TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกLifeรพ.ท่าวุ้ง ลพบุรี ใช้ Telemedicine บริการผู้ป่วยทั้งอำเภอกว่า 4,000 คน

รพ.ท่าวุ้ง ลพบุรี ใช้ Telemedicine บริการผู้ป่วยทั้งอำเภอกว่า 4,000 คน

ใช่ว่ามีสิทธิ 30 บาท รักษาทุกโรคแล้ว ผู้ป่วยทุกคนจะไปหาหมอตามนัด เพราะในสภาพความเป็นจริง ปัจจัยพื้นฐานที่หลายครอบครัวต้องดิ้นรน คือการหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หาตลอดเช้ากว่าจะพอกินก็ยามดึก แต่การไปโรงพยาบาลของครอบครัวที่อยู่ห่างไกล ต้องตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน เริ่มเดินทางตี 3 ไปนั่งรอที่โรงพยาบาล กว่าจะได้พบหมอ 3-5 นาที รับยา กลับบ้าน ก็แทบหมดเวลาชีวิตแล้ว

นิโลบล ลิจุติภูมิ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เล่าถึงตลอดการทำงาน 30 ปี พบว่า ระบบให้บริการดูแลสุขภาพในสถานบริการของรัฐนั้น ผู้ป่วยมีจำนวนมาก ขณะที่แพทย์มีจำนวนน้อย ส่งผลต่อการให้บริการที่ต้องเร่งรีบ

โรงพยาบาลท่าวุ้ง พบผู้ป่วย NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ถึงร้อยละ 60 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งต้องนัดพบแพทย์เป็นประจำทุก 2-3 เดือน ส่งผลเรื่องความยากลำบากในการเดินทาง อีกทั้งขาดแคลนทุนทรัพย์สำหรับใช้จ่ายเพื่อการเดินทางพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มาตามนัด ทำให้ไม่ได้รับยาตามกำหนด เมื่อออกติดตามไปยังบ้านผู้ป่วยพบบ้านหลังเล็ก ๆ ปุปะด้วยสังกะสีเก่า ๆ แผ่นป้ายโฆษณา อาศัยอยู่กัน 4 คน มีตายาย และหลานเล็ก

“คุณยายบอกว่า คุณตาวัยกว่า 70 ปีออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแล้ว แต่โชคดีนะที่คุณหมอมาวันนี้ เพราะบังเอิญหลานไม่สบาย เลยต้องอยู่ดูแลหลาน ไม่อย่างนั้นตัวคุณยายเองก็ต้องออกไปทำงานเหมือนกัน เพื่อครอบครัวจะได้มีเงินใช้จ่ายเลี้ยงดูกันวัน ๆ”

ผู้ป่วยบางคนต้องตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาที่บางคนยังไม่ทันเริ่มนอน เพื่อเตรียมตัวเดินทางมาโรงพยาบาลตอนตี 3 เสียเวลาไปทั้งวัน แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่าเดินทางครั้งละหลายร้อยบาท เพราะบางพื้นที่การเดินทางเข้าออกไม่ได้สะดวกสบายมีรถราบริการตลอดวัน และยังมีค่ากินอยู่ระหว่างวัน ดังนั้น ผู้ป่วยหลาย ๆ คนจึงไม่มาโรงพยาบาล ก่อให้เกิดปัญหาการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ต่อเนื่องขึ้นอีก

ปัญหาดังกล่าว โรงพยาบาลท่าวุ้ง ภายใต้การดูแลของ นพ.สันติ ลาภเบญจกุล หาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกับทีมงาน จนกลางปี 2566 ได้ร่วมเป็นพันธมิตรนำร่องโครงการ “แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล” กับเอสซีจี โดยใช้นวัตกรรม DoCare ระบบ Tele-monitoring และ Telemedicine ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลกลาง แต่สามารถได้รับบริการที่ดีจากจุดให้บริการในชุมชน ช่วยลดเวลา ประหยัดค่าเดินทาง และเพิ่มการเข้าถึงการสาธารณสุขที่ดีภายในชุมชน

ประกอบด้วย แท็บเล็ต เครื่องวัดความดัน ชุดเจาะตรวจเลือด เครื่องวัดอุณหภูมิ โรงพยาบาลจึงทดลองนำอุปกรณ์ชุด Telemedicine นี้มาให้บริการรักษาทางไกลแก่ผู้ป่วยโรคชุดความดัน เบาหวาน ระดับสีเขียว สีเหลือง ที่ไม่วิกฤติ ไม่ค่อยมีภาวะการเปลี่ยนแปลง เพียงเจาะเลือด ตรวจร่างกายตามกำหนด และรับยาไปรับประทานอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอ

เริ่มแรกทดลองเพียงที่ตำบลบางคู้ ของอำเภอท่าวุ้งเพียง 1 แห่ง มีผู้ป่วยที่ต้องดูแล 350 คน มาถึงวันนี้ขยายครอบคลุม 11 ตำบลทั่วทั้งอำเภอภายในปี 2567 ดูแลผู้ป่วยระดับเขียว เหลือง กว่า 4,000 คน

“ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีมาดูแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เลยขยายผล ขอนำระบบนี้ไปใช้กับอำเภอลำสนธิ (อำเภอชายแดน พื้นที่ติดกับจังหวัดชัยภูมิและเพชรบูรณ์) อีกแห่งหนึ่ง”

นิโลบล เล่าถึงวิธีทำงานว่า ได้ประสานกับ อสม. ในพื้นที่ ให้การฝึกอบรมจนใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ พื้นที่ที่ใช้นัดผู้ป่วยมารวมกัน เรียกว่า Station จะต้องมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใช้งานได้ หากผลเลือด และความดันปกติ ก็บันทึกผลแล้ววันรุ่งขึ้น อสม. จะนำยาไปแจกตามบ้านผู้ป่วยรายนั้น ๆ เลย

“ได้รับการตอบรับดีมาก ช่วยผู้ป่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ลดความเครียดในการมาโรงพยาบาล อสม. ที่ทำหน้าที่ต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตก็จะเป็นคนที่อายุน้อยหน่อย แต่ผู้ที่อายุมากก็จะมีประสบการณ์ด้านการซักถามพูดคุยกับผู้ป่วย ทำหน้าที่ช่วยเหลือกันอย่างดี”

กรณีผลตรวจออกมาผิดปกติจะติดต่อผ่านระบบ Telemedicine ติดต่อกับแพทย์เพื่อปรึกษา หรือดำเนินการส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที

“มีเหมือนกันที่ผลออกมาดี เงียบจนทางเราต้องติดต่อไปขอคุย ซักถามกับผู้ป่วยเอง แต่โดยรวมแล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาก”

ทั้งนี้ เอสซีจี จัดทำโครงการ ‘แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล’ ช่วยให้ผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันขยายผลใช้กับโรงพยาบาลแล้ว 13 แห่ง 1 วิสาหกิจเพื่อสังคม ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วไทย พร้อมตั้งเป้าขยายอีก 10 โรงพยาบาล ใน 10 จังหวัด ภายในปี 2567

4 หญิงแกร่ง ร่วมพลิกโลก

พบกับหนึ่งหญิงผู้ยืนหยัดร่วมขับเคลื่อนงานสาธารณะสุข “สุขภาพดี สู่ชุมชน” “ห่างแค่ไหน ก็ใกล้กัน” ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดี แพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยต่อรายเพิ่มมากขึ้น และส่งต่อองค์ความรู้ แนวทางการนำเทคโนโลยีแพทย์ดิจิทัล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป อย่างนิโลบลกันแล้ว เอสซีจี ยังนำตัวแทนผู้นำชุมชนอีก 3 ด้านร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ พร้อมส่งต่อพลังบวก

ได้แก่ วันดี อินทรพรม กำนันตำบลแกลง จังหวัดระยอง ผู้เปลี่ยนความแห้งแล้งของเขายายดา ให้เป็นป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนมาบจันทร์ ด้วยการ ‘สร้างฝายชะลอน้ำ’ จากองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมกับเอสซีจีซี จนป่าเขายายดากลับมาเขียวชอุ่ม ไม่เกิดไฟป่าในฤดูแล้ง และกลายเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่างด้านการจัดการน้ำระดับประเทศ

โดยเรื่องราวความมุ่งมั่นของนางวันดีและชุมชนมาบจันทร์ในการเรียนรู้และร่วมมือกันบริหารจัดการน้ำเพื่อความอยู่รอดของชุมชน ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสารคดี ‘The Rain Keepers’ ซึ่งมีกำหนดฉายทางออนไลน์ผ่านช่อง VIPA ของไทยพีบีเอส ในเดือนกรกฎาคมนี้

อำพร วงค์ษา ประธานศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม จังหวัดลำพูน

อำพร วงค์ษา ประธานศูนย์หัตถกรรมบ้านงานฝีมือบ้านผาหนาม จังหวัดลำพูน หนึ่งในสมาชิก ‘โครงการพลังชุมชน’ ผู้พลิกวิกฤตของชีวิตเป็นแรงผลักดันสร้างโอกาสให้กับตัวเอง พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างอาชีพให้คนในชุมชน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ว่างงาน และผู้หญิงที่ขาดโอกาสในการทำงาน

และสุจิตรา ป้านวัน ประธานชุมชนวังขรีวิถียั่งยืน ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มเยาวชนยิ้มแฉ่งให้ด้วยใจ’ เพื่อแก้ปัญหาขยะ สร้างความร่วมมือภายในชุมชน เชื่อมเยาวชนและผู้สูงวัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พัฒนาชุมชนให้สะอาด น่าอยู่ พร้อมมุ่งสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ ใน SCG “The Possibilities for Inclusive Society – เติบโตไปด้วยกัน…กับโลกที่ยั่งยืน”

ธุรกิจปรับตัวรับโลกเปลี่ยน

ชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารความยั่งยืน เอสซีจี

ชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารความยั่งยืน เอสซีจี บอกเล่าการดำเนินงานว่า เพราะธุรกิจต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก สังคม และยุคสมัย เอสซีจีจึงยกระดับการขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่ Inclusive Society ร่วมกับพนักงาน เครือข่าย พันธมิตร และชุมชน สร้างการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมยั่งยืน และส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นต่อไป

โดยมุ่งผลักดันสังคมเติบโตไปด้วยกัน 4 ด้าน คือ 1. ฟื้นน้ำ สร้างป่า ดำเนินงานมาเกือบ 20 ปี อาทิ โครงการ ‘รักษ์ภูผามหานที’ 2. พัฒนาอาชีพมั่นคง พัฒนาทักษะอาชีพ ให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิ โครงการ ‘พลังชุมชน’ ปัจจุบันสร้างอาชีพไปแล้ว 4,942 คน สร้างรายได้เพิ่มกว่า 4-5 เท่า เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง 24 จังหวัดทั่วประเทศ

3. ส่งเสริมสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุข และ 4. สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ ความร่วมมือบูรณาการระหว่างรัฐ-เอกชน-ประชาชน (PPP: Public-Private-People Partnership) เปลี่ยนจังหวัดสระบุรีให้เป็นเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เปิดแนวคิด ESG ให้สตาร์ตอัพไทย เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

บ้านปูโชว์ “Banpu Academy” upskill-reskill พนักงาน พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงของโลก

เยี่ยมชมเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อโลกยั่งยืน WHA Group จากสมุทรปราการ ถึงอีสเทิร์นซีบอร์ด

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ