Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

พลิกนโยบายน้ำ ฝ่ากฎหมาย งบประมาณ และ Climate Change

การบริหารจัดการน้ำของไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความต้องการใช้น้ำในภาคอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สถานการณ์น้ำคาดการณ์ได้ยากกว่าเดิม

ชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ” ว่า น้ำเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำรงชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่การบริหารจัดการน้ำของประเทศยังติดข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งกฎหมาย งบประมาณ การยอมรับของประชาชน และความผันผวนของสภาพอากาศ

สทนช. กับบทบาทหน่วยงานกลางด้านน้ำ

คุณชยันต์ ระบุว่า สทนช. เกิดขึ้นจากแนวคิดในการมีหน่วยงานกลางเพื่อบูรณาการการทำงานด้านน้ำของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำจำนวนมาก การมีหน่วยงานกลางจึงเป็นกลไกสำคัญในการประสานแผนและการทำงานให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น

ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำประกอบด้วยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อเชื่อมการบริหารจัดการจากระดับชาติลงสู่ระดับพื้นที่

คุณชยันต์กล่าวว่า น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การเกษตร การปศุสัตว์ การขนส่ง การผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งพลังน้ำและโซลาร์ลอยน้ำ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ น้ำยังเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ระบบนิเวศ และการผลิตน้ำประปา โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ที่ต้องควบคุมค่าความเค็มไม่ให้กระทบต่อการผลิตน้ำประปา

ปัญหาน้ำไม่ใช่แค่น้ำท่วมหรือน้ำแล้ง แต่กระทบเศรษฐกิจโดยตรง

คุณชยันต์อธิบายว่า ภัยด้านน้ำทำให้ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปกับการเยียวยาและฟื้นฟู แทนที่จะนำเงินไปใช้เพื่อการพัฒนาในด้านอื่น เมื่อเกิดน้ำท่วม พื้นที่เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวล้วนได้รับผลกระทบ เช่น กรณีพื้นที่หาดใหญ่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักเมื่อเกิดน้ำท่วม

ดังนั้น หากปัญหาน้ำยังเกิดซ้ำและไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็ย่อมเดินหน้าต่อได้ยาก

สทนช. จึงต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีมากกว่า 50 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทด้านน้ำ แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินงานในแต่ละปียังไม่เป็นไปตามเป้าหมายทั้งหมด เนื่องจากติดข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ กระบวนการขออนุญาต การยอมรับของประชาชน และแรงคัดค้านจากบางภาคส่วน

กฎหมายและขั้นตอนอนุญาต คือคอขวดสำคัญของโครงการน้ำ

หนึ่งในข้อจำกัดที่คุณชยันต์เน้นย้ำคือ ปัญหาด้านกฎหมาย เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายและระเบียบของตนเอง เช่น พื้นที่ป่าไม้ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ พื้นที่อุทยานต้องขออนุญาตตามกฎหมายอุทยาน รวมถึงกรณีที่โครงการเกี่ยวข้องกับกรมเจ้าท่า การตัดผ่านถนน หรือการก่อสร้างระบบส่งน้ำที่ต้องผ่านพื้นที่ของหลายหน่วยงาน

คุณชยันต์ระบุว่า การขอใช้พื้นที่อุทยานในปัจจุบันทำได้ยากมาก แม้แต่การขอเข้าไปศึกษาวิจัยก็ยังมีความลำบาก บางโครงการต้องใช้เวลายาวนานหลายปีในขั้นตอนเพิกถอนหรือขออนุญาตใช้พื้นที่

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้หลายโครงการไม่สามารถเดินหน้าไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ หรือเกิดความล่าช้าอย่างมาก แม้หน่วยงานปฏิบัติจะมีแผนเตรียมไว้แล้วก็ตาม

โครงการขนาดใหญ่ต้องอาศัยทั้งงบประมาณและความเห็นร่วมกัน

ในด้านงบประมาณ คุณชยันต์ระบุว่า โครงการขนาดใหญ่บางโครงการมีมูลค่าสูงถึงระดับแสนล้านบาท จึงไม่สามารถพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องใช้เงินกู้บางส่วน และต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักบริหารหนี้สาธารณะและสภาพัฒน์

เขาย้ำว่า หากทุกฝ่ายไม่มองเป้าหมายเดียวกัน ความล่าช้าก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “โครงการชัยนาท-อ่าวไทย” ซึ่งมีเป้าหมายช่วยตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และนนทบุรี

คุณชยันต์ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2554 ประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เลย โครงการนี้จึงเป็นหนึ่งในแผนสำคัญที่รัฐบาลต้องการผลักดัน โดยคาดหวังให้เริ่มได้ตั้งแต่ปี 2570 อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างต้องใช้เวลาหลายปี และคลองมีความยาวประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร

ความเห็นต่างของประชาชนและ NGO ยังเป็นโจทย์ใหญ่

นอกจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณ คุณชยันต์ยังกล่าวถึงความเห็นต่างของประชาชนและบทบาทของ NGO ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้โครงการบางแห่งไม่สามารถก่อสร้างได้ แม้ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากจะเห็นด้วยกับโครงการ

เขายกตัวอย่างโครงการแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ และโครงการวังตะโหนด จังหวัดจันทบุรี โดยระบุว่า บางโครงการผ่านกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ยังติดขั้นตอนการประสานเพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่

คุณชยันต์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องอาศัยการทำความเข้าใจระหว่างหน่วยงานปฏิบัติ สทนช. ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการที่มีประโยชน์สามารถเดินหน้าต่อได้ภายใต้กฎหมายและกระบวนการที่ถูกต้อง

Climate Change ทำให้มาตรฐานเดิมอาจไม่เพียงพอ

อีกประเด็นสำคัญที่คุณชยันต์ให้ความสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้รูปแบบฝนและภัยด้านน้ำเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

เขายกตัวอย่างการออกแบบอ่างเก็บน้ำที่ในอดีตอาจใช้เกณฑ์ฝนย้อนหลังหรือ Return Period ระดับหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ฝนรุนแรงเกิดขึ้นมากกว่าค่ามาตรฐานเดิม เช่น จากระดับรอบ 75 ปี ไปจนถึงระดับ 300 ปี ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่าโครงสร้างและมาตรการที่ออกแบบไว้เดิมยังเพียงพอหรือไม่

คุณชยันต์ระบุว่า นี่เป็นเหตุผลที่ต้องเร่งเตรียมการและยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เพราะการออกแบบหรือแผนงานที่เคยใช้ได้ในอดีต อาจไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ภูมิอากาศในปัจจุบันและอนาคต

น้ำเสีย Reuse และการจัดการน้ำเค็ม

ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ คุณชยันต์กล่าวถึงแนวทางการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ หรือ Reuse โดยยกตัวอย่างระบบบำบัดน้ำเสียที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีเทคโนโลยีก้าวหน้า และมีพื้นที่จัดแสดงพันธุ์น้ำหรือ Aquarium อยู่ภายในระบบ

เขาระบุว่า เทคโนโลยีลักษณะนี้ควรถูกประชาสัมพันธ์และผลักดันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะหรือแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำ และน้ำบาดาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ หากสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะช่วยเพิ่มแหล่งน้ำสำหรับพื้นที่เหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การผลักดันยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการรับช่วงดูแลบำรุงรักษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ สทนช. ยังต้องร่วมกับกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำเค็มในลุ่มน้ำสายหลัก โดยเฉพาะการควบคุมค่าความเค็มไม่ให้กระทบต่อการผลิตน้ำประปาและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

ยกระดับการคาดการณ์และแจ้งเตือนภัย

คุณชยันต์กล่าวว่า สทนช. จะทำหน้าที่เป็น Focal Point ในการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินผลกระทบ และแจ้งเตือนภัยด้านน้ำให้มีความชัดเจนมากขึ้น

ระบบแจ้งเตือนภัยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และระดับนายกรัฐมนตรีในกรณีภัยระดับชาติ

แนวทางนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติแล้ว และจะนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์กลางเพื่อดูสถานการณ์ทั่วประเทศ

คุณชยันต์ยังระบุว่า สทนช. ได้ประสานกับมหาวิทยาลัยในแต่ละพื้นที่ เพื่อรับข้อมูลและข้อเสนอแนะทางวิชาการมาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ เพื่อให้การแจ้งเตือนประชาชนทำได้รวดเร็วและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เป้าหมายสุดท้ายคือความมั่นคงด้านน้ำของประชาชน

ในช่วงท้าย คุณชยันต์สรุปว่า การบริหารจัดการน้ำต้องมุ่งลดภัยด้านน้ำ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ประตูน้ำ ระบบสูบน้ำ และระบบกระจายน้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำได้อย่างทั่วถึง

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีความสุข โดยยึดแนวคิด “น้ำคือชีวิต” ซึ่งสะท้อนว่าน้ำยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดของการดำรงชีวิตและการพัฒนาประเทศ

กล่าวโดยสรุป การพลิกนโยบายน้ำตามมุมมองของ สทนช. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีแผนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ข้อจำกัดเชิงระบบไปพร้อมกัน ทั้งกฎหมาย งบประมาณ การยอมรับของสังคม ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการปรับตัวต่อ Climate Change ที่ทำให้โจทย์น้ำของไทยยากกว่าเดิมอย่างชัดเจน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

นครปฐมโมเดล: พลิกวิกฤติน้ำสู่โอกาสเศรษฐกิจ

เส้นทางสู่ Net Zero 2593: กรมลดโลกร้อนพลิกเศรษฐกิจไทยสู่ ยุคคาร์บอนต่ำ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar