Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

The Action Spotlight: เปิด 4 โมเดลนวัตกรรม สู่การลงมือทำจริง

The Action Spotlight: เปิด 4 โมเดลนวัตกรรม สู่การลงมือทำจริง

กลุ่ม ปตท. เปิดเวที “Sustainability Spark by PTT Group 2026” ภายใต้แนวคิด “Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” เพื่อเปิดพื้นที่ระดมความคิดเห็นและแสดงพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นความสำคัญของการลงมือปฏิบัติจริงและการขยายผลจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ไปสู่ผลลัพธ์ในระดับมหภาค ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภายในงานมีหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือช่วง “The Action Spotlight” ซึ่งได้รวบรวมกรณีศึกษาจากพันธมิตรองค์กรชั้นนำที่ลงมือปฏิบัติจริงและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 4 เรื่องราว เพื่อสะท้อนภาพความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและความร่วมมือมาใช้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

แปรรูปของเสียสู่พลังงานและวัสดุการแพทย์

ภายใต้หัวข้อ “From Kitchen to Creation – The Biorefinery Journey” พรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และ คอร์โซ อูซีลลี่ ประธานบริษัท บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด ได้ร่วมกันนำเสนอโมเดลความสำเร็จในการบริหารจัดการของเสีย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงานและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

คุณพรรคพงษ์ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาใกล้ตัวอย่าง “น้ำมันพืชใช้แล้ว” ซึ่งมักถูกจัดการอย่างไม่ถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการนำไปทอดซ้ำซึ่งก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หรือการเททิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสะสม ทาง GC จึงได้นำนวัตกรรมโรงกลั่นชีวภาพ หรือ Bio-refinery เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา โดยนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตเป็น “น้ำมันอากาศยานยั่งยืน” หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel)

ความโดดเด่นของนวัตกรรมดังกล่าวคือการได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล (ISCC) และมีประสิทธิภาพสูงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 85 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานแบบดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดมลพิษในอุตสาหกรรมการบิน

ในขณะเดียวกัน คุณคอร์โซ ได้กล่าวถึงการต่อยอดทางนวัตกรรมไปสู่การผลิตพลาสติกชีวภาพ หรือ Bio-Polypropylene (Bio-PP) ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยกระบวนการนี้ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลมาผ่านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง จนได้เป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพเทียบเท่าของใหม่ ซึ่งมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานจนสามารถนำไปขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร (Food Packaging) รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องการความสะอาดสูง

การดำเนินงานในรูปแบบนี้ นอกจากจะเป็นการลดการพึ่งพาทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังได้เชิญชวนภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านโครงการ “จากครัว สู่เครื่อง” ด้วยการรวบรวมน้ำมันพืชที่ใช้แล้วส่งขายตามจุดรับซื้อที่กำหนด เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างมูลค่าใหม่ แทนการทิ้งให้สูญเปล่าหรือสร้างผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศ

รีไซเคิลพลาสติกคืนคุณภาพชีวิตผู้พิการ

ในหัวข้อ “From Waste to Walk – เปลี่ยนขยะเป็นก้าวเดิน” กุลชาติ ดังอุโฆษ ผู้จัดการอาวุโส วิจัยโรงงานต้นแบบและแบบจำลอง ศูนย์นวัตกรรมไออาร์พีซี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ อาจารย์โกศลอินทรประสิทธิ์นักกายอุปกรณ์อาวุโส หัวหน้างานวิชาการและบริการวิชาการ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและองค์กรสาธารณกุศลที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี

จุดเริ่มต้นของความร่วมมือดังกล่าวเกิดจากการที่ IRPC ได้ให้การสนับสนุนเม็ดพลาสติกประเภทโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) คุณภาพสูงให้กับทางมูลนิธิฯ เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเบ้าขาเทียม ทำให้ผู้พิการได้รับอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและความทนทานเทียบเท่ากับมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม จากกระบวนการผลิตและขึ้นรูปขาเทียมในแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดเศษพลาสติกเหลือทิ้งจากการตัดแต่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะสมจนกลายเป็นภาระในการจัดเก็บและจัดการพื้นที่ของมูลนิธิฯ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน จึงเกิดการริเริ่มโครงการ “From Waste to Walk” โดยนำเศษพลาสติกเหลือทิ้งเหล่านั้นกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตของ IRPC เพื่อแปรรูปกลับมาเป็นแผ่นพลาสติกที่มีคุณภาพ แล้วส่งมอบกลับคืนให้กับมูลนิธิฯ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ต่อไป

การนำแผ่นพลาสติกรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์นั้นครอบคลุมในหลายด้าน โดยทางมูลนิธิฯ ได้นำไปใช้เป็นวัสดุสำหรับการเรียนการสอนของนักศึกษากายอุปกรณ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดนวัตกรรมด้วยการนำพลาสติกรีไซเคิลไปผลิตเป็นขาเทียมสำหรับสัตว์พิการ เช่น สุนัข รวมถึงการนำไปผลิตอุปกรณ์ช่วยพยุงข้อเท้าสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว โครงการนี้จึงนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลับมาเป็น “สิ่งมีค่า” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ทั้งคนและสัตว์ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

แปลงคาร์บอนเครดิตสู่สินทรัพย์ดิจิทัล

แปลงคาร์บอนเครดิตสู่สินทรัพย์ดิจิทัล
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงานการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ปฐมชัย แตงน้อย รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด

ในมิติของการผสมผสานเทคโนโลยีทางการเงินเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้หัวข้อ “Carbon Credit Tokenization – จากป่าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล” สมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงานการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ปฐมชัย แตงน้อย รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด บริษัทในเครือกสิกรไทย ได้ร่วมกันนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ผ่านโครงการแปลงคาร์บอนเครดิตให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Tokenization

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งเดิมมักจำกัดอยู่เพียงกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องทำการซื้อขายในปริมาณมากเป็นตัน โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยแตกหน่วยย่อยให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเปิดโอกาสให้สามารถเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตในปริมาณน้อยระดับกิโลกรัม เพื่อนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

คุณปฐมชัยได้อธิบายถึงบทบาทของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโครงการ ว่าช่วยสร้างความโปร่งใสในระบบการซื้อขายและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหาการนับซ้ำ (Double Counting) รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์รักษ์โลกโดยไม่ได้ลงมือทำจริง หรือการฟอกเขียว (Greenwashing) ทำให้นักลงทุนหรือผู้ซื้อเกิดความมั่นใจได้ว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ในส่วนของการบริหารจัดการรายได้ คุณสมิทธิระบุว่ารายได้จากการจำหน่ายโทเคนดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังต้นทาง คือการนำกลับไปใช้ในการดูแลรักษาป่าไม้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ดอยตุง รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนับเป็นการสร้างความยั่งยืนที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นอย่างครอบคลุม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกัน

ดึงความเย็นเหลือทิ้งสู่นวัตกรรมพลังงาน

ยืนยง พลสัมฤทธิ์ ผู้จัดการ สังกัด ฝ่ายนวัตกรรมเชื้อเพลิงสะอาดและพลังงานประยุกต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ พงษ์ศักดิ์ เหลืองจินดารัตน์ Chief Strategy and Sustainability Officer บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด
ยืนยง พลสัมฤทธิ์ ผู้จัดการ สังกัด ฝ่ายนวัตกรรมเชื้อเพลิงสะอาดและพลังงานประยุกต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ พงษ์ศักดิ์ เหลืองจินดารัตน์ Chief Strategy and Sustainability Officer บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด

ปิดท้ายด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีด้านพลังงานภายใต้หัวข้อ “Microchannel Heat Exchanger – พลังงานเหลือทิ้งสู่นวัตกรรมความเย็น” โดย ยืนยง พลสัมฤทธิ์ ผู้จัดการ สังกัด ฝ่ายนวัตกรรมเชื้อเพลิงสะอาดและพลังงานประยุกต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ พงษ์ศักดิ์ เหลืองจินดารัตน์ Chief Strategy and Sustainability Officer บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด ได้นำเสนอนวัตกรรม “การใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้ง” หรือ Waste Cold Recovery ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานในภาคอุตสาหกรรม

คุณยืนยง เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาโดยสถาบันนวัตกรรม ปตท. ที่ได้คิดค้นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนประสิทธิภาพสูงขนาดเล็ก หรือ Microchannel Heat Exchanger ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการทนต่อแรงดันสูงและรองรับการทำงานในอุณหภูมิติดลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้จริงร่วมกับกระบวนการเปลี่ยนสถานะของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งโดยปกติกระบวนการนี้จะปลดปล่อยความเย็นจัดทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้ ความเย็นดังกล่าวจะถูกดึงกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ โดยส่งต่อไปยังโรงงานแยกอากาศเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตออกซิเจนและไนโตรเจน

ผลลัพธ์จากการนำนวัตกรรมนี้มาประยุกต์ใช้ สามารถช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิตลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1 แสนตันต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนขยายผลการดำเนินงานเพื่อนำพลังงานความเย็นที่กู้คืนมาได้ไปใช้ในระบบปรับอากาศภายในอาคารสำนักงานเพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้า รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการนำงานวิจัยจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCB 10X จับมือ ศิริราช พัฒนา Typhoon-Si-Med-Thinking-4B โมเดล AI ทางการแพทย์

ESG ระเบียบโลกใหม่: กฎเหล็กชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar