TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกColumnistเจาะกลโกง แชร์ลูกโซ่ Bernie Madoff โคตรปีศาจแห่ง Wall Street

เจาะกลโกง แชร์ลูกโซ่ Bernie Madoff โคตรปีศาจแห่ง Wall Street

ข่าวคราวความเสียหายจากการถูกหลอกให้ลงทุนผ่าน ‘แชร์ลูกโซ่’ เกิดขึ้นแทบทุกวันหลายคนต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มักจะมีจุดเริ่มต้นที่คล้าย ๆ กันครับ นั่นคือหลอกล่อด้วยผลตอบแทนที่สูงเกินจริง 

เพื่อดึงความสนใจ ก่อนจะสร้างความเชื่อมั่น สร้างความไว้วางใจ ด้วยการโชว์ความสำเร็จของคนที่เคยลงทุนแล้ว หรือแสร้งว่ารู้จักคนใหญ่คนโต บุคคลที่มีชื่อเสี่ยงบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องลวงโลกทั้งนั้น

แต่รู้ไหมครับว่าเรื่องลวงโลกผ่าน ‘แชร์ลูกโซ่’ นั้น ก็เคยมีเหตุการณ์ที่โลกไม่ลืม เกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นกัน 

วันนี้ผมจะขอหยิบยกเรื่องราวของ หนึ่งในบุคคลประวัติศาสตร์การเงินที่ทั่วโลกรู้จักในฐานะ ‘ปีศาจแห่ง Wallstreet’ ที่โด่งดังจากกลโกงครั้งใหญ่ จนกลายมาเป็นตำนาน ‘แชร์ลูกโซ่’ ระดับโลกครับ  

และต้นเหตุที่ผมกำลังพูดถึงในครั้งนี้มีชื่อว่า ‘Bernie Madoff’ ตำนานแชร์ลูกโซ่ระดับโลก 

ที่เรื่องราวของเขา ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ The Wizard of Lies ที่ฉายทางโทรทัศน์เมื่อปี 2560 ทางช่อง HBO 

รวมไปถึงสารคดี Madoff: The Monster of Wall Street ที่ฉายอยู่บน Netflix ในช่วงเวลานี้ด้วย เขาเป็นใครทำไมถึงถูกเรียกว่าเป็นปีศาจแห่ง Wallstreet ไปดูกันได้เลยครับ

ก่อนอื่น เราไปทำความรู้จักกับ ‘Madoff’ กันก่อนดีกว่าครับ 

ว่าทำไมเขาถึงเข้ามาผูกมิตรกับนักลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างแน่นแฟ้น ก่อนจะกลาย ‘มิจฉาชีพ’ ที่สร้างความเสียหายได้มากถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท หรือ 64,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

‘Bernard Madoff’ เกิดที่เมืองบรูกลิน ย่านควีนส์ สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน 

ชีวิตในช่วงวัยเรียนมัธยม ก่อนที่ Madoff จะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เขาเริ่มหารายได้จากการเป็นไลฟ์การ์ดที่ Club แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ  

ก่อนที่ Madoff จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์จาก Hofstra University เขาตัดสินใจนำเงิน 5,000 ดอลลาร์ฯ ที่เกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อย 

มาก่อตั้งบริษัทการเงิน ที่มีชื่อว่า ‘Bernard L. Madoff Investment Securities, LLC.’ 

ธุรกิจของ Madoff  ถือว่ารุ่งเรืองและมีชื่อเสียงโด่งดังมาก หนึ่งในความสำเร็จของ Madoff ก็มาจากพ่อตาของเขา นั่นก็คือนักบัญชีชื่อดังอย่าง ‘ซาอูล อัลเพิร์น’ นั่นเอง

Madoff โฟกัสกับธุรกิจการสร้างสภาพคล่องให้ตลาดหุ้นเต็มตัว และเติบโตอย่างรุ่งเรืองมากในช่วงปี 2503

และด้วยความน่าเชื่อถือของ Madoff บวกกับตัวเขาเอง เริ่มใช้เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ก้าวหน้าในสมัยนั้น มาใช้ในการแจ้งราคาให้กับลูกค้า 

ทำให้ในที่สุด Madoff ได้รับความไว้วางใจ และก้าวขึ้นไปเป็นประธานตลาดหุ้น Nasdaq  ในที่สุด ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ Madoff ยิ่งดูดีและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ใช่แล้วครับ Madoff เคยเป็นประธาน Nasdaq ด้วยชื่อเสียงที่ดีงามกับความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ทำให้คุณคงจะจินตนาการได้ยากมากว่า Madoff จะเป็น ‘หมาป่าในคราบลูกแกะ’ ได้อย่างไร

ช่วงปี 2543 บริษัทของ Madoff กลายเป็นบริษัทผู้สร้างสภาพคล่องระดับท็อปของสหรัฐฯ ในสมัยนั้น โดยมีทรัพย์สินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และทั้งหมดนี้ คือจุดเริ่มต้นของ Madoff หนึ่งในบุคคลที่ได้รับฉายาว่า ‘ปีศาจแห่ง Wallstreet’ ในเวลาต่อมาครับ

ถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า Madoff ใช้กลโกงแบบไหน จึงสามารถสร้างความเชื่อใจ จนหลอกให้คนมาผู้ร่วมลงทุนกับเขาได้มากมายขนาดนี้

ปฏิบัติการของ Madoff เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาโด่งดังและมีชื่อเสียงมากที่สุดนั่นแหละครับ ซึ่งในช่วงนั้น Madoff ได้เริ่มต้นปฏิบัติการฉ้อฉลครั้งใหญ่ที่เรียกว่า พอนซีสคีม’ (Ponzi Scheme) 

โดยแผนลวงโลกของ Madoff ใช้หลักการเดียวกับเจ้าของตำนานอันฉาวโฉ่ นั่นก็คือ ‘ชาร์ล พอนซี’ (Charles Ponzi) โดยใช้ ผลตอบแทนที่สูงลิ่วเป็นตัวล่อเพื่อให้เหยื่อหลงกล มาร่วมลงทุนกับเขา

Madoff ได้ส่งหนังสือเชิญชวนโดยมีเนื้อหาเขียนบอกเอาไว้ว่า มันเป็นการลงทุนที่แทบปราศจากความเสี่ยงและการันตีผลตอบแทน

ระยะแรก เป้าหมายของ Madoff ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหมู่เพื่อนสนิท ญาติ และคนรู้จัก ก่อนจะขยายวงไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีผู้สนใจลงทุนเยอะขึ้น 

เพราะผลตอบแทนที่สูงถึง 12 – 20% ต่อปี เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ปรารถนา ทั้งมูลนิธิ ห้างร้าน บริษัท ไปจนถึงคนดัง เชื้อพระวงศ์จากประเทศอื่น ต่างก็แห่มาลงทุนกับชายคนนี้ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือ ผลตอบแทนที่สูงลิ่ว

แน่นอนครับว่า ด้วยภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ ทำให้การการันตีผลตอบแทนที่สูงลิ่วของ Madoff ไม่ได้สร้างความแคลงใจเลยแม้แต่น้อย 

และตัว Madoff เองก็มีกลยุทธ์ที่ร้ายกาจ เพราะเขาไม่ได้เลือกนักลงทุนมั่วๆ ให้มาเป็นส่วนนึงในการฉ้อฉลของเขา หากมีคนมาขอลงทุนกับเขาแบบโต้งๆ Madoff จะปฏิเสธไป 

ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า Play Hard to Get ทำให้นักลงทุนที่อยู่ในกองฉ้อฉลของเขา เป็นนักลงทุนที่ Madoff มั่นใจว่าจะเชื่อมั่นเขา และไม่เคลือบแคลงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

แม้จะมีคนพยายามตั้งข้อสังเกตุ และรายงานไปยัง ก.ล.ต. สหรัฐฯ หลายต่อหลายครั้ง 

แต่ด้วยความทันสมัยของการวางระบบในบริษัทและความสัมพันธ์อันดีงามกับ ก.ล.ต. ทำให้แผนการของ Madoff หลุดจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. มากถึง 8 ครั้ง 

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีจุดจบ รวมไปถึงเรื่องลวงโลกของ Madoff ด้วยเช่นกัน จุดจบของการฉ้อฉลครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 2551 หากคุณจำกันได้ ปีนั้นเป็นปีที่สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ นั่นก็คือวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์นั้นเอง 

ผลจากความผันผวนของตลาดการเงินและการลงทุนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปีนั้น ทำให้นักลงทุนหลายรายต้องการสภาพคล่องครับ 

จึงพร้อมใจมาถอนเงินจาก Madoff พร้อมๆ กัน ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินถึงกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าเทียบเป็นเงินบาท ก็คิดเป็นเงินที่มากกว่า 200,000 ล้านบาท

เหตุการณ์นี้แหละครับ ทำให้ Madoff ต้องเร่งหาเงินเพื่อมาจ่ายคืนให้กับนักลงทุน แต่ทว่ากองทุนกลับไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น 

Madoff จึงไม่สามารถตอบสนองขอเรียกร้องของคนที่เคยเชื่อใจเขาได้ ท้ายที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดโปงในต้นเดือนธันวาคม ปี 2551 นั่นเอง 

ซึ่งก่อนที่ Madoff จะถูกจับกุมตัว เขาได้ตัดสินใจสารภาพกับลูกชายทั้งสองของเขาว่า การดำเนินการของกองทุนที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำนั้น แท้จริงแล้วมันคือ ‘เรื่องโกหกครั้งใหญ่’ (one big lie)

เช้าวันที่ 11 ธันวาคม 2551 Madoff ถูกตำรวจจับกุมที่เพนต์เฮาส์ในแมนฮัตตัน ด้วยการกระทำความผิดอาญา ฐานฉ้อฉลกลโกงกว่า 11 กระทง 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีนี้ ประเมินขนาดการฉ้อโกงครั้งนี้ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 64,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้ตัวเลขประเมินที่อยู่ในบัญชีของลูกค้ากว่า 4,800 ราย

คำถามที่ชวนคิดคือ สำหรับกรณีของ ‘Bernie Madoff’ คือ ทำไมเขาถึงหลอกให้นักลงทุนเชื่อใจได้นานกว่า 30 ปี

อย่างที่ผมเกริ่นไปในตอนต้น ว่ากลโกงกลของ Madoff คือการใช้กลยุทธ์ที่เรียกกันว่า ‘พอนซี สคีม’ หรือการแชร์ลูกโซ่ 

โดยสิ่งที่ Madoff ทำคือ นำเงินลงทุนของคนล่าสุดที่หลอกมาได้ ไปจ่ายให้กับคนก่อนหน้าเหมือนเป็นดอกเบี้ย แล้วก็ทำแบบนี้ วนไปเรื่อย ๆ 

จนทำให้กองทุนของเขา สามารถจ่ายผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ถึง 12-20% ตามคำชี้ชวน 

ที่น่ากลัวกว่านั้น Madoff ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ  ด้วยการจัดทำรายละเอียดสรุปหลักทรัพย์และภาพรวมของบริษัทที่ปลอมขึ้นมา ส่งไปถึงมือนักลงทุนด้วย

แต่ก็มีหลายคนอยู่เหมือนกันครับ ที่อยากจะรู้ว่า Madoff ลงทุนอย่างไร แต่คำตอบที่ได้จากชายคนนี้ คือข้ออ้างว่า

วิธีการลงทุนนั้นมันมีความซับซ้อนเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจได้

และหนึ่งในกลยุทธ์ที่ Madoff ใช้ คือเขามักจะปฏิเสธการพบปะกับผู้ลงทุนโดยตรง ซึ่งท่าทีเช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเขาลดน้อยลงเลยครับ 

ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในตัวชายคนนี้มากขึ้น เพราะนักลงทุนบางคน ไม่กล้าที่จะถอนเงินออก เพราะกลัวที่จะพลาดโอกาส 

ความน่าเชื่อถือของ Madoff ยังการันตีด้วยตำแหน่งทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น

  • ที่ปรึกษาทางการเงินของหน่วยงานภาครัฐกลาง กลต. ของสหรัฐอเมริกา 
  • เป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงตลาดหุ้น จากการพัฒนาโครงสร้างตลาดและระบบการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์
  • เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและยังเป็นถึงอดีตประธานตลาดหุ้นแนสแด็ก (Nasdaq) ตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
  • เป็นคณะกรรมการของ NASD (National Association of Securities Dealers, Inc.) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มีบทบาทสําคัญในการซื้อขายตราสารทางการเงินของสหรัฐอีกองค์กรหนึ่ง

มาถึงตรงนี้ ถ้าจะวิเคราะห์ย้อนกลับไป ปัจจัยที่ทำให้กลโกงของ Madoff ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการอาศัยช่องว่างด้านกลไกการตรวจสอบที่หละหลวมของระบบการเงินสหรัฐฯ ในสมัยนั้น 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดความโลภจากการเห็นเพียงผลตอบแทนที่สูงลิ่วน่าจะเป็นเหตุผลอันดับต้นๆที่ทำให้กลโกงของ Madoff ประสบความสำเร็จ เป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี

สุดท้ายแล้ว Madoff ได้เสียชีวิตในเรือนจำในปี 2564 ที่ผ่านมาครับ ครอบครัวของ Madoff ล่มสลาย 

ลูกชายทั้งสองคนของ Madoff เสียชีวิตลงจากการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง และโรคร้าย รวมไปถึงภรรยาของ Madoff ในตอนนี้ได้กลายเป็นคนไร้บ้านไม่มีที่อยู่ และถูกตราหน้าจากสังคมตลอดไป

เรื่องราวของ Madoff เป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างเศร้า เขาได้สร้างความเสียหายจนทำให้หลายคนยอมแพ้ให้กับชีวิต แต่มันก็ให้ข้อคิดและบทเรียนอยู่เหมือนกัน

และผมได้สรุปข้อคิดและบทเรียน จากตำนานฉ้อโกงสุดฉาวในครั้งนี้มาให้คุณแล้วครับ 

ในมุมมองของผมเอง ผมมองว่าการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม สิ่งที่คุณควรรู้ก่อน คือคุณกำลังลงทุนในสินทรัพย์อะไร 

เพราะถ้าจับต้องไม่ได้ หรือเปิดเผยไม่ได้ แต่พร้อมที่จะจ่ายคืนด้วยผลตอบแทนสูงสิ่ว ก็ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่า อาจจะเข้าข่ายหลอกลวงจากกลโกงของมิจฉาชีพ

ผมอยากให้คุณจำเอาไว้เสมอครับว่า การลงทุนบอกว่าการันตีผลตอบแทน 100% และไม่มีวันขาดทุน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และมักมีอันตรายแอบแฝงอยู่เสมอ

อย่าลืมว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ยังคงเกิดขึ้นวนเวียนอยู่ในโลกของการลงทุน เพราะคุณยังคงเห็นข่าวการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านเครือข่าย ‘แชร์ลูกโซ่’ จนถึงทุกวันนี้ใช่ไหมครับ

จริงๆ แล้วคุณสามารถเลี่ยงการลงทุนกับ Madoff ได้ เพียงแค่เอะใจสักเล็กน้อยและหาข้อมูลในสิ่งที่คุณลงทุนอย่างละเอียด ก่อนที่จะลงทุนจริง ๆ

ความโลภ เป็นส่วนนึงที่ทำให้เกิดเรื่องราวนี้ขึ้น แต่จริงๆ มันมีอีกสิ่งนึงที่ลึกมากกว่านั้นครับ ความอิจฉา เป็นอีกส่วนนึงที่ทำให้เกิดกระแสปากต่อปากในการลงทุนของ Madoff ขึ้น

เมื่อนักลงทุนคนอื่นเห็นว่านักลงทุนคนนี้ได้รับผลตอบแทนอย่างงามจากการลงทุนกับ Madoff ก็เริ่มทำให้เกิดความอิจฉาขึ้นก่อน 

จากนั้นความอิจฉาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความโลภจนทำให้นักลงทุนหน้ามืดตามัว เอาเงินไปให้ Madoff ลงทุนโดยที่ไม่สงสัยหรือเคลือบแคลงใจอะไรทั้งนั้น

แต่ก็เป็นไปได้นะครับว่านักลงทุนบางคนอาจมีความสงสัยหรือเคลือบแคลงใจ แต่ก็ไม่อยากถอนเงินออกจากกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงขนาดนี้ 

จนบังคับใจตัวเองให้เชื่อว่า คงไม่มีอะไรในกอไผ่หรอก แต่หารู้ไม่ว่า ปีศาจตัวนี้กำลังกลืนกินเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณไปอย่างช้า ๆ ในแบบที่ไม่มีใครช่วยคุณได้

จริงๆ เรื่องราวของ Madoff ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะมากครับ แต่อันนี้เป็นเวอร์ชันฉบับย่อ หากคุณอยากรู้รายละเอียดเรื่องราวนี้ทั้งหมด

แนะนำให้ไปดูได้ในสารคดี Madoff: The Monster of Wall Street บนแพลตฟอร์ม Netflix นะครับ 

เรื่องราวของ Madoff ทำให้ผมนึกถึงประโยคนึงของปู่ Warren Buffett ที่พูดเกี่ยวกับความเสี่ยงว่า

ความเสี่ยงมาจากการที่คุณไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่

นักลงทุนหลายคนที่ลงทุนกับ Madoff เจอกับความเสี่ยงในข้อนี้เต็มๆ เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า Madoff ลงทุนในอะไรอยู่ จนต้องสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดไป

ผมหวังว่าเรื่องราวของ Madoff นี้จะช่วยให้คุณมีสติในการลงทุน และรอดพ้นจากเหล่ามิจฉาชีพที่ยังคงวนเวียนอยู่ในทุกวันนี้นะครับ

ผู้เขียน: ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ