม” (Social Access) ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในนิยามความมั่นคงทางอาหารระดับโลกเมื่อปี ค.ศ. 2009 เดิมทีโลกให้ความสำคัญเพียงการเข้าถึงทางกายภาพ (Physical) คือการหาของป่าหรือปลูกเอง และการเข้าถึงทางเศรษฐกิจ (Economic) คือการมีเงินซื้อหา แต่นิยามใหม่ตอกย้ำว่าเมื่อเกิดวิกฤติที่ทำให้กลไกปกติล้มเหลว ประชาชนต้องมี “ตาข่ายรองรับทางสังคม” ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทางศาสนาอย่างวัดวาอาราม เครือข่ายเครือญาติ หรือระบบสวัสดิการของรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันขั้นสุดท้ายว่ามนุษย์ทุกคนจะเข้าถึงอาหารได้ในยามยากลำบาก
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนสู่ระบบอาหารยั่งยืนยังไม่ใช่เพียงภารกิจเชิงสังคมสงเคราะห์ แต่คือ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” (Economic Opportunity) ที่สำคัญ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ เน้นย้ำหลักคิดที่ว่า “ใครทำดีทำประโยชน์ต้องได้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย” ผู้ประกอบการยุคใหม่ที่สามารถผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพและโลก ย่อมสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล โดยสามารถเชื่อมโยงระบบอาหารเข้ากับมิติทางสังคม วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Gastronomy Tourism) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย การลงทุนใน Future Food จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่อการกุศล แต่คือยุทธศาสตร์ที่สร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกับความยั่งยืน โดยมีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่ผู้ลงมือทำ
พลัง 5P และยุทธศาสตร์พลิกโฉมระบบ
ทางออกที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ซับซ้อนนี้ คือการปฏิรูปโครงสร้างเชิงระบบที่เรียกว่า “Agri-Food System” หรือระบบเกษตรและอาหารแบบองค์รวม ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ
นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ได้นำเสนอโมเดลความร่วมมือ “พลัง 5P” ประกอบด้วย ภาครัฐ (Public), ภาคเอกชน (Private), ภาคประชาชน (People), หุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่มักถูกละเลยคือ ภาควิชาการและวิชาชีพ (Professional)
บทบาทของภาควิชาการและวิชาชีพถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศให้เดินหน้าด้วยฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (Science-based Decision) เพื่อไม่ให้การกำหนดนโยบายหรือการลงทุนภาคเอกชนหลงทางไปตามกระแสความเชื่อที่ผิดเพี้ยน การผนึกกำลังของทั้ง 5 ภาคส่วนนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของระบบอาหารไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำ
ในเชิงปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์นี้ต้องเริ่มปฏิรูปตั้งแต่ “ต้นน้ำ” เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตไปสู่เกษตรแม่นยำ (Smart Farming) และมีการจัดโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก (Zoning) ให้สอดคล้องกับศักยภาพของทรัพยากรดินและน้ำในแต่ละภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด
ในขณะที่ “กลางน้ำ” ประเทศไทยจำเป็นต้องรื้อระบบโลจิสติกส์ขนานใหญ่ โดยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนที่สร้างคาร์บอนสูง และหันไปใช้ระบบรางและทางน้ำให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการสูญเสียอาหาร (Food Loss) และขยะอาหาร (Food Waste) ที่มีปริมาณสูงถึงร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่ยอมรับไม่ได้
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ “ความเป็นธรรมในห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain Equity) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ เน้นย้ำว่าการพัฒนาต้องไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ผู้ประกอบการปลายน้ำหรือพ่อค้าคนกลาง แต่ต้องกระจายรายได้และผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกลับคืนสู่เกษตรกรผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในระบบเศรษฐกิจอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งจะนำไปสู่ความแข็งแกร่งของฐานรากเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เจาะ 4 โจทย์หินผู้นำไทยปี 2569 ชี้องค์กร ‘ไม่พร้อม’ รับมือ AI
วิกฤติซ้อนสอง: การเมืองไทยในวงล้อม ‘หนี้’ และ ‘ควอนตัม’



