Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

รพ.ธนบุรีทวีวัฒนาทุ่ม 612 ล้าน ดึงหุ่นยนต์ VELYS ผ่าข้อเข่า เจาะตลาดสูงวัย

รพ.ธนบุรีทวีวัฒนา ทุ่ม 612 ล้าน ดึงหุ่นยนต์ VELYS ผ่าข้อเข่า เจาะตลาดสูงวัย

โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ประกาศแผนการลงทุนมูลค่ารวม 612 ล้านบาท เดินหน้าเปิดอาคาร 3 เพื่อยกระดับศักยภาพสู่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด VELYS™ เข้ามาเจาะตลาดกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตก ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริหารยืนยันนโยบายตรึงอัตราค่ารักษาพยาบาล พร้อมปรับแผนบริหารห่วงโซ่อุปทานเพื่อรับมือความผันผวน

ขยายอาคารระดับตติยภูมิ

โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ดำเนินการครบรอบ 33 ปีและก้าวเข้าสู่ปีที่ 34 ได้ประกาศเปิด “อาคาร 3” อย่างเป็นทางการด้วยงบลงทุนร่วม 600 ล้านบาท การลงทุนนี้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการดูแลสุขภาพขั้นสูง (Advanced Care) เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น และมีเป้าหมายหลักในการยกระดับสถานพยาบาลจากระดับทุติยภูมิขึ้นสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) เต็มรูปแบบ ที่มีความพร้อมในการดูแลรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

โครงสร้างของอาคาร 3 ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ภายในอาคารมีการจัดตั้งห้องแยกโรคสำหรับการดูแลผู้ป่วยกรณีพิเศษที่มีสภาวะซับซ้อน หรือ Hybrid Room รวมทั้งมีการขยายศักยภาพการให้บริการครอบคลุมคลินิกเฉพาะทางและศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารครบวงจร

นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ธนบุรีเฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มบริษัทในปีที่ผ่านมามีความโดดเด่น โดยมีอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) มากกว่าร้อยละ 30 การลงทุนสร้างอาคารใหม่และการนำนวัตกรรมหุ่นยนต์เข้ามาให้บริการ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพ

ด้าน เฉลิมกุล อภิบุณโยภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลธนบุรีทวีวัฒนา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 33 ปี โรงพยาบาลได้ให้บริการดูแลผู้ป่วยมาแล้วมากกว่า 660,000 ราย ในด้านเป้าหมายทางธุรกิจ ผู้บริหารตั้งเป้าหมายผลักดันให้จำนวนผู้เข้ารับบริการเติบโตขึ้นร้อยละ 10 ในปีนี้ โดยกำหนดเป้าหมายรายได้รวมขององค์กรไว้ที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยชาวต่างชาติร้อยละ 10 โดยมุ่งเน้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ขณะเดียวกัน กลุ่มเครือข่ายยังมีแผนขยายการเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่เพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและพระนครศรีอยุธยา

ตลาดผู้สูงอายุฝั่งตะวันตก

ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว ปัจจุบันมีคนไทยป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแล้วกว่า 6 ล้านคน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทางระบาดวิทยาที่พบความชุกของโรคนี้สูงถึงร้อยละ 11.3 ในกลุ่มผู้ใหญ่

ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมาจากเพศหญิง ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน อายุที่เพิ่มขึ้น และการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ประเด็นที่น่ากังวลคือผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเริ่มมีอายุน้อยลง โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 50 ปี ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

แผนกศูนย์กระดูกและข้อของโรงพยาบาลมีจำนวนลูกค้าเข้ารับบริการค่อนข้างมาก โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเข้ามารักษาเฉลี่ย 1,200 ถึง 1,500 คนต่อปี การเลือกเปิดให้บริการหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา เป็นการวิเคราะห์จากแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุและช่องว่างของการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่มีอยู่ร้อยละ 10

ฐานลูกค้าหลักของสาขานี้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตกทั้งหมด ผู้บริหารมองเห็นศักยภาพของกำลังซื้อในทำเลนี้ ซึ่งมีประชากรที่มีฐานะจากการครอบครองพื้นที่และอาศัยอยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก

กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวเป็นกลุ่มคนที่เริ่มตั้งตัวเมื่อ 10 ถึง 20 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบันเป็นวัยที่ทำงานมาช่วงระยะเวลาหนึ่งและมีศักยภาพในการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ประกอบกับในพื้นที่ละแวกดังกล่าวยังไม่มีโรงพยาบาลที่ให้บริการด้านหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมากนัก การลงทุนในครั้งนี้จึงเป็นการนำร่องเพื่อให้บริการในพื้นที่และตอบสนองความต้องการของศูนย์การแพทย์ในย่านกรุงเทพฝั่งตะวันตก

นวัตกรรมหุ่นยนต์ VELYS ยกระดับความแม่นยำ

โรงพยาบาลจัดสรรงบประมาณ 12 ล้านบาท นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม VELYS™ Robot-Assisted Solution เข้ามาให้บริการ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะของศัลยแพทย์ โดยสามารถวิเคราะห์โครงสร้างทางชีวกลศาสตร์ของผู้ป่วยได้อย่างละเอียด

จุดเด่นของระบบ คือการประมวลผลสร้างภาพสามมิติข้อมูลกายวิภาคแบบเรียลไทม์ในห้องผ่าตัดได้ทันที ช่วยให้แพทย์ประเมินโครงสร้างข้อเข่าได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งผู้ป่วยไปทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT Scan) ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และลดการสัมผัสรังสีของผู้ป่วย

ขั้นตอนการทำงานของระบบเริ่มต้นจากการลงทะเบียนพิกัดตำแหน่งข้อเข่า แพทย์จะส่งสัญญาณจากจุดต่าง ๆ เช่น ข้อเท้า กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกต้นขา ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาดำเนินการ 5 ถึง 10 นาที จากนั้นระบบจะคำนวณความหนาของกระดูกและระดับความตึงของข้อเข่า แพทย์สามารถปรับสมดุลความตึงของเส้นเอ็นรอบข้อเข่าในทุกองศา และปรับองศาการตัดได้แบบเรียลไทม์

รศ.พท.นพ.บุระ สินธุภากร ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ข้อสะโพกและข้อเข่าโรงพยาบาลธนบุรีทวีวัฒนา
รศ.พท.นพ.บุระ สินธุภากร ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ข้อสะโพกและข้อเข่าโรงพยาบาลธนบุรีทวีวัฒนา

เมื่อได้แผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคลแล้ว แขนกลจะบังคับการตัดกระดูกให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ รศ.พท.นพ.บุระ สินธุภากร ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ข้อสะโพกและข้อเข่าโรงพยาบาลธนบุรีทวีวัฒนา ระบุว่า ระบบมีความคลาดเคลื่อนเพียง 1 ถึง 2 มิลลิเมตร และมีองศาคลาดเคลื่อน 2 องศา ทำให้โอกาสเกิดข้อผิดพลาดทางการแพทย์มีน้อยกว่าร้อยละ 1

เทคนิคการผ่าตัดรูปแบบใหม่จะดำเนินการตัดเฉพาะเส้นเอ็นไขว้หน้า และเก็บรักษาเส้นเอ็นไขว้หลังไว้ การเก็บเส้นเอ็นไขว้หลังช่วยให้ผู้ป่วยยังคงการรับรู้ข้อเข่าตัวเองตามธรรมชาติ และมีการบิดมุมเคลื่อนไหวที่เลียนแบบธรรมชาติ การวางแผนผ่าตัดเฉพาะบุคคลยังช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเทียมให้ยาวนานขึ้น

ผลลัพธ์ทางคลินิกชี้ให้เห็นว่า การใช้นวัตกรรมนี้ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ผู้ป่วยสูญเสียเลือดน้อยลง และลดอาการปวดได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน 12 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ระยะเวลาการพักฟื้นในโรงพยาบาลลดลงจาก 4 ถึง 5 วัน เหลือ 2 ถึง 3 วัน

อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อผลลัพธ์การรักษาเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 91 คุณเฉลิมกุล กล่าวเสริมว่า การนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งช่วยดึงดูดกลุ่มผู้ป่วยที่มองหาความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด โรงพยาบาลกำหนดราคาแพ็กเกจการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์อยู่ที่ 290,000 บาทต่อข้าง เปรียบเทียบกับการผ่าตัดปกติที่ 210,000 บาทต่อข้าง

นโยบายตรึงราคาและคุมต้นทุนฝ่าวิกฤติ

ในด้านการบริหารจัดการองค์กรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ธุรกิจโรงพยาบาลได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉินซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยชีวิตผู้ป่วย ผู้บริหารระบุว่าโรงพยาบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลในขณะนี้ เนื่องจากประเมินว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่เพียงพอต่อการรับภาระที่เพิ่มขึ้น

องค์กรเลือกใช้วิธีการควบคุมและกระจายต้นทุนภายในแทนการผลักภาระให้ผู้ใช้บริการ มีการปรับโครงสร้างการให้บริการโดยควบรวมจุดให้บริการจากสองถึงสามจุดให้เหลือเพียงจุดเดียวเพื่อประหยัดต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยปรับเปลี่ยนแนวทางจากการรอให้ระดับน้ำมันในรถพยาบาลลดต่ำลง เป็นการกำหนดให้เติมน้ำมันสำรองไว้ทุกวัน

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับสถานีบริการน้ำมันเพื่อขอความร่วมมือเป็นกรณีพิเศษ และมีการนำน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) มาบริหารจัดการหมุนเวียนใช้กับรถพยาบาลในสถานการณ์ปกติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัสดุทางการแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติกทางการแพทย์ เช่น ถุงน้ำเกลือและบรรจุภัณฑ์ยา โรงพยาบาลได้ปรับแผนบริหารความเสี่ยงเชิงรุกด้วยการเพิ่มปริมาณการสำรองยาและเวชภัณฑ์ จากมาตรฐานเดิมที่สำรองไว้ใช้งาน 1 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 2 ถึง 3 เดือน ผู้บริหารย้ำว่าสำหรับเครื่องมือแพทย์หรืออุปกรณ์ฉุกเฉินที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิต แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้น โรงพยาบาลก็ยังคงต้องดำเนินการจัดซื้อเพื่อรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยเป็นลำดับแรก

ท้ายที่สุด ผู้บริหารได้ฝากข้อเสนอแนะถึงภาครัฐให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและประชาชนในภาพรวม มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการบริหารจัดการนำน้ำมันในสต็อกออกมาจำหน่ายในราคาปกติเพื่อบรรเทาภาระต้นทุน รวมถึงการพิจารณานโยบายลดหย่อนภาษีและการให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนี้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ไฮเออร์ทุ่ม 1,200 ล้าน รุกตลาด AI Smart Home Ecosystem

PIXELS: ต้นทางข้อมูลอัจฉริยะของธุรกิจ

นวัตกรรมลงจากหิ้ง: เทคโนโลยีเพื่อกลุ่มเปราะบาง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar