TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกColumnistบางจาก ฮุบ เอสโซ่ ... ท้าชน ปตท.

บางจาก ฮุบ เอสโซ่ … ท้าชน ปตท.

หลังจากที่สื่อมีการคาดเดากันก่อนหน้านี้ว่า จะมี “ดีล” ใหญ่ในวงการธุรกิจน้ำมันในที่สุดข่าวนี้ก็เป็นจริงและเซอร์ไพรซ์พอสมควร เมื่อบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศเข้าซื้อหุ้นสามัญในสัดส่วน 65.99% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จาก ExxonMobil Asia Holdings Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ด้วยมูลค่า 55,500 ล้านบาท 

ทำไมเอสโซ่ จึงตัดสินใจขาย ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เอสโซ่มีนโยบายในการขายธุรกิจเมืองไทยมานานแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็เคยตัดบริษัทลูกขาย รวมถึงเคยเจรจากับไทยออยล์มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตอนเจรจารอบแรกเกือบสำเร็จแต่ข่าวรั่วทำให้ดีลล่มไป 

หลังจากนั้นก็มีการเจรจากันเรื่อยมา แต่ติดเงื่อนไขบางประการเพราะไทยออยล์เป็นบริษัทลูกของปตท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่เตรียมจะเอาสถานีบริการน้ำมันตั้งเป็นบริษัทใหม่ในนาม “OR” เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ เกรงว่าหากไทยออยล์ซื้อโรงกลั่นจะถูกมองว่าเป็นการผูกขาดทางการค้า แผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจสะดุด แผนการเจรจาก็เลยชะงักและนับจากนั้นก็ไม่มีการเจรจาอีกเลย

ในที่สุดก็มาลงเอยกับกลุ่มบริษัทบางจาก แถมยังขายในราคาที่นักวิเคราะห์หลายคนวิจารณ์ว่า ราคาค่อนข้างถูก แต่ทางเอสโซ่เองก็พอใจเพราะอยากจะถอนการลงทุนจากประเทศไทยอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติธรรมดาของบริษัทข้ามชาติจะดูที่ผลตอบแทนเป็นหลัก

บางจาก เข้าซื้อกิจการ เอสโซ่ ประเทศไทย

บางจากเปิดแผน 8 ปี ปรับโลโก้ใหม่ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อเห็นว่า การลงทุนในประเทศไหนไม่คุ้มค่ามีแนวโน้มจะได้รับผลตอบแทนต่ำ ก็จะถอนไปลงทุนประเทศที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าหรือคุ้มค่ากว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจน้ำมันหรือธุรกิจค่าปลีกหลายรายที่เข้ามาเมืองไทยเมื่อไม่สามารถสู้เจ้าถิ่นได้ก็จะถอนการลงทุนไปลงทุนที่อื่นแทน

เอสโซ่เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลกมีธุรกิจหลายอย่าง ลงทุนในหลาย ๆ ประเทศ คงมองว่าตลาดในประเทศไทยเล็กมากสำหรับเขา และเศรษฐกิจไม่เติบโตมานานติดต่อกันหลายปี ไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งจากปตท.แบรนด์ท้องถิ่นได้ อีกทั้งในช่วงแรก ๆ ที่เอสโซ่เข้ามาลงทุนก็กอบโกยกำไรจนคุ้มแล้ว จึงตัดสินใจถอนการลงทุนออกจากประทศไทย 

บางจากเองงานนี้ก็ถือว่าได้ของขวัญปีใหม่ด้วยของดีราคาไม่แพง ดีลนี้พลิกเกมให้บางจากใช้เป็นสปริงบอร์ดดีดตัวเองขึ้นมาทาบชั้นกับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ในเครือปตท.ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ทางด้านพลังงาน อย่างมิอาจปฏิเสธได้

ประกอบกับแนวโน้มการใช้พลังงานน้ำมันจะยังคงอยู่ไปอีกนานนับ 10 ปี แม้ว่ากระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเข้ามา แต่ทว่ายอดขายรถ EV บวกปลั๊ก-อิน ไฮบริด อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 คัน/ปีเท่านั้น จากยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 800,000-900,000 คัน ซึ่งยังไม่รวมจำนวนรถที่ประชากรไทยใช้อยู่ 10 ล้านคัน มอเตอร์ไซค์อีก 10 ล้านคัน จะเห็นได้ว่า 99.9% ยังเป็นรถที่ใช้น้ำมัน ธุรกิจนี้จึงยังอยู่ได้อีกนาน

ที่มาที่ไปของดีลนี้ เริ่มจากกลุ่มบางจากต้องการที่จะขยายโรงกลั่นน้ำมันแห่งที่ 2 จากเดิมที่มีโรงกลั่นน้ำมันขนาดกำลังการผลิต 174,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ถ้าจะลงทุนสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่จะต้องใช้งบลงทุนที่สูงมาก ดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว “ไม่คุ้มค่า” จึงได้เจรจากับบริษัทน้ำมันอย่างน้อย 2 รายแต่มาลงเอยที่เอสโซ่ 

ดีลนี้ถือว่าบางจากคุ้มค่าอย่างมากเพราะจะได้สินทรัพย์ไม่รวมแบรนด์ “ESSO”, น้ำมันดิบ 7.4 ล้านบาร์เรล คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 25,000 ล้านบาท, การลงทุนในท่อส่งน้ำมันอีก 5,000 ล้านบาท, ที่ดิน 800 ไร่ ไร่ละ 15 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ประมาณ 700 สาขา มีการลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 20 ล้านบาท รวม 15,000 ล้านบาท รวมเฉพาะรายการเหล่านี้ บางจากจะได้รับสินทรัพย์คิดเป็นมูลค่า 55,000 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ยังไม่รวมโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ ขนาดกำลังผลิต 174,000 ล้านบาทบาร์เรล/วันที่ตั้งอยู่ที่ศรีราชาใกล้กับโรงกลั่นของไทยออย์และคลังน้ำมันของปตท.ที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดสำหรับพื้นที่ตั้งโรงกลั่นจะหาที่ไหนไม่ได้ในประเทศไทย แถมยังได้โรงงานพาราไซลีนขนาด 500,000 ตัน ที่จัดเป็นบายโปรดักต์ด้วย งานนี้จึงคุ้มสุด ๆ

เหนือสิ่งอื่นใด การซื้อโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ยังถือเป็นการ synergy ธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้กลุ่มบางจากจะมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 120,000 บาร์เรล/วัน เป็น 294,000 บาร์เรล/วัน ส่งผลให้มีกำลังการกลั่นขึ้นเป็นเบอร์ 1 แซงไทยออยล์ที่มีกำลังการกลั่นอยู่ที่อยู่ที่ 275,000 บาร์เรล/วัน

ปัจจุบันบางจากมีสถานีบริการน้ำมันมากกว่า 1,400 แห่ง เมื่อรวมกับสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ปัจจุบันอีกกว่า 700 แห่ง ส่งผลให้บางจากจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด 2,100 แห่ง หรือใกล้เคียงกับสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. OR ที่ครองอันดับ 1 อยู่ในปัจจุบัน 2,473 แห่ง และสถานีบริการน้ำมัน PTG ที่อยู่อันดับ 2 (2,181 แห่ง) จากเดิมที่ทิ้งห่างกันมากกว่า 1,000 สาขาทำให้สถานีบริการน้ำมันบางจากจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่หลายคนอาจมองข้ามอย่าลืมว่า สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตโซนตัวเมืองชั้นในเรียกว่าอยู่ในพื้นที่ “ทำเลทอง” ขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางจากอยู่โซนด้านนอก เท่ากับสถานีบริการน้ำมันที่บางจากได้เพิ่มเข้ามาใหม่ก็จะไม่ทับซ้อนกัน 

ในแง่ส่วนแบ่งการตลาดการขายน้ำมัน 2 ค่ายจะรวมกันเป็น 21% (บางจาก 10%+เอสโซ่ 11%) เทียบกับ OR ที่มีส่วนแบ่งตลาด 42% แต่ที่มองข้ามไม่ได้ ที่ผ่านมาเอสโซ่ที่จะเน้นขายน้ำมันเกรดพรีเมี่ยมที่มีลูกค้าราว 6% ตรงนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ปั๊มเอสโซ่เดิมนั้น บางจากอาจจะทำเป็นปั๊มน้ำมันพรีเมี่ยม เน้นรับลูกค้าที่ขับรถหรูราแพง 

แต่ที่แน่ ๆ หลังจากรวมธุรกิจ บางจากจะสามารถประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงได้ทันที 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี จากการจัดหาน้ำมันที่เอสโซ่ยังคงดำเนินการให้ ประหยัดต้นทุนการบริหารโรงกลั่น ประหยัดจากต้นทุนบริหารองค์กร และยังได้ลูกค้าของเอสโซ่เดิมอยู่ในมือ เหนือกว่านั้นคือได้บุคคลากรที่มีคุณภาพโดยเฉพาะทีมการตลาดที่มีศักยภาพเข้ามาเติมเต็มและโนว์ฮาวน์ที่ทันสมัยของเอสโซ่มาด้วย

วันนี้บางจากได้ดีดตัวเองมาเป็นอันดับ 2 ไล่บี้ปตท. หายใจรดต้นคอ อย่าลืมว่าครั้งหนึ่งบางจากเคยเป็นลมใต้ปีกปตท.มาตลอดหลายปี เพิ่งจะเป็นไทไม่กี่ปีนี้เอง นี่คือประวัติศาสตร์ที่คนบางจากไม่เคยลืม 

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

“รื้อ-ล้างไพ่” ท่องเที่ยวไทย

2566 “เศรษฐกิจ-การเมืองไทย” บนปากเหว

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ