ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำและภัยพิบัติระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ร่วมเวที Global Learning หัวข้อ “รับมือความเสี่ยงน้ำอย่างเป็นระบบ: บทเรียนโลกที่ไทยต้องปรับให้ทัน” ในงานเปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสานเสียงเตือนไทยเร่งปรับยุทธศาสตร์รับมือวิกฤติน้ำในยุคสภาวะอากาศสุดขั้ว ชี้การใช้ฐานข้อมูลในอดีตวางแผนโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพออีกต่อไป พร้อมแนะฉีกกรอบเดิมสู่การใช้เทคโนโลยี AI คาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า ผสานโมเดลใช้ธรรมชาตินำทางและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบใช้งานคู่ขนาน เพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและอยู่รอดได้จริงในอนาคต
MIT ชี้ทางรอดรับมือ‘สภาวะสุดขั้ว’ ดึง AI ปิดจุดอ่อนโครงสร้างพื้นฐานเปราะบาง

ดร.ไซ ราเวลา (Dr. Sai Ravela) ผู้อำนวยการกลุ่มสัญญาณและระบบโลก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) กล่าวบรรยายถึงแนวทางการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) โดยระบุว่าสาเหตุของภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงปัจจัยเดียว แต่เกิดจากภัยคุกคาม (Hazards) ที่เปลี่ยนแปลงไป เข้าไปกระตุ้นจุดอ่อนหรือความเปราะบาง (Vulnerabilities) ของโครงข่ายระบบในท้องถิ่นให้ปรากฏชัดขึ้น ดังนั้นหัวใจสำคัญของการรับมือจึงอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดจากการตั้งรับหรือเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์น้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มาเป็นการคาดการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ดร.ราเวลา อธิบายถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ภัยคุกคามทางธรรมชาติ เช่น ความเครียดจากความร้อนและปริมาณน้ำฝน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถแยกพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อปกป้องเมืองใดเมืองหนึ่งได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากการวิเคราะห์แผนที่กิจกรรมแสงไฟยามค่ำคืนยังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่สวนทางกับความปลอดภัย แม้สถิติจะระบุว่าประชาชนร้อยละ 43 ต้องการย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีการเคลื่อนย้ายประชากรเข้าไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงโดยรวมสูงขึ้นจากการเปิดรับความเสี่ยง (Exposure) แม้ว่าสภาพภูมิอากาศจะคงที่ก็ตาม
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจาก MIT เน้นย้ำคือเรื่องความเปราะบางของระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยยกตัวอย่างกรณีของกรุงเทพมหานครที่มีความเชื่อมโยงกันของระบบต่าง ๆ เช่น หากสถานีสูบน้ำหลักเพียงไม่กี่แห่งหยุดทำงาน อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องจนทำให้สนามบินสุวรรณภูมิไม่สามารถปฏิบัติการได้ แม้ระดับน้ำจะสูงขึ้นเพียง 1 เมตร บทบาทของความเปราะบางจึงมีนัยสำคัญอย่างมากต่อการประเมินความเสียหาย ปัจจุบันทางคณะทำงานจึงได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยประเมินความเปราะบางดังกล่าว โดยระบบจะประมวลผลข้อมูลจากสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์ และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับข้อมูลทางวิศวกรรมเพื่อระบุจุดเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ในส่วนของโครงการความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมป้องกันน้ำท่วมของประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเผชิญปัญหาน้ำจากมหาสมุทร น้ำหลากจากเทือกเขา และปริมาณน้ำฝนในพื้นที่คล้ายคลึงกัน สิ่งที่น่ากังวลจากการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังขยายขนาดความเสี่ยง (Magnifying the risk) โดยพบว่าความเสี่ยงระดับ 100 ปี มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นถี่ขึ้นจนกลายเป็นความเสี่ยงระดับ 10 ปี หรือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในอนาคต
ดร.ราเวลา ยังได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการดำเนินงานในระดับนโยบายที่ผ่านมา โดยระบุว่าธนาคารโลกได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับใช้ตัวเลขฐานข้อมูลปัจจุบันซึ่งไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ความเสียหายจากภัยพิบัติมักเกิดจาก “สภาวะสุดขั้ว” (Extremes) ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทางสถิติ ซึ่งแบบจำลองสภาพภูมิอากาศทั่วไปและข้อมูลสถิติในอดีตไม่สามารถแสดงรายละเอียดของเหตุการณ์รุนแรงระดับนี้ได้เพียงพอ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
ทีมวิจัยจึงพัฒนาเทคโนโลยีสร้างแผนที่ปริมาณน้ำฝนความละเอียดสูง เพื่อระบุตำแหน่งและความรุนแรงของสภาวะสุดขั้ว สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างสภาพภูมิอากาศปัจจุบันและอนาคต รวมถึงใช้จำลองสถานการณ์น้ำท่วมและพายุไซโคลน กระบวนการทำงานจึงประกอบด้วยการวัดปริมาณความเสี่ยงและภัยคุกคาม การใช้ข้อมูลสำรวจระยะไกลประเมินความเปราะบาง การพัฒนามาตรการรับมือ และการทดสอบผ่านระบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ก่อนนำไปปฏิบัติจริง เพื่อให้การวางแผนทางวิศวกรรมและการจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต
ญี่ปุ่นแนะโมเดล ‘ทางด่วนควบคู่ทางน้ำ’ ผนึกเทคโนโลยีดิจิทัลเตือนภัยล่วงหน้า

ทางด้าน Dr.Muto Sachio, Senior Director, Overseas Projects Division, Policy Bureau จากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว (MLIT) ประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแนวทางการป้องกันอุทกภัย โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา พร้อมระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นยินดีให้ความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อรับมือกับภัยพิบัติดังกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจาก MLIT ได้เปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพของแม่น้ำในประเทศญี่ปุ่นและไทย โดยชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำของญี่ปุ่นมีความลาดชันสูงและมีประวัติการเกิดน้ำท่วมซ้ำซากมาอย่างยาวนาน กรณีศึกษาที่สำคัญคือกรุงโตเกียว ซึ่งในอดีตมีการผันแม่น้ำจากใจกลางเมืองออกสู่ทิศตะวันออกตั้งแต่สมัยโชกุนโทกูงาวะ อิเอยาสุ การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับมากกว่า 1,000 รายต่อปีในช่วงทศวรรษ 1950 เหลือเพียงระดับต่ำกว่า 100 ราย หรือเกือบเป็นศูนย์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Dr. Muto เปิดเผยข้อมูลทางสถิติระบุว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสูตรและสมมติฐานในการคำนวณมาตรการป้องกันน้ำท่วม โดยมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้ความถี่ในการเกิดน้ำท่วมเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ดังปรากฏหลักฐานจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดอิบารากิ ฟุกุชิมะ และโอกายามะ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในประเทศไทย Dr. Muto ได้อ้างถึงผลการศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ภายหลังมหาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2011 ซึ่งเสนอแนวคิดการสร้างทางระบายน้ำหลาก (Floodway) ควบคู่ไปกับโครงการถนนวงแหวนรอบนอก (Outer Ring Road Diversion) โมเดลดังกล่าวสอดคล้องกับโครงการ Tokyo Outer Ring Road ของญี่ปุ่น บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่มีการก่อสร้างทางด่วนขนานไปกับทางระบายน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในลักษณะ “การใช้งานคู่ขนาน” (Dual-use infrastructure) ถือเป็นการบริหารจัดการผังเมืองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการคมนาคมและการทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำและทางเลี่ยงเมืองในเวลาเดียวกัน
นอกจากมาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) และสำนักบริหารจัดการแม่น้ำ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอปพลิเคชันด้วยระบบรหัสสี ที่ระบุความรุนแรงของสถานการณ์ตั้งแต่ระดับเฝ้าระวังสีเหลือง ไปจนถึงระดับวิกฤติสีแดงและสีม่วง ช่วยให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ในตอนท้าย Dr. Muto ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการลุ่มน้ำแบบองค์รวม (River Basin Disaster Resilience) และการนำเทคโนโลยี “Pastel” หรือแบบจำลองเมือง 3 มิติ (3D City Model) มาใช้จำลองสถานการณ์น้ำท่วม (Flooding assimilation) เพื่อแสดงการกระจายตัวของน้ำและลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนอพยพและการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวรวมถึงระบบ VR ได้ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดผ่านความร่วมมือทางวิชาการระหว่างญี่ปุ่นและคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เนเธอร์แลนด์พลิกยุทธศาสตร์ ‘ใช้ธรรมชาตินำทาง’ สร้างเมืองยืดหยุ่นรับมืออนาคต

ในขณะเดียวกัน วิกตอเรีย เอเลมา (Victoria Elema) หัวหน้าทีมกิจการน้ำระหว่างประเทศ กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการน้ำ แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สำคัญของเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่พื้นที่กว่าหนึ่งในสามตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “เอาชนะ” ธรรมชาติ สู่การ “อยู่ร่วม” เพื่อความอยู่รอดที่ยั่งยืน
คุณวิกตอเรียเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นสภาพภูมิศาสตร์ที่เปราะบางของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งหากปราศจากการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ส่วนใหญ่จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ความตระหนักรู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม แต่เป็นผลพวงจากโศกนาฏกรรมอุทกภัยครั้งใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศในปี ค.ศ. 1953 ที่คร่าชีวิตประชาชนนับพันราย เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายจัดการน้ำระยะยาวและการก่อสร้างระบบป้องกันชายฝั่งขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ “Delta Works” ซึ่งมุ่งเน้นมาตรการทางวิศวกรรมโครงสร้างแข็ง เช่น การสร้างเขื่อนและกำแพงกั้นน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เนเธอร์แลนด์ค้นพบว่าลำพังสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามในอนาคต ข้อมูลสถิติระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนเธอร์แลนด์เผชิญกับฤดูร้อนที่แห้งแล้งรุนแรงถึง 4 ครั้ง สลับกับการเกิดน้ำท่วมหนักในจังหวัดลิมเบิร์ก ความผันผวนของสภาพอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนในระยะยาว ทำให้ภาครัฐตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการปรับตัวที่มีความยืดหยุ่น (Flexible Adaptation) ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้แก่การพัฒนาย่านที่อยู่อาศัยลอยน้ำในกรุงอัมสเตอร์ดัม ซึ่งสามารถปรับตัวไปตามระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงได้
นโยบายระดับชาติของเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันจึงยึดถือแนวทางความปลอดภัยหลายระดับ (Multi-layer Safety) โดยบูรณาการมาตรการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การป้องกัน การปรับตัวเชิงพื้นที่ การตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การฟื้นฟูโครงสร้างให้ดีขึ้น และการสร้างความตระหนักรู้เรื่องน้ำในสังคม แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่จำเป็นต้องยกระดับเป็นภัยพิบัติ หากมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสถานที่ตั้งและการตัดสินใจที่ทันท่วงที
จุดเปลี่ยนสำคัญในยุทธศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์คือการลดบทบาทของการ “ต่อสู้” กับธรรมชาติ และหันมาให้ความสำคัญกับแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based solutions) เช่น การคืนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำ รัฐสภาเนเธอร์แลนด์ได้รับรองหลักการใหม่ที่กำหนดให้ “น้ำและดิน” เป็นปัจจัยชี้นำในการวางผังเมือง ซึ่งหมายความว่าพื้นที่บางแห่งอาจไม่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้าง การพัฒนาเมืองในอนาคตจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับเส้นทางน้ำ โดยมีการกำหนดพื้นที่แก้มลิงและการย้ายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญออกจากเขตเสี่ยงภัย
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ผ่านกลไก “โครงการเดลต้าแห่งชาติ” และ “กองทุนเดลต้า” ซึ่งช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการน้ำมีความต่อเนื่องและเป็นอิสระจากความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากนี้ ยังอาศัยความร่วมมือข้ามหน่วยงานเพื่อทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนตั้งแต่ชุมชน สถาบันวิชาการ ไปจนถึงภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเมืองที่ยืดหยุ่นสำหรับคนรุ่นต่อไป
คุณวิกตอเรียทิ้งท้ายด้วยการเชื่อมโยงสถานการณ์ของเนเธอร์แลนด์กับกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและสภาพอากาศสุดขั้วในลักษณะเดียวกัน เนเธอร์แลนด์มุ่งมั่นที่จะไม่รอให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 1953 จึงเลือกที่จะลงมือทำก่อนภัยมาถึง บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนจากการพยายามควบคุมทุกสิ่ง มาเป็นการเรียนรู้ที่จะปรับตัว โดยมีความยืดหยุ่นในการวางแผนแต่คงความเร่งด่วนในการตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างเมืองที่มีความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป
การแลกเปลี่ยนมุมมองจากเวทีระดับโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง แต่ยังย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการน้ำของไทย จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การวางแผนเชิงรุกที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน การเปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความร่วมมือระดับนานาชาติเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานทางวิศวกรรมและนโยบายสาธารณะ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต และเปลี่ยนวิกฤตน้ำให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทยในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สรุปสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย 2568: รับมือ 3 วิกฤติโลก และโจทย์ใหญ่เลือกตั้ง 69
กลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มผลประกอบการหรือไม่
ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมไทยหลังเลือกตั้ง 2569: จี้รื้อ ‘คน-เงิน-กฎหมาย’ กู้วิกฤติ GDP 34%



