ในขณะที่การพัฒนาเมืองและการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่รุกคืบอย่างรวดเร็ว พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) ของประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติที่เงียบงันแต่ส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งการสูญเสียพื้นที่ซับน้ำตามธรรมชาติและการทำลายแหล่งกักเก็บคาร์บอนมหาศาล เวทีเสวนา “มุมมองเชิงนโยบาย กฎหมายรวมถึงนวัตกรรมในการคุ้มครองฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ” ได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อภาควิชาการและการเมืองร่วมกันผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ” เพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ในการฝ่าทางตันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ
ช่องโหว่เชิงนโยบาย และวิกฤติฐานข้อมูลที่ล้าหลัง
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะทำงานวิชาการพื้นที่ชุ่มน้ำ กล่าวถึงรากเหง้าของปัญหาการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในไทยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองพื้นที่เหล่านี้ เครื่องมือเดียวที่มีคือ มติคณะรัฐมนตรี (Cabinet Resolution) ซึ่งในทางปฏิบัติมักขาดสภาพบังคับที่เข้มแข็ง จุดเปราะบางที่สุดมักเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณประโยชน์ (น.ส.ล.) ที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมักถูกหน่วยงานราชการหรือท้องถิ่นนำไปพัฒนาเป็นโครงการก่อสร้าง ถมที่ หรือเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์โดยขาดความเข้าใจในระบบนิเวศ ทำให้พื้นที่เหล่านั้นสูญเสียศักยภาพในการเป็นแก้มลิงธรรมชาติ
นอกจากปัญหาด้านกฎหมาย หาญณรงค์ยังเปิดเผยถึงสถานการณ์ “วิกฤติข้อมูล” ที่น่ากังวล โดยระบุว่าตามกติกาของอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ประเทศภาคีจะต้องมีการปรับปรุงข้อมูลทางนิเวศวิทยาของพื้นที่ชุ่มน้ำทุก ๆ 3 ปี เพื่อให้ฐานข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง พื้นที่สำคัญระดับโลกอย่าง “ทุ่งสามร้อยยอด” กลับไม่มีการปรับปรุงข้อมูลมานานถึง 17 ปี หรือตั้งแต่ปี 2551 ทำให้ขาดข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจและวางแผนบริหารจัดการ
ร่างพ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ: พลิกโฉมการจัดการสู่การกระจายอำนาจ
ทางออกของวิกฤตินี้ถูกนำเสนอโดย ดร.ศนิวารบัวบานผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งอธิบายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “อุดช่องโหว่” ของการบริหารจัดการแบบแยกส่วนในอดีต หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจจากส่วนกลาง (Top-down) มาสู่การสร้างการมีส่วนร่วมจากฐานราก (Bottom-up) ผ่านกลไกคณะกรรมการ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ ระดับจังหวัด และองค์กรพื้นที่ชุ่มน้ำชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่ซึ่งมีความเข้าใจบริบทดีที่สุดได้มีสิทธิ์ในการดูแลรักษาทรัพยากร
จุดเด่นที่น่าสนใจของร่าง พ.ร.บ. นี้ คือการจัดตั้ง “กองทุนพื้นที่ชุ่มน้ำ” (Wetland Fund) เพื่อเป็นกลไกทางการเงินที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงาน โดยรายได้จะมาจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการจากการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะถูกนำกลับมาใช้ฟื้นฟูพื้นที่โดยตรง ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของรัฐสภา จนถึงวันที่ 4 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกฎหมาย
กับดักกฎหมายน้ำ และทางออกเร่งด่วนที่ไม่ต้องรอพ.ร.บ.
ในมิติของการรับมือภัยพิบัติ ภัคเกษม ธงชัย จากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันอยู่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนการจัดการน้ำของไทย มักให้ความสำคัญกับคำว่า “การระบาย” (Drainage) เป็นหลัก ซึ่งปรัชญานี้ขัดแย้งกับหน้าที่ตามธรรมชาติของพื้นที่ชุ่มน้ำที่ทำหน้าที่ “รองรับ” หรือหน่วงน้ำ การมุ่งเน้นแต่การระบายออกจึงเท่ากับเป็นการลดทอนศักยภาพในการเป็นหลักประกันความเสี่ยง (Insurance) จากอุทกภัยของเมือง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอกระบวนการทางนิติบัญญัติ ดร.ศนิวาร ได้เสนอทางออกระยะสั้นที่สามารถทำได้ทันที (Quick Win) คือการผลักดันให้หน่วยงานระดับจังหวัดบรรจุเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำเข้าไปใน “แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด” (แผน ปภ. จังหวัด) และ “แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change Adaptation Plan) การระบุพื้นที่รับน้ำลงไปในแผนเหล่านี้จะช่วยให้ท้องถิ่นมีเครื่องมือในการของบประมาณและบริหารจัดการเพื่อรับมือกับภัยแล้งและน้ำท่วมได้ตรงจุด โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายหลักประกาศใช้
บทเรียนจากสากล: นโยบายห้ามสูญเสียสุทธิและการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด
ในเวทีระดับสากล ภัคเกษม ได้นำเสนอแนวคิด “การใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด” (Wise Use) ตามหลักการของอนุสัญญาแรมซาร์ ซึ่งหมายถึงการใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติโดยไม่ทำลายคุณสมบัติทางธรรมชาติของระบบนิเวศ พร้อมทั้งยกตัวอย่างนโยบายที่ก้าวหน้าในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีการประกาศนโยบาย “การไม่สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรวมสุทธิ” (No Net Loss) ซึ่งกำหนดให้การพัฒนาใด ๆ ก็ตามที่ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ จะต้องมีการสร้างหรือฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำทดแทนคืนมา
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นประเด็นท้าทายเรื่องข้อมูลของไทย โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมกับข้อมูลทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่ามีพื้นที่ชุ่มน้ำจริงจำนวนมากที่ยังตกสำรวจและอยู่นอกเขตการคุ้มครอง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกบุกรุกและทำลาย
เมื่อมนุษย์ต้อง ‘ถอย‘ ให้ธรรมชาติ
เวทีเสวนาปิดท้ายด้วยข้อคิดที่ชวนตระหนักจาก ดร.สุรพลดวงแข นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและพหุวัฒนธรรมชนเผ่า ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติ ที่เปรียบเทียบมนุษย์ในปัจจุบันว่าเป็นเสมือนมะเร็งของระบบนิเวศ หากยังคงขยายตัวโดยไม่คำนึงถึงสมดุลธรรมชาติ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ดังนั้น แนวทางที่ถูกต้องคือการ “ถอย” และคืนพื้นที่ให้น้ำได้ไหลหลากตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่ควรทำหน้าที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามฤดูกาล
ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเปรียบเสมือนความหวังในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน ก่อนที่พื้นที่ชุ่มน้ำผืนสุดท้ายจะหายไปพร้อมกับความมั่นคงทางทรัพยากรของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
วิกฤติเกษตรไทย: โลกเมิน ‘ราคา’ ถามหา ‘คาร์บอน’
วิกฤติพื้นที่ชุ่มน้ำ: เมื่อ ‘เจตนาดี’ ทำร้ายนิเวศ



