Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Tuesdays with Morrie – บทเรียนก่อนตายของมอรี่ [Book Review]

Tuesdays with Morrie - บทเรียนก่อนตายของมอรี่ [Book Review]

ถ้ามีคนตั้งคำถามต่อไปนี้ให้คุณตอบ คุณจะตอบว่ายังไง

Death ความตาย

Fear ความกลัว

Aging ความแก่

Greed ความโลภ

Marriage การแต่งงาน

Family ครอบครัว

Society สังคมรอบตัว

Forgiveness การให้อภัย

A meaningful life ชีวิตที่มีความหมาย

แน่นอนว่าคำตอบขึ้นอยู่กับอายุ และประสบการณ์ของผู้ตอบคำถาม คำตอบนั้นจะน่าสนใจแค่ไหนถ้ามันผ่านมุมมองของครูอายุ 78 ที่สอนวิชาจิตวิทยาสังคมในมหาวิทยาลัยมาสามสิบปี และป่วยด้วยโรค ALS ผู้กำลังจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต มอรี่อ่านหนังสือมากมาย ถึงจะเป็นยิวแต่เขาหยิบคำสอนจากทุกศาสนามาสอนตัวเอง และพุทธศาสนาดูเหมือนเขาจะหยิบยกมามากที่สุด

tuesdays with Morrie คือบทสัมภาษณ์อาจารย์โดยลูกศิษย์และนักข่าวสายกีฬาชื่อ Mitch Albom (มิทช์ อัลบอม ที่กลายมาเป็นนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันแนวที่ขายหนังสือแนวให้กำลังใจได้มากกว่า 40 ล้านเล่มทั่วโลก) ที่กลับมาพบกับอาจารย์อีกครั้งหลังจบการศึกษาไป 16 ปี เมื่อรู้ข่าวว่าอีกฝ่ายป่วยหนัก ทั้งคู่ได้กลับมาสนิทสนมกันอีกครั้งและตกลงกันว่า Mitch จะสัมภาษณ์และเขียนถึงมุมมองในชีวิตของอาจารย์ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการรับมือกับความตาย แต่ยังรวมการใช้ชีวิตให้มีความสุขโดยไม่ทำร้ายใครหรือไล่ตามความฝันของใคร 

ในตอนที่พวกเขาได้พบกันอีกครั้ง Morrie Schwartz (มอรี่ ชวอร์ทซ) ต้องนั่งรถเข็นแล้วเนื่องจากกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง กล้ามเนื้อแขนเองก็อ่อนแรงจนไม่สามารถขยับศรีษะตัวเองให้อยู่ในท่าที่ต้องการได้ แต่เขายังพูดได้ปกติ ยังรับฟังเรื่องของคนที่มาเยี่ยมด้วยความสนใจ และชอบให้คนมาเยี่ยม มาพูดคุยกันเหมือนวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง ที่ไม่ธรรมดาคือเขาไม่ได้เศร้าที่รู้ว่าเขากำลังจะตายในเร็ววัน เพราะถ้าเมื่อไหร่อาการของโรคพัฒนาจากปลายมือปลายเท้าเลื่อนขึ้นมาที่ปอด เขาจะหายใจไม่ได้เนื่องจากมีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว 

แต่มอรี่ไม่ได้หน้าตาบูดบึ้งหรือโวยวายใส่คนรอบข้าง เขายังพูดคุย ยิ้มแย้ม หัวเราะตามปกติ เขาไม่ได้เรียกร้องให้ภรรยาลาออกจากงานที่ MIT หรือให้ลูกลาออกจากงานที่โตเกียวเพื่อมาดูแล เพราะไม่อยากให้ใครทิ้งชีวิตตัวเองเพื่อเขา 

มิทช์เคยลงเรียนกับมอรี่หลายวิชา และแวะเวียนไปคุยกับอาจารย์หลังเลิกเรียนบ่อยครั้ง จนอาจารย์แนะนำให้เขียนธีสิสเรื่องที่เขาสนใจ เขาเขียนเรื่องกีฬาและนั่นทำให้เขามีความรู้อย่างลึกซึ้งจนสามารถเป็นนักข่าวกีฬาผู้โด่งดังที่ลงหลักปักฐานในเมืองดีทรอยท์ หลังความพยายามที่จะเป็นนักเปียโนในนิวยอร์คล้มเหลว มิทช์ไม่เคยติดต่อกับเพื่อนมหาวิทยาลัย และรู้ข่าวการป่วยของมอรี่จากการให้สัมภาษณ์ทางทีวีช่องหนึ่ง (ด้วยการแนะนำของเพื่อนของมอรี่ ที่ประทับใจในมุมมองเรื่องความตายของมอรี่)

มิทช์รีบขึ้นเครื่องไปหามอรี่ วันนั้นเป็นวันอังคาร เหมือนกับที่พวกเขาเคยพบเจอกันในสมัยก่อน มิทช์ประหลาดใจที่มอรี่ยังยิ้มได้และหัวเราะเหมือนวันวานทั้งที่กำลังจะตาย และพวกเขาทำข้อตกลงว่าจะมาเจอกันทุกวันอังคาร คุยกันในหัวข้อที่มิทช์สนใจ โดยมิทช์ต้องตีพิมพ์เรื่องออกมา (ซึ่งมีหลายสำนักพิมพ์สนใจ และเงินที่ได้ช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลของมอรี่) 

มอรี่รู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่ากำลังจะตาย จมอยู่กับความทุกข์ไหม เขายอมรับว่ามีบางวันที่เขาตื่นมาด้วยความทุกข์ คิดไปถึงวันข้างหน้า แต่สุดท้ายก็ทำใจได้ว่าไม่ต้องกลัว เอาให้ผ่านไปแต่ละวันจะดีกว่า

‘เริ่มอย่างนี้ดีกว่า ทุกคนรู้ว่าต้องตาย แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น … ถ้าเราเชื่อแบบนั้นจริง เราก็คงจะทำอะไรๆในแบบที่ต่างออกไป แต่มันมีวิธีที่ดีกว่านั้น เมื่อเรารู้ว่าจะต้องตายและเตรียมตัวรับมือกับมัน มันจะทำให้เราใส่ใจกับชีวิต และวันเวลาที่เรายังใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น เราควรทำอย่างที่คนพุทธเขาทำ เสมือนว่ามีนกเกาะอยู่บนไหล่แล้วถามเราว่า จะใช่วันนี้ไหมนะ เราพร้อมรึยัง เราได้ทำสิ่งที่ต้องทำหมดรึยัง เราได้เป็นคนที่เราอยากเป็นรึยัง … ความจริงก็คือ เมื่อคุณเรียนรู้ว่าจะตายยังไง คุณก็จะรู้ว่าต้องใช้ชีวิตยังไง’ 

คืนก่อนการพบกันครั้งที่หก มอรี่ไม่ได้นอนเพราะอาการไอ เมื่อพบกันเขาก็ยังไออย่างหนัก 

‘ตอนนี้ที่ทำคือ เอาตัวเองออกมาให้ห่างจากสิ่งที่กำลังเจอ … การกันตัวเองออกมา

สำคัญนะ ไม่ใช่แค่กับคนที่ใกล้ตายอย่างฉัน แต่กับทุกคนอย่างเธอที่สุขภาพยังแข็งแรง เราต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวเองออกมา ทั้งจากสิ่งที่ทำให้เราสุหรือทุกข์ … การกันตัวเองออกมาไม่ใช่ว่าเราต้องไม่รู้สึกถึงมัน ในทางตรงกันข้าม เราต้องรู้สึกถึงประสบการณ์นั้นอย่างเต็มที่ ไม่งั้นเราจะออกห่างจากมันไม่ได้ อย่างความรัก ความเศร้าจากการสูญเสีย หรือความกลัวและความเจ็บปวดจากการเจ็บป่วย ถ้าเธอปิดกั้นความรู้สึก ไม่ปล่อยตัวเองให้รู้สึกถึงมันจริงๆ เพราะมัวแต่กลัว กลัวว่าจะเจ็บปวด กลัวจะเศร้า กลัวว่าจะหวั่นไหวเพราะความรัก เธอก็จะเอาตัวออกจากความรู้สึกนั้นไม่ได้ แต่ถ้าเธอรู้สึกจริงๆถึงอารมณ์เหล่านี้ เธอจะรู้ว่าความเจ็บปวดคืออะไร ความรักคืออะไร ถึงตอนนั้นเธอก็บอกตัวเองว่ารู้แล้วว่ามันคืออะไร แต่ขอออกมาจากตรงนั้นซักพัก’ 

ตอนหนึ่งหลังจากไอจนหมดแรง มอรี่พูดว่าไม่อยากตายไปในขณะที่ไอแบบนั้น ไม่อยากตายไปพร้อมกับความกลัว เขาพร้อมที่จะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ออกมาให้ห่างจากความกลัว และปล่อยมันไป 

สำหรับมอรี่ ครอบครัวคือรากฐาน คือที่ยืนของทุกคน เขาตระหนักในข้อนี้เมื่อเขาป่วยและรู้ว่าไม่มีใครที่จะรักและเป็นห่วงเขาเท่าคนในครอบครัว ‘แน่ละ มีคนมาเยี่ยม แต่พวกเขาก็ยังไม่เหมือนคนในครอบครัว คนที่จะไม่ไปไหน … คนที่คอยดูเราตลอดเวลา … เราต้องรักกันหรือไม่ก็ตายไปซะ (Love each other or perish.)’ 

มอรี่เคยอิจฉาคนอายุ 30 ไหม เขาตอบว่าเป็นธรรมดาที่คนสูงวัยจะอิจฺฉาคนที่เด็กกว่า แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าเราผ่านมันมาแล้ว และมองกลับไปดูสิ่งที่เราได้ทำมาในช่วงนั้น และสิ่งที่ทำให้เรามาถีงจุดนี้ คนที่ชอบพูดว่าถ้าเด็กกว่านี้นะ จะนั่น จะนี่ คนพวกนั้นคือคนที่ไม่พอใจในตัวเอง ‘จะอิจฉาคนที่เด็กกว่าไปทำไม ในเมื่อเราก็เคยอายุเท่านั้นมาก่อน’ 

เวลาที่มีใครถามว่าควรมีลูกไหม มอรี่จะตอบว่า ‘ไม่มีประสบการณ์ไหนที่จะมาแทนที่การมีลูกได้ คุณจะไม่ได้มันจากเพื่อนหรือคนรัก ถ้าอยากได้ประสบการณ์ว่าการรับผิดชอบต่อมนุษย์อีกคนอย่างเต็มที่ ความรักและการสร้างสายใยจากส่วนลึกที่สุดของชีวิตเป็นยังไง นั่นคือตอนที่คุณควรจะมีลูก’ 

สำหรับมอรี่ ชีวิตที่มีความหมายคือชีวิตที่เราอุทิศให้กับคนอื่น ให้กับสังคมชุมชน และสร้างสิ่งที่ทำให้เราบรรลุเป้าหมาย แต่สังคมปัจจุบันทำให้ทุกคนยุ่งกับการหาเงิน มีบ้าน มีรถ จะไม่ได้มองว่าอะไรที่สำคัญจริงๆกับชีวิต

‘ลืมไปเลย ถ้าเธอกำลังพยายามทำให้ตัวเองดูดีในสายตาของคนอีกระดับ เพราะยังไงพวกเขาก็จะมองเธอแบบต่ำกว่าอยู่ดี หรือถ้าทำให้ดูดีในสายตาของคนที่ต่ำกว่า พวกเขาก็จะแค่อิจฉาเธอ สถานะของคนไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นหรือแย่ลง มีแต่หัวใจที่เปิดกว้างที่จะทำให้เราอยู่ตรงไหนก็ได้’

ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มอรี่ยังคิดว่าตัวเองโชคดีที่ยังไม่ตาย เพราะเขายังมีเวลาบอกลาทุกคน และเขาได้จัดงานศพล่วงหน้า นั่งฟังคำไว้อาลัยที่ถ้าตายไปก็จะไม่ได้ฟัง

บทเรียนเหล่านี้แทรกด้วยอาการของมอรี่ที่ทรุดลงเรื่อยๆในช่วง 14 อาทิตย์ที่พวกเขาพบกัน มันน่าเศร้าสำหรับคนที่รู้จักเขา ชายสูงวัยที่เข้าร้านอาหารเพื่อไปเต้นได้กับทุกเพลง แบบสุดเหวี่ยงไม่สนใจใคร

หนังสือตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1997 แต่ความทันสมัยของเนื้อหายังไม่หายไปตามเวลา

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ส่งต่อปาฏิหารย์ผ่านหนังสือ [Book Review]

Raven Black – มืดดำราวกับสีขนของอีกา [Book Review]

The President Is Missing – ยุคมืดบนโลกแห่งการเชื่อมต่อ [Book Review]

×

Share

ผู้เขียน

Achara Deboonme Avatar