ภายใต้บริบทของโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน หรือที่เรียกขานกันว่ายุค VUCA การเมืองไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่ซ้อนทับกันอยู่สองมิติ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้สะท้อนภาพความท้าทายนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่กำลังขนาบข้างประเทศ ทั้งจากกับดักนโยบายประชานิยมภายในที่กดทับด้วยภาระหนี้สาธารณะอันหนักอึ้ง และภัยคุกคามภายนอกจากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีควอนตัม ที่พร้อมจะสั่นคลอนเสถียรภาพดิจิทัลของรัฐโดยปราศจากสัญญาณเตือน
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการปะทะกันของวิกฤติที่มองเห็นและภัยเงียบที่ซ่อนเร้น ซึ่งเรียกร้องให้ภาคการเมืองต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับโจทย์ที่ซับซ้อนเกินกว่าการบริหารงานในรูปแบบเดิม
กับดักประชานิยมและภาระหนี้ที่มองเห็น

โครงสร้างทางการเมืองไทยได้เปลี่ยนรูปจากการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ มาสู่ความสามารถในการตอบสนองความต้องการเฉพาะเรื่องผ่านนโยบาย ซึ่งนักวิชาการชี้ว่าแม้รัฐบาลอาจดูมีความมั่นคงจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุน แต่ปัจจัยดังกล่าวไม่อาจรับประกันระยะเวลาการอยู่รอดของรัฐบาลได้อีกต่อไป
ความเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันเสนอนโยบายประชานิยมเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง เมื่อสังคมปรารถนาสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นแต่กลับไม่ต้องการแบกรับภาระภาษีที่มากขึ้นตามไปด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการคลังที่ชัดเจน โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าหนี้ครัวเรือนของไทยได้ไต่ระดับขึ้นไปแตะเพดานเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในขณะที่หนี้สาธารณะขยับตัวสูงขึ้นจากระดับประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้ให้ข้อสังเกตว่า หากการดำเนินนโยบายประชานิยมยังคงดำเนินต่อไปโดยปราขาดวินัยทางการคลัง ภาระหนี้ต่อหัวของประชากรไทยจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นที่ 400,000 บาทนับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก
ความจริงในโลกใบที่สี่และยุค Post-Screen
ความท้าทายมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติการเงินและการเมือง แต่ยังขยายสู่มิติทางสังคมจากอิทธิพลของ “โลกใบที่สี่” หรือโลกดิจิทัล ซึ่งคนไทยใช้เวลาอยู่บนพื้นที่นี้เฉลี่ยสูงถึง 7 ชั่วโมง 54 นาทีต่อวัน ปรากฏการณ์นี้ได้นำพาสังคมเคลื่อนผ่านจากยุค Post-Truth ที่ความจริงถูกตีความผ่านความรู้สึก ไปสู่ยุค Post-Screen ที่ความจริงสามารถถูกสร้างและกำหนดขึ้นได้ผ่านการปฏิสัมพันธ์บนหน้าจอ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากพฤติกรรมและความคิดของผู้คนถูกกำหนดโดยโลกดิจิทัล ทำให้การคาดการณ์ทิศทางและการวางแผนนโยบายของภาครัฐทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
การก้าวกระโดดของควอนตัม: ภัยเงียบที่ไร้สัญญาณเตือน
ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เทคโนโลยีที่มีศักยภาพสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างมากกว่ากลับเป็นเทคโนโลยีควอนตัม ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) แสดงให้เห็นการเติบโตของสิทธิบัตรด้านควอนตัมจากประมาณ 200 เป็นกว่า 1,400 สิทธิบัตรภายในทศวรรษที่ผ่านมา โดยครอบคลุมสามด้านหลัก ได้แก่ การสื่อสารควอนตัม การวัดและตรวจจับด้วยควอนตัม และการประมวลผลควอนตัม
ลักษณะเฉพาะที่สร้างความกังวลคือการพัฒนาแบบ “ก้าวกระโดดควอนตัม” ซึ่งเทคโนโลยีพัฒนาอย่างเงียบเชียบโดยไม่แสดงสัญญาณที่ชัดเจน จนกระทั่งปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์และพร้อมใช้งานในทันที ทำให้กระบวนการเตรียมการรับมือล่วงหน้าเป็นไปได้ยากและซับซ้อน
4 มิติผลกระทบต่ออนาคตของรัฐ
อานุภาพของเทคโนโลยีควอนตัมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของประเทศใน 4 มิติสำคัญ ประการแรกเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งระบบป้องกันเดิมอาจถูกทำให้ไร้ประสิทธิภาพหากเกิดการโจมตีด้วยเทคโนโลยีควอนตัม
ประการที่สองเป็นเรื่องความเชื่อมั่นในรัฐดิจิทัล ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยอาจลดทอนความไว้วางใจของประชาชนในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์กับภาครัฐ
ประการที่สามเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายสาธารณะ ประเทศจำเป็นต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลระดับสูงอย่างควอนตัมคอมพิวติ้งเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
และประการที่สี่เป็นเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี การครอบครองและความเข้าใจในเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยกำหนดอำนาจและอิทธิพลในเวทีโลก
กำจัด “แรดขาว” ก่อนพ่ายแพ้แก่ “หงส์ดำ”
รศ.ดร.อิสระ ทิ้งท้ายด้วยการเปรียบเปรยสถานการณ์บ้านเมืองผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์สองชนิดที่สะท้อนระบบคิดและชะตากรรมของสังคมไทยได้อย่างแหลมคม
ชนิดแรกคือ “แรดขาว” ตัวแทนของวิกฤติที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นปัญหาขนาดใหญ่ที่ทุกคนในสังคมต่างมองเห็นและรับรู้การมีอยู่ของมันอย่างชัดเจน เช่น วัฒนธรรมการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือความบิดเบี้ยวในกระบวนการเลือกตั้ง ทว่าสังคมกลับเลือกที่จะเพิกเฉยและปล่อยผ่าน โดยปราศจากการจัดการแก้ไขอย่างจริงจัง
ในทางตรงกันข้าม “หงส์ดำ” คือตัวแทนของมหันตภัยเงียบที่ก่อตัวขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้าและยากต่อการคาดเดา ดังเช่นการอุบัติขึ้นของเทคโนโลยีควอนตัมที่พร้อมจะพลิกโฉมความมั่นคงโลกในชั่วพริบตา
นัยสำคัญของเรื่องนี้จึงมิใช่อยู่ที่ความน่ากลัวของสัตว์แต่ละชนิด แต่อยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างกัน หากสังคมยังไร้ความสามารถที่จะจัดการกับแรดขาวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ย่อมเป็นการยากที่จะสร้างความพร้อมเพื่อรับมือกับหงส์ดำที่กำลังซุ่มซ่อนและรอวันปรากฏตัวในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
3 ชาติแนะไทยใช้ AI-ธรรมชาติ รื้อแผนรับมือวิกฤติน้ำ
จุฬาฯ เปิด ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ รุกวิจัย-ปั้นหลักสูตร ดันไทยสู่ฮับภูมิภาค
IBM ชี้ ‘ควอนตัม+AI’ กุญแจแก้ปัญหายากที่สุดของโลก



